แต่แม้จะทำได้โดยง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ (simple but not easy) ยิ่งเราเก่งเท่าไหร่ยิ่งทำได้ยากขึ้นเท่านั้น ยิ่งเราแก่เท่าไหร่ยิ่งทำได้ยากขึ้นเช่นกัน
Tim Ferriss ผู้เขียนหนังสือ 4-Hour Workweek และนักจัดพอดแคสต์ชื่อดัง เคยถาม Harari ว่า “ความล้มเหลวอันไหนที่กลายมาเป็นบันไดสู่ความสำเร็จของคุณในภายหลัง? มีความล้มเหลวที่คุณชอบมากที่สุดมั้ย?” – How has a failure, or apparent failure, set you up for later success? Do you have a favorite failure of yours?
Lee Su-jin สูญเสียพ่อแม่ไปตั้งแต่วัยเด็ก ชีวิตจึงระหกระเหเร่ร่อนไปอาศัยอยู่กับญาติคนโน้นคนนี้ตลอด
พออายุได้ 23 ปี Lee Su-jin ได้งานเป็นคนทำความสะอาดใน Love Hotel แห่งหนึ่ง และทำให้เขามีรายได้ที่แน่นอนและมีที่พักอาศัยเป็นหลักแหล่งเสียที
Love Hotel นั้นมีสถานะคล้ายๆ กับโรงแรมม่านรูดในบ้านเรา คือเป็นโรงแรมราคาถูก ที่ใช้สำหรับการปฏิบัติภารกิจของคู่รัก คู่กิ๊ก หรือคู่ที่พบกันตามสถานบันเทิงและสถานบริการ
ธุรกิจ Love Hotels นั้นเริ่มต้นในญี่ปุ่น และมาเฟื่องฟูในเกาหลีใต้ช่วงปลายยุค 80’s ที่คนเกาหลีมีความเปิดกว้างเรื่องทางเพศมากขึ้น
ในปี 2004 เกาหลีใต้ออกกฎหมายห้ามการค้าประเวณี แถมประเทศก็มีปัญหาความขัดแย้งกับจีนจนส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวจีนลดลงไปมาก ทั้งสองปัจจัยนี้ทำให้อนาคตของ Love Hotels ในเกาหลีนั้นริบหรี่ยิ่งกว่าเดิม
แต่ Lee Su-jin มองว่าวิกฤตนี้คือโอกาส การได้ทำงานอยู่ในวงการนี้มายาวนานทำให้เขาสร้างเครือข่ายกับคนขายกระดาษทิชชู่และผ้าขนหนูรวมถึงจึงเจ้าของโรงแรม Love Hotels นับหมื่นคน
ในปี 2005 ลีได้ทำให้คอนเน็คชั่นเหล่านี้กลายเป็นเว็บไซต์ Yanolja ให้คนเข้ามารีวิวและจองห้องใน Love Hotel ได้ โดยลีโน้มน้าวเจ้าของโรงแรมให้ยอมโพสต์รูปห้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกใหม่เพราะโดยธรรมเนียมแล้วโรงแรมม่านรูดไม่เคยทำอะไรโจ่งแจ้งแบบนี้
Yanolja แปลว่า “Hey Let’s Play” – มาสนุกกันเถอะ!
Lee Su-jin มองว่าถ้าธุรกิจ Love Hotels ยังพึ่งพาลูกค้ากลุ่มเดิม ก็เท่ากับรอวันล่มสลาย ลีเลยอยากปรับภาพลักษณ์ของ Love Hotels เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ อันได้แต่คู่รักวัยรุ่นและนักท่องเที่ยวที่ต้องการสถานที่พักผ่อนเพียงไม่กี่ชั่วโมง (short stays)