ในการฝึกฝนของหน่วยซีล (SEAL) มีสิ่งที่เรียกว่า Drownproofing
Drown คือการจมน้ำ
Proof แปลว่า “ป้องกัน” หรือ “ทนต่อ” เช่นคำว่า bullet-proof jacket คือเสื้อกันกระสุน sound-proof room คือห้องเก็บเสียง
Drown-proofing ก็คือ “การฝึกไม่ให้จมน้ำ” ซึ่งจำลองสถานการณ์ว่าถ้าหน่วยซีลได้รับบาดเจ็บในการสู้รบจนขยับแขนหรือขาไม่ได้ แล้วสถานการณ์บังคับให้ต้องตกลงไปในน้ำ จะเอาตัวรอดได้อย่างไร
ผู้ฝึกจะจับนักเรียนไพล่มือเอาไว้ข้างหลัง แล้วมัดข้อมือข้อเท้าเอาไว้ จากนั้นก็ผลักนักเรียนลงไปในสระว่ายน้ำลึก 9 ฟุตหรือประมาณ 2.75 เมตร
หน้าที่ของนักเรียนคือต้องอยู่รอดให้ได้เป็นเวลา 5 นาที
นักเรียนส่วนใหญ่ทำไม่ได้ ยิ่งพยายามขยับตัวเพื่อให้หัวโผล่พ้นน้ำเท่าไหร่ก็ยิ่งจม หลายคนตื่นตระหนกทำอะไรไม่ถูกและร้องตะโกนโหวกเหวกให้คนมาช่วย หลายคนจมน้ำจนหมดสติจนต้องใช้บริการหน่วยกู้ชีพ
แต่ก็มีนักเรียนส่วนหนึ่งที่ผ่านบททดสอบนี้มาได้ เพราะพวกเขาทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสัญชาตญาณ
แทนที่จะพยายามดิ้นรนเพื่อจะลอยตัวให้อยู่เหนือน้ำ เขาจะปล่อยให้ตัวเองจมลงไปจนถึงก้นสระ แล้วเอาเท้าถีบตัวเองจากพื้นสระเพื่อให้ตัวค่อยๆ ลอยกลับขึ้นสู่ผิวน้ำ เมื่อหัวโผล่พ้นน้ำ ก็รีบหายใจเข้าปอดหนึ่งเฮือก ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยตัวเองให้จมลงสู่ก้นสระอีกครั้ง ทำอย่างนี้วนไปจนครบเวลา 5 นาที
คนที่จะผ่านบททดสอบ drownproofing จึงไม่จำเป็นต้องว่ายน้ำเป็น
จริงๆ คนที่จะผ่านบททดสอบนี้ได้ คือคนที่ฝืนตัวเองให้ไม่ว่ายน้ำเลยด้วยซ้ำ
ยิ่งพยายามลอย เรายิ่งจม แต่พอเราทำใจว่ายังไงก็ต้องจม เรากลับลอยขึ้นมาได้
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Backwards Law หรือกฎแห่งการย้อนศร ที่ Mark Manson เขียนเอาไว้ในหนังสือเล่มแรกของเขา
กฎนี้เคยมีคนพูดถึงมาก่อนแล้วคือ Alan Watts นักปรัชญาชาวอังกฤษผู้ล่วงลับ
กับของบางอย่าง ยิ่งพยายามยิ่งห่างไกลจากเป้าหมาย
เช่นเวลาเรานอนไม่หลับ ยิ่งพยายามหลับยิ่งนอนไม่หลับ
อีกตัวอย่างก็เช่นความสุข ถ้าเราอยู่เฉยๆ ก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไร แต่เมื่อใดก็ตามที่เราอยากมีความสุข เราจะเริ่มทุกข์ขึ้นมาทันที
ความรักก็อยู่ภายใต้กฎย้อนศรเช่นกัน ยิ่งเราพยายามทำให้อีกฝ่ายรักเรา ตามตื๊อและยอมเขามากเท่าไหร่ เรายิ่งดูไร้เสน่ห์มากขึ้นเท่านั้น
คนบางคนแสวงหาการยอมรับและความชื่นชม แต่ยิ่งตีฆ้องร้องป่าวในความดีงามของตัวเอง ก็ยิ่งสร้างความรู้สึกคลางแคลงใจให้คนที่พบเห็น
คนบางคนอยากมีอิสรภาพ อยากทำอะไรก็ได้ตามใจฉัน แต่ยิ่งเราอยากมีอิสรภาพมากเท่าไหร่ เรายิ่งรู้สึกขาดอิสรภาพมากขึ้นเท่านั้น แต่หากเราเลือกที่จะตัดช้อยส์ตัวเองลงและมีวินัยมากขึ้น เรากลับไม่รู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นข้อจำกัดอีกต่อไป
สำหรับหลายคนคงไม่ชินกับวิธีคิดแบบกฎย้อนศร เพราะเราคนไทยถูกสอนมาตลอดว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น ซึ่งมีประโยชน์และใช้ได้กับสถานการณ์ส่วนใหญ่ – แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด
ถ้าเราค่อยๆ พิจารณาแล้วพบว่าเรื่องบางเรื่องเราพยายามเต็มที่แล้วก็ยังไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ก็อาจไม่เสียหายที่จะลองทำอะไรที่ต่างออกไป
ให้ระลึกถึงคำของไอน์ไสตน์ที่เคยบอกไว้ว่า มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่มุ่งมั่นทำสิ่งเดิมๆ แล้วคาดหวังว่าจะได้ผลลัพธ์ใหม่ๆ
กฎย้อนศรอาจนำมาใช้ได้กับสถานการณ์บ้านเมืองด้วยนะครับ
หลายคนอาจรู้สึกขัดอกขัดใจกับการเมืองไทยเมื่อเห็นความเป็นไปในรอบสองสัปดาห์ที่ผ่านมา
แต่ถ้าเราไม่ได้ถอดใจถึงขนาดจะย้ายประเทศ เราก็ต้องหาทางอยู่กับมันไปให้ได้
แม้จะรู้สึกเหมือนนักเรียนหน่วยซีลที่ถูกมัดแขนขาเอาไว้แล้วถูกผลักลงน้ำ พยายามดิ้นรนเอาหัวพ้นน้ำแล้วแต่เหมือนสถานการณ์กลับแย่ลง
แต่ถ้าเราทำใจไว้เลยว่ายังไงก็อาจต้องยอมปล่อยตัวให้ลงถึงก้นสระ
เมื่อนั้นเราอาจพบหนทางที่จะรักษาตัวเองไว้ได้ไปอีก “5 นาที” ต่อจากนี้ครับ
ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก The Backwards Law – Why the Best Things in Life Must Be Let Go by Mark Manson
