เมื่อแคมเปญของ Ogilvy แก้วิกฤติในทะเลแคริบเบียน

ในปี 1992 พายุเฮอริเคนแอนดรูว์ (Andrew Hurricane) ได้ทำลายชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศอเมริกา และเป็นเฮอริเคนที่สร้างความเสียหายใหญ่หลวงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา

นอกจากความพังพินาศของตึกรามบ้านช่องแล้ว เฮอริเคนแอนดรูว์ยังทำให้แทงก์น้ำขนาดใหญ่ของ aquarium แตกออก และทำให้ปลาสิงโต (lionfish) หลุดลงสู่อ่าวเม็กซิโกรวมถึงทะเลแคริบเบียนที่อยู่ติดกับประเทศโคลอมเบีย

ปลาสิงโตนั้นมีแหล่งกำเนิดอยู่ที่อินโดนีเซีย แม้จะดูสวยงามแต่จริงๆ แล้วมันเป็นปลานักล่า มันสามารถกินปลาได้ถึง 30 ตัวได้ใน 30 นาที และปลาสิงโตหนึ่งตัวสามารถวางไข่ได้ปีละ 2 ล้านฟอง

การมาของปลาสิงโตทำให้ปลาสายพันธุ์อื่นๆ มีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ เพราะทะเลแคริบเบียนนั้นไม่มีปลาพันธุ์ไหนที่กินปลาสิงโตเลย หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ เศรษฐกิจโคลอมเบียที่พึ่งพาการประมงก็จะทรุดไปด้วย

เอเจนซี่โฆษณาชื่อดังอย่าง Ogilvy ถูกเรียกให้มาช่วยแก้ไขปัญหานี้ และเขาก็คิดทางออกได้ว่า ในเมื่อไม่มีปลาพันธุ์ไหนล่าปลาสิงโตเพื่อกินเป็นอาหาร เราก็ต้องสร้างนักล่าขึ้นมาใหม่ นั่นก็คือพลเมืองโคลอมเบียนั่นเอง

ถ้าโอกิลวี่ทำให้คนในประเทศโคลอมเบียหันมากินปลาสิงโตได้ ก็จะมีความต้องการในตลาด และชาวประมงก็จะจับปลาสิงโตมาขาย โอกิลวี่จึงไปว่าจ้างเชฟยอดฝีมือหลายคนเพื่อคิดค้นเมนูปลาสิงโตให้กับร้านหรู

ปลาสิงโตนั้นด้านนอกมีพิษ แต่ด้านในอร่อย โอกิลวี่จึงสร้างแคมเปญ “Terribly Delicious” ซึ่งตีความได้สองอย่างคือ อร่อยอย่างเลวร้าย หรือ อร่อยอย่างสุดแสน โดยทำงานร่วมกับกระทรวงสิ่งแวดล้อมของโคลอมเบีย ภายในเวลาไม่นาน ปลาสิงโตก็กลายมาเป็นสินค้าที่วางอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตของโคลอมเบีย

และเนื่องจากคนโคลอมเบียถึง 84% นับถือคริสต์นิกายโรมันคาธอลิก ทางทีมงานจึงขอความร่วมมือให้ทางศาสนจักรแนะนำให้เหล่าศาสนิกทานปลาสิงโตทุกการชุมนุมในวันศุกร์และในช่วงเทศกาลมหาพรต (Lent) ซึ่งกินเวลา 40 วันก่อนถึงวันอีสเตอร์

จำนวนปลาสิงโตจึงค่อยๆ ลดลงและปลาสายพันธุ์อื่นๆ ในท้องทะเลแคริบเบียนจึงอยู่รอดปลอดภัยตั้งแต่นั้นมา


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Alchemy: The Magic of Original Thinking in a World of Mind-Numbing Conformity by Rory Sutherland, Ogilvy Vice Chairman

เวิร์คเอาท์ที่ดีที่สุด คือเวิร์คเอาท์ที่เราทำได้ทุกวัน

เมื่อข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมีมากมาย อาการหนึ่งที่เราอาจมี คือการแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดอยู่ร่ำไป

อันไหนที่กำลังอินเทรนด์ อันไหนที่คนดังๆ เขาใช้เขาแชร์กัน เราก็เฮตามเขาไปด้วย

แต่หากเราเอาแต่ตามหาของที่ดีที่สุด เราอาจไม่เคยหยุดอยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้นานพอ

จึงควรเตือนตัวเองเอาไว้ว่า ดีที่สุดสำหรับเขา ไม่ได้หมายความว่าดีที่สุดสำหรับเรา

ดีที่สุดสำหรับเรา คือพอดี คือพอใจ คือกลับมาใช้ได้เรื่อยๆ

เวิร์คเอาท์บน Youtube ที่ดีที่สุด จึงไม่ใช่เวิร์คเอาท์ที่ยอดวิวเยอะที่สุด แต่คือเวิร์คเอาท์ที่เราทำตามได้ทุกวันโดยไม่เบื่อหรือถอดใจไปเสียก่อน

หยุดตามหาสิ่งที่ดีที่สุด แล้วเราจะได้เจอสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราครับ

บริษัทปฏิบัติกับพนักงานเหมือนคนโตๆ กันแล้วรึเปล่า

ถ้ายังทำกันเหมือนเด็กประถมที่ต้องมาถึงก่อน 8 โมงเช้า ต้องแต่งกายถูกระเบียบ ต้องเชื่อฟังคนที่ตำแหน่งสูงกว่าแม้ว่ามันจะไม่เมคเซ้นส์แค่ไหน

บริษัทก็จะเต็มไปด้วยพนักงานระดับประถมที่อยู่ในกรอบ ไม่สามารถคิดริเริ่มอะไรเองได้ เหมือนจะเคารพเชื่อฟังแต่ก็พร้อมจะโดดเรียนเมื่อคุณครูเผลอ

ส่วนพนักงานระดับอุดมศึกษาที่มีความคิดก้าวหน้า มีความสามารถในการแก้ปัญหา ชอบตั้งคำถาม และอยากใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ เขาก็คงไปหาโรงเรียนใหม่ที่พร้อมจะเชื่อใจและปฏิบัติต่อเขาอย่างผู้ใหญ่คนหนึ่งครับ

ขยันแค่ไหนไม่สำคัญเท่าทำงานอะไร

แน่นอนว่างานแต่ละงานนั้นมีคุณค่าในตัวมันเอง แต่งานแต่ละงานก็สร้างคุณค่าได้ไม่เท่ากัน

เงินเป็นตัววัดคุณค่าอย่างหนึ่ง แม้จะไม่เพอร์เฟ็กต์แต่มันก็เครื่องมือที่ดีที่สุดที่เรามีในตอนนี้

ถ้าเราทำงานที่ใครก็ทำได้ ผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินก็น้อยหน่อย เพราะมีคนที่ทำได้ดีพอๆ กับเรามากมาย เผลอๆ จะโดน AI แย่งงานอีกต่างหาก

แต่หากเราทำงานที่หาคนทำได้ยาก ผลตอบแทนก็ย่อมสูงขึ้นตามกลไกตลาด

ขยันแค่ไหนจึงไม่สำคัญเท่าทำงานอะไร

วันนี้วันแรกของสัปดาห์ เลือกให้ดีว่าจะใช้เวลาไปกับงานชิ้นไหนบ้าง

เลือกทำงานที่ยากและไม่ค่อยมีใครอยากทำ งานที่มีแต่เราเท่านั้นที่ทำได้ เมื่อเสร็จแล้วจึงค่อยสะสางงานที่เหลือ

หากทำอย่างนี้ได้วันแล้ววันเล่า เราจะเก่งและก้าวหน้าขึ้นได้อย่างรวดเร็วครับ

ความสม่ำเสมอของเรื่องร้ายๆ

“ความเลวร้ายหรือ ข้าเห็นมานักต่อนักแล้ว แต่ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น จงระลึกไว้ว่า มันเกิดแล้วเกิดเล่าเสมอมา ทุกแห่งหนตำบล คลาคล่ำทั่วบันทึกประวัติศาสตร์ แต่บุราณจนสมัยนี้ เกลื่อนไปทั่วบ้านทั่วเมือง มิใช่เรื่องใหม่เลย ซ้ำซาก ไม่จีรัง”

นี่คือคำพูดที่ชายคนหนึ่งเขียนเตือนตัวเองไว้ในไดอารี่เมื่อเกือบ 2 พันปีที่แล้ว

ไม่ว่าโลกจะหมุนเวียนเปลี่ยนผันไปแค่ไหน แต่ปัญหาของเราก็ยังคงเป็นเรื่องเดิมๆ

ยังดีที่เราอยู่ในยุคที่ความรู้ทางการแพทย์รุดหน้า เราจึงมีวัคซีนและยาเป็นสรณะมากกว่าหมอผี

เราอยู่ในยุคที่เทคโนโลยีเปิดทางให้เราสามารถได้รับข่าวสารจากทั่วโลกและติดต่อหาใครก็ได้ในชั่วพริบตา

แม้ว่าวิกฤติครั้งนี้จะหนักหน่วง แต่โลกก็มีวิกฤติในแบบของมันมาแต่ไหนแต่ไร

ปัญหามีก็แก้กันไปตามกำลังความสามารถ แน่นอนว่ามันทรมานและไม่ทันใจ

แต่หากเรามองโลกอย่างมีความหวังเข้าไว้ วิกฤตินี้ก็จะผ่านไปเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาครับ


ขอบคุณ quote จากหนังสือ Meditations เมื่อจักรพรรดิพินิจชีวิต by มาร์คุส ออเรลิอุส