ไม่มีใครตั้งใจจะเป็นคนอ้วน

ไม่มีใครมุ่งมั่นจะสร้างหนี้จนตัวเองจ่ายไม่ไหว

ไม่มีใครวางแผนจะทำงานให้แย่เสียจนตัวเองถูกไล่ออก

แต่เราก็ยังเห็นคนอ้วน คนที่ใช้เงินเดือนชนเดือน และคนโดนเชิญออกอยู่เรื่อยๆ

หลายครั้ง เราจึงเดินทางไปถึงจุดหมายที่เราไม่ได้ปรารถนา

แต่กว่าจะมาถึงจุดๆ นี้ได้ ก็ใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี

ไม่มีโดนัทชิ้นไหนที่ทำให้เราอ้วนชั่วข้ามคืน ไม่มีของชิ้นไหนที่ซื้อแล้วล้มละลายทันที ไม่มีงานชิ้นไหนที่ทำพลาดครั้งเดียวแล้วจะโดนไล่ออก

ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างช้าๆ จากการตัดสินใจเล็กๆ ที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก

ดังนั้น การตัดสินใจเล็กๆ ในแต่ละวันนี่แหละที่สำคัญ

เพราะมันจะสั่งสม ทบต้น และส่งผลลัพธ์ที่เราคาดไม่ถึงอยู่เสมอครับ

เราควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างวันไม่ได้ แต่เราควบคุมสิ่งแรกและสิ่งสุดท้ายของวันได้

พรุ่งนี้วันจันทร์ เป็นวันแรกของการทำงานอีกครั้ง

ใครที่ Work from Home ย่อมรู้ดีว่าทำงานที่บ้านนี่เหนื่อยกว่าทำงานที่ออฟฟิศเสียอีก เพราะต้องอยู่หน้าคอมตลอดเวลาจนแทบไม่มีเวลากินข้าว

ต่อให้วางแผนมาอย่างดีว่าวันนี้จะทำอะไรบ้าง ก็มักจะเจองานด่วนงานแทรกจนหมดโอกาสที่จะทำสิ่งที่ตอนแรกตั้งใจเอาไว้ว่าจะทำ

แต่ถึงแม้เราจะไม่สามารถควบคุมสิ่งที่เกิดระหว่างวันได้ ขอให้จำไว้ว่าเราสามารถควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นหลังตื่นนอนและก่อนเข้านอนได้เสมอ

สองชั่วโมงแรกของวันเราทำอะไร สองชั่วโมงสุดท้ายของวันเราทำอะไร นี่คือสี่ชั่วโมงที่สำคัญอย่างมาก เพราะมันเป็นเพียงช่วงเวลาเดียวที่เราเป็นนายของตัวเองอย่างแท้จริง

คัดสรรให้ดีว่าจะใช้มันไปกับอะไร เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะมีกำลังกายและกำลังใจเพียงพอในการกรำศึกตลอดทั้งสัปดาห์ครับ

การตัดสินใจคือการสบตากับอนาคต

อนาคตคือความไม่แน่นอน มันมีศักยภาพที่จะเกิดอะไรก็ได้ จะเป็นอะไรก็ได้

หากเราเลือกทำ A อนาคตก็จะเป็นแบบหนึ่ง หากเราเลือกทำ B อนาคตก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง

คนเราบางคนไม่กล้าตัดสินใจ เพราะกลัวว่าอนาคตจะไม่ออกมาอย่างที่หวัง หรือไม่อย่างนั้นก็อยากเก็บ “ความเป็นไปได้” ต่างๆ นานาเอาไว้

เพราะการตัดสินใจ คือการ “ตัด” ความเป็นไปได้อื่นๆ ออก และเหลือเพียงทางเลือกเดียว เราจึงอยากเก็บช้อยส์เอาไว้ให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

แต่จริงๆ แล้วในบางครั้ง การไม่ยอมตัดสินใจนี่แหละคือทางเลือกที่แย่ที่สุด

ดังนั้น อย่าไปกลัวการตัดสินใจ อย่าไปหวังผลเลิศและรีรอจนเราได้ผลลัพธ์ที่ย่ำแย่

สบตากับอนาคต เลือกสักหนึ่งทาง และมีศรัทธาต่อตนเองว่าเรายังทำอะไรได้อีกหลายอย่างเพื่อให้การตัดสินใจนี้เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องครับ

นิทานตีกลอง

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่งมีเด็กชายที่ชอบตีกลองมาก เขาตีกลองตลอดทั้งวัน ไม่ว่าใครจะห้ามปรามอย่างไรก็ไม่ยอมหยุด

ชาวบ้านต่างมาเตือนว่าตีกลองดังเกินไปจะทำให้หูหนวก หรือกลองนี้มีเอาไว้ใช้แค่ในพิธีศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น พวกเขาเอาหนังสือมาให้เด็กชายอ่านและสอนวิธีทำสมาธิภาวนา พวกเขาทำแม้กระทั่งหาซื้อที่อุดหูมาให้คนในละแวกนั้นใส่ แต่ไม่มีวิธีไหนที่เวิร์คเลย

สุดท้าย มีนักปราชญ์ซูฟีปรากฎตัวขึ้น ยื่นค้อนให้เด็กชาย แล้วพูดว่า

“ข้าล่ะสงสัยจริงๆ ว่าข้างในกลองนั้นมีอะไร”

—–

ขอบคุณนิทาน Sufi จาก Chris Highland | Citizen Times

ทำไมประเทศใหญ่อย่างจีนถึงมีแค่ Time Zone เดียว

รัสเซียมี 11 time zones

อเมริกามี 4 time zones

แต่ประเทศที่พื้นที่กว้างใหญ่พอๆ กับอเมริกาอย่างจีนกลับมีแค่ time zone เดียว (GMT+8 เร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง)

ในปี 1912 หลังการล่มสลายของราชวงศ์ชิง (Qing Dynasty) สาธารณรัฐประชาชนจีนเคยมีถึง 5 time zones ที่ครอบคลุมเวลา GMT+5.5 ถึง GMT+8.5

แต่ในปี 1949 ท่านประธานเหมาก็ประกาศให้ประเทศจีนมีแค่หนึ่ง time zone โดยยึดนครปักกิ่งเป็นหลัก ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นหนึ่งเดียวของจีนที่เพิ่งรวมประเทศได้อย่างเสร็จสมบูรณ์ได้ไม่นาน

การปรับเหลือ time zone เดียวนั้นก็ฟังดูสมเหตุสมผล เพราะประชากรถึง 94% อาศัยอยู่ในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของจีนตามรูปประกอบ

แต่ถึงกระนั้นประชากรส่วนน้อยอีก 6% ก็ยังประสบปัญหา เพราะคนที่ทำงานราชการยังต้องถูกบังคับให้มาทำงานตามเวลาเดียวกับปักกิ่ง

สำหรับคนที่อยู่ฝั่งตะวันตกของจีน ในฤดูหนาวนั้นพระอาทิตย์ขึ้นตอน 10 โมงเช้า ส่วนฤดูร้อนพระอาทิตย์ก็ตกตอนเที่ยงคืน

ต่อมาในภายหลังรัฐบาลจีนจึงยอมปรับเวลาการเข้างานของข้าราชการในเมืองที่อยู่ฝั่งตะวันตกเพื่อให้สอดคล้องกับเวลาพระอาทิตย์ขึ้นหรือตกมากขึ้นครับ

มองกลับมาที่ประเทศไทย ที่มีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ แถมยังอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร เราจึงไม่เคยมีปัญหาเรื่องพวกนี้เลย


ขอบคุณข้อมูลจาก

Quora: Bora Taş’s answer to How does China manage with just one time zone?

The Atlantic: China Only Has One Time Zone—and That’s a Problem