นิทานตกนรก

20200110

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

“สิน” เป็นผู้ชายที่ขยันขันแข็งและไม่เคยทำร้ายใคร เขากตัญญูกับพ่อแม่ ซื่อสัตย์กับภรรยา และเป็นพ่อที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรับผิดชอบต่อครอบครัว

แต่สินทำงานหนักเสียจนไม่ได้พักผ่อน ไม่ว่าพ่อแม่หรือภรรยาเตือนเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง วันหนึ่งเมื่อร่างกายมาถึงขีดจำกัด เขาจึงล้มป่วยลงและจากไปในวัยเพียงสามสิบกว่าๆ

สินคิดว่าด้วยความดีที่เขาทำมาทั้งชีวิตเขาน่าจะได้ไปสวรรค์ แต่ท้าวพญายมราชกลับตัดสินให้เขาลงนรก เมื่อสินทักท้วง พญายมราชจึงบอกให้สินเดินไปที่หน้าต่างบานหนึ่งหลังบัลลังก์ เมื่อสินมองลงไปก็เห็นโลกมนุษย์ที่เขาจากมา

พ่อที่แก่ชราของสินต้องเดินเคาะประตูตามบ้านเพื่อขออาหาร ภรรยาอันงดงามของสินนั้นดูโทรมลงไปเยอะเพราะต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ ส่วนลูกของสินก็โดนเพื่อนๆ ในหมู่บ้านล้อเพราะไม่ได้ไปโรงเรียน

สินมองภาพเหล่านั้นด้วยใจปวดร้าว ก่อนที่พญายมราชจะกล่าวขึ้นว่า

“ในเมื่อเจ้าไม่เคยดูแลตัวเองจนสุขภาพเสื่อมโทรม และการจากมาของเจ้าได้ทำให้คนเหล่านี้ต้องทุกข์ทนราวกับอยู่ในนรก เหตุใดเจ้าจึงคิดว่าตัวเองคู่ควรที่จะได้ขึ้นสวรรค์ด้วยเล่า?”

—–

ดัดแปลงมาจากนิทานภาษาจีนทางไลน์

ไม้ผุไม่อาจใช้แกะสลักได้

20200107b

เพราะไม้ที่ผุนั้นเปราะบาง ข้างในเป็นโพรง ไม่มีแก่นสาร หากพยายามจะกระเทาะส่วนใดออกก็รังแต่จะทำให้ไม้หักไปทั้งยวง

คนเราก็เหมือนกัน หากเป็นคนไร้หลักการ ไร้ความขยันหมั่นเพียร ไร้ซึ่งความมุ่งหมาย ก็เหมือนไม้ผุที่โดยกระเทาะหน่อยเดียวก็แตก

หากอยากให้ชีวิตนั้นสวยงาม ขั้นตอนแรกคือต้องทำตัวเองให้มีแก่นสารก่อน จะได้พร้อมรับแรงกดดัน แรงกระแทก แรงเสียดสี ซึ่งวันหนึ่งแรงต่างๆ เหล่านี้จะแกะสลักชีวิตของเราให้มีลวดลายที่น่าชื่นชมและมีคุณค่าต่อผู้คนและโลกใบนี้ครับ

—–

“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room

เอ่ยปากชมคนอื่นให้มากขึ้น

20200107

นี่เป็นอีกหนึ่งนิสัยที่ผมอยากจะทำให้ได้ในปีใหม่นี้

เพราะคนไทยนั้นมักปากหนักเวลาชมเชย ผิดกับฝรั่งที่ใช้คำชมเสียจนชิน

“Wow, this cake is amazing!”

“The presentation was awesome!”

“You’re doing great!”

Amazing, Awesome, Great ฝรั่งใช้คำนี้กันทุกวัน จนบางทีเราก็รู้สึกว่าความหมายของมันก็ถูกลดทอนคุณค่าลงไป

ในขณะที่คนไทยจะตรงกันข้ามเลย ถ้าใครทำดีมากๆ เราก็อาจจะพูดแค่ว่า “โอเคเลยนะ” หรือ “ใช้ได้เลยนะ” หรือ “อันนี้ดี พี่ชอบ” แค่นี้คือถือว่าชมมากๆ แล้ว น้อยเสียยิ่งกว่าน้อยที่จะเห็นใครชมกันว่า “สุดยอดไปเลย” โดยเฉพาะในที่ทำงาน

แต่แม้กระทั่งการชมแบบที่กล่าวมาก็ยังถือว่าน้อยอยู่ เมื่อเทียบกับสิ่งที่ควรจะเป็น

การเอ่ยชมนั้นถือเป็นไม่กี่อย่างในชีวิตที่มีความเสี่ยงต่ำแต่ผลตอบแทนสูง

ความเสี่ยงต่ำเพราะไม่ต้องใช้เงินซักบาท ใช้เวลาเพียงแค่สองวินาที เผลอๆ คนพูดจำไม่ได้ด้วยซ้ำ

แต่คำชมที่ออกไปนั้น มันมีความหมายมากพอที่จะทำให้คนคนหนึ่งยิ้มได้ทั้งวันและจดจำได้ไปอีกหลายปี

ตัวผมเองตั้งใจว่าจะชมให้ได้อย่างน้อยวันละ 1 เรื่อง จะโดยวาจา ทางแชท หรืออีเมลก็ได้

ก้าวข้ามความเขิน เอ่ยสิ่งที่เรารู้สึก แล้วถ้อยคำของเราจะกลายเป็นของขวัญชั้นดีครับ


“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room

โรคเคี้ยวแล้วไม่กลืน

20200106b

ตอนนี้ “ใกล้รุ่ง” ลูกชายของผมอายุสองขวบกว่าแล้ว

ใกล้รุ่งก็เหมือนเด็กทั่วไปคือห่วงกิน เห็นอะไรก็อยากกินไปเสียหมด

แต่นิสัยอย่างหนึ่งที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่คือพอเคี้ยวได้สักพัก เขาจะคายทิ้ง จากนั้นก็จะหยิบอาหารแบบเดิมนี่แหละมาเคี้ยวใหม่ ก่อนจะคายทิ้งอีกรอบ

ดูเค้าน่าจะสนุกกับการเคี้ยวและได้ลิ้มลองรสชาติ แต่ไม่รู้ทำไมถึงไม่ยอมกลืนมัน ผู้ใหญ่อย่างผมก็รู้สึกเสียของ ต้องคอยปรามว่าถ้าเคี้ยวเล่นๆ อย่างนี้จะไม่ให้กินแล้วนะ

ผมว่าผู้ใหญ่อย่างเราก็เป็นโรคเคี้ยวแล้วไม่กลืนกันเยอะนะครับ

เพราะนี่คือช่วงเวลาที่เรามีอะไรให้ลองให้เลือกมากกว่าที่เคยเป็นมา เน็ตฟลิกซ์ก็น่าดู IF ก็น่าลอง ดริปกาแฟก็อินเทรนด์ ไอโฟนใหม่ก็น่าซื้อ สิ่งล่อตาล่อใจมีมากมายเหลือคณานับ

แต่เมื่อเราอยากลองไปเสียทุกอย่าง เราจึงกลายเป็นผู้ใหญ่สมาธิสั้น เห็นอะไรน่าสนใจก็พุ่งเข้าหา แต่ไม่ทันจะได้ประโยชน์จากมันเราก็ผละไปลองสิ่งอื่นอีกแล้ว

เหมือนเด็กที่เคี้ยวอาหารแต่ไม่ยอมกลืน ได้ความอร่อยแต่ไม่ได้รับสารอาหารใดๆ

ใช่ ชีวิตคือการทดลอง ใช่ ชีวิตควรกล้าทำสิ่งใหม่ๆ แต่ชีวิตก็ควรเรียนรู้ที่จะช้าลงและใช้เวลากับสิ่งที่มีคุณค่าและเก็บเกี่ยวจากมันให้เต็มที่ด้วย

เคี้ยวแล้วกลืนถึงจะเติบโตได้ดีครับ

—–

IF = Intermittent Fasting อดอาหารเพื่อให้หัวสมองโล่ง เป็นเทรนด์ Silicon Valley ในปีที่ผ่านมา

“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room

จงมีวันดีๆ ให้ได้ก่อน 12:00

20200106

“Look, the goal is to have a great day by noon.”
-Gary Keller

Gary Keller คือผู้เขียน The One Thing ซึ่งเป็นหนังสือด้าน Productivity ที่ผมชอบมากที่สุดเล่มหนึ่ง

แกรี่ได้ให้สัมภาษณ์ในพ็อดคาสท์ของ Tim Ferriss ไว้ว่าคนเราควรจะมีวันดีๆ ให้ได้ก่อนเที่ยง

เพราะช่วงเช้าคือช่วงที่เราพลังงานเยอะสุด มี willpower สูงที่สุด มีชั่วโมงที่เราได้อยู่กับตัวเอง สามารถทำงานได้โดยไม่มีใครขัดจังหวะ

ดังนั้น ถ้ามีเรื่องสำคัญอะไร จงทำให้เสร็จเสียเรียบร้อย แล้วปล่อยให้อะไรก็ตามที่เข้ามาใหม่ในช่วงเช้าเป็นตัวกำหนดสิ่งที่เราจะทำในช่วงบ่าย

พูดง่ายๆ ก็คือช่วงเช้าจงทำเพื่อตัวเอง ช่วงบ่ายค่อยทำเพื่อคนอื่น

หนึ่งในสาเหุตที่เรารู้สึกแย่กับงาน เพราะวันๆ เราเอาแต่วิ่งเป็นหนูถีบจักรเพื่องานที่สำคัญสำหรับคนอื่น แผนที่เราวางไว้มักไม่ค่อยได้ทำ เพราะพอมีอะไรใหม่ๆ เข้ามาเราก็มักจะกระโดดไปหามันก่อนเสมอ

จากนี้ไปลองเปลี่ยนใหม่ ตั้งเป้าว่าจะมี a great day ก่อนพักเที่ยงด้วยการทำสิ่งที่ตัวเองวางไว้ ส่วนอะไรที่เข้ามาใหม่ๆ ค่อยเก็บไปทำตอนบ่ายก็ยังไม่สาย

แล้วลองดูว่าความรู้สึกที่เรามีต่อวันจันทร์จะเปลี่ยนไปอย่างไรนะครับ

—–

“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room