18 ประโยคดีงามจากหนังสือคำบันดาลใจ

สำรวจตน

“ความกลัวเกิดจากความไม่รู้ เมื่อเรารู้มากขึ้นแล้ว ความกลัวจะค่อยๆ น้อยลง”

“ผู้นำที่เก่งจะใช้ช่วงเวลาแห่งความพ่ายแพ้ให้เป็นประโยชน์ และพลิกมันมาสร้างผู้ชนะในเวลาต่อมาได้”

“มองโลกในแบบที่มันเป็นจริงๆ โดยไม่หลอกตัวเอง มองเห็นพื้นที่ที่ยังต้องปรับปรุงพัฒนา และมีพื้นที่กว้างใหญ่เสมอสำหรับการมีความหวัง”

“ยอมรับว่าตัวเองไม่รู้ แล้วใช้ความไม่รู้ไปค้นหาคำตอบดีกว่า”

“โลกจะเคารพคุณมากเท่ากับที่คุณเคารพตัวเอง”-Beyonce


สำเร็จ

“ผมได้พบผู้คนมากมายที่มีความสามารถ มีเงิน มีชื่อเสียง แต่ปราศจากคนที่รัก สำหรับผม นั่นแหละคือชีวิตที่กลวงและว่างเปล่า ถ้าคุณอายุ 65 หรือ 70 ปีแล้ว คุณยังได้รับความรักจากลูกหลานของคุณ คนรักของคุณ ครอบครัวของคุณ เพื่อนร่วมงานของคุณ นั่นแหละคือชีวิตที่ประสบความสำเร็จแล้ว”
-Warren Buffett

“บอกสิว่าทำไม่ได้ บอกสิว่าทำไม่สำเร็จ เดี๋ยวจะทำให้ดู!”

“ที่ผ่านมาเราได้มาเยอะแล้ว คนอื่นให้เรามาเยอะแล้ว ตอนนี้เราจะไม่ได้บ้างก็ไม่เป็นไร เพราะเรายังมี เรายังอยู่ได้”
-เจ๊โอว

“มันเป็นการตัดสินใจที่ผมทำจากหัวใจ ไม่ใช่หัวสมอง เมื่อผมอายุ 80 ปีและมองย้อนกลับมา ผมอยากให้มีเรื่องที่ผมเสียใจในชีวิตให้น้อยที่สุด และความเสียใจส่วนใหญ่ที่เรามีในชีวิตคือการละเลย มาจากสิ่งที่เราไม่ได้ลองทำ มาจากเส้นทางที่เราไม่เคยได้เดินไป และสิ่งเหล่านี้แหละที่จะหลอกหลอนเราไม่มีที่สิ้นสุด”
-Jeff Bezos

“สำหรับนักกีฬาที่กำลังฟังผมอยู่ คำแนะนำของผมเรียบง่ายมาก – วางแผนให้ดี เตรียมตัวให้พร้อม ลำดับความสำคัญให้ถูก คิดในแง่บวก และใช้ชีวิตในทางที่ดี”
-Eliud Kipchoge มนุษย์คนแรกและคนเดียวที่วิ่งมาราธอนจบใน 2 ชั่วโมง


สัมพันธ์

“ถ้าเราใส่ใจคนว่าแต่ละคนมีความพิเศษ มีความแตกต่าง เป็นหนึ่งเดียวในจักรวาล เราจะมองเห็นรายละเอียดความพิเศษในคนทุกคน”

“เราน่าจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้โดยที่ยังรักษาคนที่เรารักไว้ได้อยู่”

“อย่าเป็นพ่อแม่ที่สอนให้ลูกแพ้ไม่เป็น ถ้าเราเป็นพ่อแม่ที่คิดว่าลูกฉันเก่ง ลูกฉันแพ้ไม่ได้ ลูกจะไม่มีภูมิคุ้มกัน”
-หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล

“เทคโนโลยีก็ช่วยเราได้บ้างแหละ แต่กับคนบางคน คิดถึงแทบตายเราก็เฟซไทม์หาเขาไม่ได้นะ อย่างพี่คิดถึงแม่ อยากเจอหน้าแม่ พี่เฟซไทม์ไม่ได้แล้วนะ”
-ธงไชย แมคอินไตย์


สังคม

“คุณมีสิทธิ์ที่จะไม่เห็นด้วย เพราะนั่นคือประชาธิปไตย นั่นคือประเทศของเรา สิทธิ์ในการไม่เห็นด้วยอย่างสันติแสดงถึงความเข้มแข็งของประเทศเราได้อย่างดีที่สุด”
-Joe Biden

“สำหรับผู้ชายรุ่นใหม่ โปรดใช้ความอ่อนไหวและสร้างนิยามใหม่ของความเป็นผู้ชายที่เป็นผู้นำที่มีหัวใจ”
-Beyonce

“ลำพังความโกรธไม่ทำให้โลกเปลี่ยน Michelle Obama ยกตัวอย่างว่า นักเคลื่อนไหวทางสังคมผ่านมาในประวัติศาสตร์มีความโกรธเป็นแรงผลักดันทั้งนั้น แต่เพราะพวกเขามีความเมตตา มีหลักการ และมีความหวังเป็นแรงผลักดันด้วย จึงนำไปสู่ “การกระทำ” ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง”

“บางครั้งคุณต้องยอมพ่ายแพ้ก่อน เพื่อที่จะได้เข้าใจว่า คุณกำลังสู้กับอะไรอยู่ และคุณจะสู้แบบไหน”
-Chadwick Boseman


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือคำบันดาลใจ โดยท้อฟฟี่ แบรดชอว์ สำนักพิมพ์อะไรเอ่ย

หมายเหตุ – ถ้าไม่ได้ระบุชื่อผู้พูด แสดงว่าเป็นประโยคของผู้เขียนหนังสือ

หนังสือ ความเงียบ บทสนทนา

“Books for mindset.
Quiet time to think for strategy.
Conversations with successful peers for tactics.”
-James Clear

อ่านหนังสือเพื่อสัมมาทิษฐิ
อยู่กับความเงียบเพื่อครุ่นคิดยุทธการ
พูดคุยกับกัลยาณมิตรเพื่อศึกษากลวิธี

เราได้อ่านหนังสือบ้างหรือไม่
เรามีช่วงเวลาเงียบสงบบ้างหรือเปล่า
เราได้คุยกับกัลยาณมิตรยาวๆ ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

หนังสือ ความเงียบ บทสนทนา

สามสิ่งที่ใครก็เข้าถึงได้ หากเห็นความสำคัญของมันครับ

นิทานความโง่เขลา

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีคนพูดจาจาบจ้วงพระพุทธเจ้า สาวกของพระองค์พูดว่า

“ข้าโกรธมากแต่พระองค์เอาแต่นิ่งเฉย อย่างน้อยพระองค์น่าจะอนุญาตให้ข้าไปพูดอะไรกับเขาบ้าง เขาจะได้เข้าใจถูกต้อง”

พระพุทธเจ้าตรัสว่า

“เจ้าทำให้ข้าแปลกใจมาก ครั้งแรกคนนั้นทำให้ข้าแปลกใจ แต่ตอนนี้เจ้าทำให้ข้าแปลกใจ อะไรก็ตามที่เขาพูดมานั้นมันไม่เห็นเกี่ยวข้องกับพวกเรา ดังนั้นทำไมเราต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย? แต่ทว่าเจ้ากลับทำให้ข้าแปลกใจที่เจ้ารู้สึกรำคาญ เจ้ารู้สึกโกรธ นี่เป็นความโง่เขลา การทำร้ายตัวเองอันเนื่องมาจากความบกพร่องของคนอื่นนั้นเป็นความโง่ เจ้ากำลังทำร้ายตัวเองนะ สงบก่อนเถอะ ไม่มีความจำเป็นต้องโกรธ เพราะว่าความโกรธคือไฟ ทำไมเจ้าต้องเผาจิตวิญญาณของเจ้า? ถ้าคนคนนั้นทำอะไรผิดพลาดไป ทำไมเจ้าต้องทำร้ายตัวเจ้าเอง? มันเป็นความโง่นะ”


ขอบคุณนิทานจาก OSHO: เชาวน์ปัญญา ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด แปลและเรียบเรียง

ทักษะหักห้ามใจ

เพราะพลังงงานและเวลาของเรามีจำกัด แต่ทางเลือกของเรามีไม่จำกัด

ถ้าอยากจะมีแรงเหลือเพื่อทำสิ่งที่สำคัญจริงๆ เราต้องเรียนรู้ทักษะหักห้ามใจ

เพจไหนโพสต์อะไรดราม่า เราก็หักห้ามใจไม่ไปแสดงความคิดเห็น

ใครชวนทะเลาะกับเราในเน็ต ก็หักห้ามใจไม่ลงไปทะเลาะด้วย

เขา cc เราในเมลที่มีคนหลายสิบคน เราก็หักห้ามใจไม่ตอบ ยกเว้นว่าเขาอยากให้เราตอบจริงๆ

อะไรที่ฮิตเป็นกระแสอย่าง Clubhouse เราก็หักห้ามใจไม่ต้องไป join มันเสียทุกห้อง

อะไรที่มาแรงมักจะไปเร็ว ถึงเราไม่ได้ลงไปข้องเกี่ยวเราก็ไม่ได้พลาดอะไรไปนักหรอก

แต่ถ้าเราหักห้ามใจไม่เป็น ลงไปข้องเกี่ยวมันเสียทุกอย่าง

สุดท้ายเราอาจจะพบว่าเราได้ใช้เวลาค่อนชีวิตไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่องเสียแล้ว


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ทาง

Blog: https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
Facebook: facebook.com/anontawongblog
Blockdit: blockdit.com/anontawong
LINE: http://bit.ly/LINEanontawong
Twitter: twitter.com/anontawong
Instagram: instagram.com/anontawong

ห่วงข้าวห่วงของเพราะ Endowment Effect

Daniel Kahneman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลเคยทำการทดลองโดยสุ่มแจกแก้วกาแฟให้ผู้ร่วมเข้าทดลองประมาณครึ่งหนึ่ง

จากนั้น Kahneman ก็ถามกลุ่มที่ได้แก้วไปว่า ถ้ามีคนจะซื้อแก้วใบนี้ คุณจะยอมขายในราคาเท่าไหร่

ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้แก้ว Kahneman ก็ถามว่าจะยอมควักเงินซื้อแก้วในราคาเท่าไหร่

กลุ่มที่ได้แก้ว บอกว่าจะไม่ยอมขายจนกว่าจะได้ราคาอย่างน้อย $5.25

ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้แก้วนั้น บอกว่าจะยอมซื้อแก้วในราคาแค่ $2.25-$2.75 เท่านั้น

แก้วใบเดียวกัน แต่มูลค่ากลับต่างกันถึงสองเท่า เพียงเพราะว่ากลุ่มหนึ่งมีความรู้สึกเป็น “เจ้าข้าวเจ้าของ” แก้วใบนั้น

Kahneman เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Endowment Effect หรือการให้ค่ากับสิ่งที่เราเป็นเจ้าของสูงเกินความเป็นจริง

นั่นคือสาเหตุที่เราเก็บของต่างๆ เอาไว้เต็มบ้านทั้งๆ ที่เราไม่ใช่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า หนังสือ หรืออุปกรณ์บางอย่างที่กองไว้จนฝุ่นจับ

เคล็ดลับอย่างหนึ่งที่จะทำให้เราหลุดจาก Endowment Effect ได้ คือถามตัวเองว่า – If I don’t already own this item, how much would I be willing to pay for it? ถ้าเราไม่ได้มีของชิ้นนี้อยู่แล้ว เราจะยอมจ่ายเงินเท่าไหร่เพื่อให้ได้มันมา?

แล้วเราอาจจะแปลกใจที่ได้พบว่า ในหลายครั้งคำตอบก็คือ “ให้ฟรีๆ ยังไม่เอาเลย”

ทำไมเราจึงเก็บของเอาไว้ทั้งๆ ที่ไม่ได้ใช้แล้ว? หนึ่งในคำอธิบายก็คือเราถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่าอย่าทำอะไรสิ้นเปลือง

“ถ้าเปิดแอร์แล้วก็อย่าเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ ไม่งั้นเปลืองไฟ”

“กินข้าวก็ต้องกินให้หมดจาน สงสารคนไม่มีจะกิน”

“จะซื้อเสื้อตัวนี้ไปทำไม อีกตัวที่ซื้อมาวันก่อนยังไม่ค่อยได้ใส่เลย”

เมื่อเราถูกปลูกฝังให้ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เราก็เลยไม่กล้าทิ้งของที่เราไม่มีโอกาสได้ใช้ไปด้วย ซึ่งถ้าใครศึกษาวิธีการจัดบ้านแบบ KonMari จะพบว่าการเก็บของที่ไม่ได้ใช้ไว้จะทำให้เราซื้อข้าวของเข้าบ้านมากกว่าเดิมเสียอีก

ลองสังเกตตัวเองดูนะครับว่าตกเป็นเหยื่อของ Endowment Effect อยู่รึเปล่า


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ทาง

Blog: https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
Facebook: facebook.com/anontawongblog
Blockdit: blockdit.com/anontawong
LINE: http://bit.ly/LINEanontawong
Twitter: twitter.com/anontawong
Instagram: instagram.com/anontawong