Book Insights – The Concise Mastery

20191013_mastery

เกมที่เราควรเล่นคือหา niche (ตลาดจำเพาะ) ที่เราสามารถ dominate ได้ โดยเราอาจจะเริ่มจากสายงานที่เราถนัดก่อน แล้วค่อยๆ ขยับเข้าสู่สายงานที่แคบลงเรื่อยๆ จนไปเจอ niche ที่ยังไม่มีใครครอบครอง ซึ่ง niche นี้จะสะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ในตัวเราที่ไม่มีใครลอกเลียนแบบได้

เวลาเลือกงาน ให้เลือกงานที่จะให้โอกาสเราได้เรียนรู้มากที่สุด ความรู้ที่ practical คือสินทรัพย์ที่จะปันผลให้เราอย่างงามไปอีกหลายสิบปี

ถ้าเราเลือกงานโดยดูว่าใครจ่ายหนักสุด สุดท้ายเราจะโฟกัสผิดจุด เพราะรู้สึกว่าต้องพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลา เราจะมัวกังวลว่าคนอื่นจะมองเรายังไง เราต้องเอาอกเอาใจใครบ้าง ฯลฯ

เวลาฝึกฝน เราต้องพาตัวเองเข้าสู่ the cycle of accelerated returns ให้ได้ เพราะเมื่อเข้าสู่วงจรนี้เราจะสนุกไปกับการฝึกฝนจนทำให้เราฝึกได้ยาวนานขึ้น ซึ่งก็จะทำให้เราพัฒนาในอัตราเร่งขึ้นอีก ซึ่งกว่าจะเข้าสู่วงจรนี้ได้ เราต้องกัดฟันเพื่อผ่านช่วงแรกที่ยากลำบากที่เราไม่เก่ง-ไม่ชอบไปให้ได้ก่อน

คนเราเมื่อพัฒนามาถึงจุดนึงแล้วก็จะตัน เพราะเรามักจะฝึกฝนด้วยวิธีเดิมๆ ไปเรื่อยๆ ทำให้เราไม่เก่งขึ้นเสียที ถ้าเราอยากจะก้าวข้ามจุดนี้ไปให้ได้ เราต้องทำ Resistance Practice ซึ่งก็คือการ “ฝืนธรรมชาติ” ฝืนที่จะไม่ผ่อนปรนกับตัวเอง ต้องเป็นนักวิจารณ์ที่เข้มงวดผับผลงานที่เราผลิตออกมา ต้องมองให้ออกว่าอะไรที่เรายังอ่อนอยู่และขยี้ไปตรงจุดนั้น

ถ้าต้องการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต เราต้องมีความรู้ที่ “กลมกล่อม” อันเกิดจากส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างศาสตร์และศิลป์ เมื่อ 500 ปีที่แล้ว วิทยาศาสตร์กับศิลปะถูกแยกขาดออกจากกัน แต่จริงๆ แล้วเมื่อสองสิ่งนี้อยู่ร่วมกันมันจะสร้างสิ่งอัศจรรย์ได้ นี่คือเหตุผลที่ทำไมงานของดาวินชีถึงยังอมตะเหนือกาลเวลา

เราควรจะเรียนรู้ทักษะให้หลากหลายมากที่สุด หากเรารู้แค่ไม่กี่เรื่องและเดินตาม career path อย่างตายตัวและเคร่งครัด สุดท้ายพออายุ 40 กว่าเราจะติดหล่มในอาชีพใดอาชีพหนึ่งโดยไม่สามารถย้ายงานไปทำอย่างอื่นได้ แต่ถ้าเรียนรู้ทักษะให้หลากหลายเข้าไว้ โอกาสจะยังมีเข้ามาไม่ขาดสาย

เหตุผลที่เราควรมี mentor เพราะว่าชีวิตเรานั้นสั้นเกินกว่าจะที่เรียนรู้ผ่านการลองผิดลองถูก การเรียนรู้ผ่านตัวหนังสือนั้นก็ไม่ efficient พอเพราะเนื้อหาในหนังสือไม่ได้ customized สำหรับตัวเรา การได้ mentor ที่เปี่ยประสบการณ์และมองขาดว่าเรายังต้องปรับปรุงเรื่องอะไรจะทำให้เราพัฒนาได้ในอัตราเร่ง

คนที่เป็น Masters ส่วนใหญ่จะเจอปัญหาเรื่องงานและข้อมูลที่ถาโถมพวกเขา หากเราสามารถแบ่งเบาภาระเหล่านี้ให้เขาได้ เราก็มีโอกาสที่เขาจะเมตตาเรามากกว่าลูกศิษย์คนอื่นๆ ที่ไปขอฝากตัวด้วย

คนที่เพิ่งรู้จักกับเราได้ไม่นานแต่เอ่ยปากชมเราเกินเหตุมีแนวโน้มที่จะริษยาเราอยู่ลึกๆ และกำลังหาโอกาสเข้าใกล้เพื่อทำร้ายเรา

บางทีเราก็ต้องทำตัวลึกลับ บางทีเราก็ต้องตรงไปตรงมา อย่าวางตัวให้คนอื่นๆ เดาทางเราออกง่ายเกินไป

Masters จะต้องมี Original Mind หรือการมองอะไรเหมือนกับเห็นเป็นครั้งแรกราวกับเด็กๆ

ด้วยความรู้ที่ลึกซึ้งและจิตใจที่เปิดกว้าง ทำให้ Masters จึงมี creativity สูงมาก

วิธีที่จะได้ไอเดียสร้างสรรค์ที่ดีที่สุดคือค่อยๆ คิดไปเรื่อยๆ ค้นคว้าให้เยอะและอย่ารีบร้อน แม้มันดูต้องลงแรงและเวลามหาศาลแต่วันหนึ่งข้างหน้าเมื่อมองย้อนกลับมา เราจะรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรหรอก

การเรียนรู้ที่ดีคือการเอามันไปประยุกต์ใช้จริงๆ เปลี่ยนความรู้ของคนอื่นมาเป็นความรู้ของเราด้วยการมองให้เห็นความเชื่อมโยงของความรู้หลายแขนงและอนุมานกฎหรือสูตรที่อยู่เบื้องหลังชุดความรู้เหล่านั้นให้ได้

ไม่มีช่วงเวลาใดที่สูญเปล่าถ้าเราใส่ใจกับทุกบทเรียนที่ติดมากับทุกประสบการณ์

อย่าลืมฝึกฝน memory เราด้วย งานที่เราเคยต้องใช้ความจำอย่างเบอร์โทรศัพท์ การคำนวณอย่างง่ายๆ หรือการจดจำเส้นถูกเทคโนโลยีทำแทนให้หมแล้ว หากเราไม่ใช้กล้ามเนื้อสมองส่วนความจำนี้บ้างมันก็จะฝ่อไม่ต่างจากกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ

เราต้องหัดสังเกตสิ่งแวดล้อม ไม่ต่างอะไรกับสมัยบรรพบุรุษเรายังอยู่ในทุ่งสะวันนาในแอฟริกา ในที่ทำงานเราต้องหัดเป็นคนช่างสังเกต ทุกสีหน้า ท่าทาง และน้ำเสียงคือสัญลักษณ์ให้เราถอดรหัสและตีความ ยิ่งเราสามารถเชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเราได้มากเท่าไหร่ เรายิ่งได้เปรียบมากขึ้นเท่านั้น

—–

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ The Concise Mastery by Robert Greene 

(Book Insights ไม่ใช่ Book Summary และไม่ใช่ Book Review ดังนั้นจึงจะไม่พยายามพูดถึงหนังสือทั้งเล่ม และจะไม่วิจารณ์ด้วยว่าดีไม่ดี หรือผมเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร สิ่งที่ Book Insights จะทำคือการดึงเฉพาะประเด็นที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ขึ้นมาพูดเป็นข้อๆ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับเนื้อหาแบบลัดสั้นที่สุดครับ)

ต้นทุนของนิสัย

20191012

The costs of your good habits are in the present.
The costs of your bad habits are in the future.

ต้นทุนของนิสัยที่ดีนั้นเกิดขึ้นวันนี้
ต้นทุนของนิสัยที่แย่นั้นเกิดขึ้นวันหน้า

-James Clear

ต้นทุนของนิสัยที่ดี เช่นออกกำลังกาย ขยันทำงาน มีสติอยู่บ่อยๆ มันคือสิ่งที่เราต้องจ่ายในตอนนี้ เพื่อสุขภาพที่ดีทั้งกายใจและการเงิน

ส่วนการสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ใช้จ่ายเงินเกินตัว ทำงานแบบหยิบโหย่ง นั้นคือการได้มาซึ่งความสุข ความสบาย ความเพลิดเพลินในวันนี้ แล้วค่อยไป “จ่าย” ในวันหลัง

นิสัยที่ดีนั้นต้นทุนต่ำในวันนี้เพื่อผลตอบแทนสูงในวันหน้า

ส่วนนิสัยที่แย่นั้น เราจะได้ผลตอบแทนต่ำเตี้ยในวันนี้ เพื่อจ่ายราคาที่สูงลิบลิ่วในวันหน้าครับ

นิทานผลัดใบ

20191011

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ณ ป่าแห่งหนึ่ง มีต้นมะกอกและต้นมะเดื่อยืนอยู่ใกล้ๆ กัน

เมื่อถึงฤดูหนาวต้นมะเดื่อก็ได้ผลัดใบออกจนเหลือแต่กิ่งก้านที่ไร้ใบ ต้นมะกอกเห็นดังนั้นจึงหัวเราะเยาะ

“เจ้าต้นมะเดื่อที่น่าเวทนา เจ้าคงต้องทนอยู่ในสภาพที่น่าเกลียดแบบนี้ไปอีกนานจนกว่าฤดูหนาวนี้จะผ่านพ้นไป ผิดกับข้าที่ยังคงมีใบเขียวชอุ่ม”

หลายวันต่อมาหิมะได้ตกลงมาอย่างหนักและจับตัวอยู่ตามใบและกิ่งก้านของต้นมะกอกจนเต็มไปหมด

ในไม่ช้าต้นมะกอกก็แบกรับน้ำหนักของหิมะไว้ไม่ไหว กิ่งก้านของมันหักลงระเนระนาด

ต้นมะเดื่อจึงกล่าวกับต้นมะกอกว่า

“แม้ข้าจะผลัดใบจนเหลือแต่กิ่งก้าน แต่นี่แหละคือเหตุผลที่ทำให้ข้าผ่านฤดูหนาวนี้ไปได้โดยไม่ได้รับอันตรายใดๆ”

—–

ขอบคุณนิทานจากเว็บเมืองไทย ต้นมะกอกและต้นมะเดื่อ

จากกรงหนึ่งสู่อีกกรงหนึ่ง

20191009

หลายคนที่เป็นพนักงานประจำมีความฝันว่าสักวันหนึ่งจะออกมาทำธุรกิจของตัวเอง

ขายเสื้อผ้าออนไลน์ เปิดร้านกาแฟ เป็นไลฟ์โค้ช ฯลฯ

ความมุ่งหวังก็คือเราจะมีอิสรภาพมากกว่านี้ ทั้งทางการเงินและทางเวลา

แต่สิ่งที่ควรระวังก็คือเราอาจจะกำลังออกจากกรงหนึ่งเพียงเพื่อเข้าสู่อีกกรงหนึ่ง

เพราะหากทำธุรกิจของตัวเองแล้วจัดการได้ไม่ดี มันจะกลายเป็นงานที่เราลาออกไม่ได้

เงินก็ลงไปแล้ว คนก็จ้างมาแล้ว ลูกค้าก็สั่งของมาแล้ว หากไม่ทำก็จะเสียชื่อเสียง เสียเงินเสียทอง หรือแม้กระทั่งเสียผู้เสียคน

การเป็นพนักงานประจำดูเหมือนว่าเราไม่มีอิสรภาพ แต่จริงๆ แล้วเราอาจมีอิสรภาพมากกว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจเสียอีก

โดยเฉพาะถ้าเราได้อยู่ในองค์กรที่เคารพในความเป็นมนุษย์ของพนักงาน ไม่ได้มองพนักงานเป็นแค่ฟันเฟืองในเครื่องจักรผลิตเงิน

และการที่เราจะได้ไปอยู่ในองค์กรแบบนี้ได้ เราก็ต้องเก่งเสียก่อน

เมื่อเราเก่งจนองค์กรดีๆ ต้องการตัว เราก็จะได้งานที่เงินเดือนดี มี flexibility พอประมาณ เลิกงานแล้วไม่ต้องกังวลมากนัก สามารถมีชีวิตส่วนตัวได้

ตราบใดมนุษย์ยังมีกิเลส เราคงหนีจากกรงไม่พ้น

แค่ต้องเลือกให้ดีว่ากรงแบบไหนที่เราอยู่แล้วสบายกายและสบายใจที่สุดครับ

คนที่เราชื่นชมเขาจะรับมือกับปัญหานี้ยังไง

20191009b.png

ผมเชื่อว่าคนทำงานทุกคนน่าจะมี idol ของตัวเอง

เราต้องรู้จักใช้ไอดอลให้เป็นประโยชน์ ใช้เขาเป็นตัวบอกใบ้ว่าเราควรจะทำยังไงในสถานการณ์ที่ไม่ง่าย

เมื่อเจอปัญหาเขาหลบตาหรือสบตา

เมื่อต้องจัดการกับคนที่ toxic เขาเด็ดขาดหรือทำเป็นมองข้าม

เมื่อเจอเรื่องชวนหัวเสีย เขาระเบิดลงหรือควบคุมสติได้

หาไอดอลของเราให้เจอ อาจจะเป็นพ่อแม่ อาจจะเป็นหัวหน้า อาจจะเป็นเจ้าของธุรกิจที่เราเคยได้อ่านบทสัมภาษณ์

แน่นอน เราไม่อาจคิดหรือทำเหมือนเขาได้ 100%

แต่ถึงทำได้เพียงครึ่งหนึ่งก็น่าจะดีเกินพอแล้วครับ