ผู้ชายวัย 40 ควรเลิกสั่ง “พิเศษชามนึง”

ผมเพิ่งมาสังเกตตัวเองไม่นานมานี้ว่า เวลาสั่งก๋วยเตี๋ยวหรือข้าวมันไก่ ผมมักจะสั่ง “พิเศษ” เสมอ

พอลองทบทวนว่าเริ่มสั่งพิเศษมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็จำได้ว่าน่าจะตั้งแต่สมัยมัธยม

ช่วงนั้นคือช่วงที่เรากำลังตื่นเต้นกับการเติบโตของร่างกาย เริ่มสูงแซงหน้าเพื่อนผู้หญิง เริ่มดื่มนมจริงจัง เริ่มหัดเล่นบาสเพราะเชื่อว่ามันจะช่วยให้เราตัวสูงขึ้นไปอีก เป็นช่วงที่เรากินข้าวกินปลาได้มากกว่าวัยประถมอย่างเห็นได้ชัด

เมื่ออยากกินเยอะๆ จะได้โตไวๆ ก็เลยติดนิสัยสั่งอาหารแล้วตามด้วยช้อยส์ “พิเศษ”

เด็กผู้ชายจะหยุดโตตอนอายุ 18 ดังนั้นผมก็หยุดโตมา 25 ปีแล้ว แต่ผมกลับไม่หยุดสั่งพิเศษ คงเพราะเป็นความเคยชิน และคงเพราะกลัวว่าถ้าสั่งธรรมดาแล้วจะไม่อิ่มท้อง

แต่พอผมเริ่มทดลองสั่งแบบธรรมดาดู ก็พบว่าชีวิตไม่ได้เดือดร้อนอะไร แม้มันจะไม่ได้อิ่มแปล้ แต่ก็อิ่มแบบสบายๆ เพราะร่างกายของวัยกลางคนที่ทำงานออฟฟิศและไม่ได้เตะบอลทุกวันไม่ได้ต้องการแคลอรี่เท่าวัยหนุ่มอีกต่อไป

เอาที่จริงปัญหาของคนเราทุกวันนี้มักไม่ได้เกิดจากความขาดแคลน แต่เกิดจากความล้นเกิน

กินเยอะเกินไป เล่นมือถือเยอะเกินไป ทำงานเยอะเกินไป คิดเยอะเกินไป

ดังนั้นถ้าอยากจะมีความบาลานซ์ เราต้องพยายามทำให้น้อยไปนิดนึง แล้วมันจะพอดี

เหมือนที่พระท่านว่า กินอาหารสี่ส่วน ดื่มน้ำอีกหนึ่งส่วน แล้วมันจะอิ่มกำลังดี

และถึงแม้กินไม่เยอะแล้วหิวเร็ว ก็เป็นโอกาสที่จะได้หัดเป็นเพื่อนกับความหิว เพราะเมื่อไหร่ที่ร่างกายเราหิว มันจะสร้าง growth hormone ที่ช่วยคงความหนุ่มสาวเอาไว้ด้วยเช่นกัน

ใครที่รู้ตัวว่าสั่ง “พิเศษชามนึง” มานาน ลองสั่งธรรมดาดูบ้างก็น่าจะดีนะครับ

ความหรูหราที่มีเวลาจำกัด

เมื่อวานนี้ผมกับภรรยาพาพ่อกับแม่ไปกินข้าวเที่ยงเนื่องในโอกาสที่พ่อเพิ่งอายุครบ 75 ปีในสัปดาห์ที่ผ่านมา

เราถ่ายรูปเป็นที่ระลึกไว้หลายช็อต แต่ช็อตที่ชอบที่สุดคือรูปที่ลูกๆ “ปรายฝน” และ “ใกล้รุ่ง” ถ่ายกับคุณปู่คุณย่า

นานๆ จะได้เห็น baby boomers กับ Gen Alpha อยู่ในภาพเดียวกันโดยไม่มีเจนอื่นคั่นกลาง

เมื่อมองดูภาพถ่ายผมก็ตระหนักได้ว่า การที่พ่อแม่ของผมได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากับหลานๆ ถือเป็น luxury อย่างหนึ่ง

เพราะไม่ใช่ทุกคนในวัยผมจะมีโอกาสแบบนี้ บางคนพ่อแม่ไม่อยู่แล้ว บางคนอยากมีลูกแต่มีไม่ได้

กลับถึงบ้านตอนบ่ายๆ ผมนอนอ่านหนังสือแป๊บนึงแล้วผลอยหลับไป ตื่นมาเย็นๆ มองเห็นใกล้รุ่ง เลยเล่นต่อสู้กันเล็กน้อย

มีช่วงหนึ่งที่ผมนอนหงาย ใช้มือและเท้ายกใกล้รุ่งขึ้นทำท่าเครื่องบิน ใกล้รุ่งหัวเราะชอบใจ

ชั่วขณะที่ผมพินิจหน้าใกล้รุ่งที่กำลังเบิกบาน ผมก็ตระหนักได้อีกอย่างหนึ่งว่าช่วงเวลาที่เราจะได้เล่นกันแบบนี้เหลืออีกไม่มากนัก ปลายปีใกล้รุ่งจะอายุครบ 6 ขวบ อีกสามปีเขาก็คงตัวโตเกินกว่าที่ผมจะจับเขาทำท่าเครื่องบินได้ หรือแม้ผมจะยังพอทำไหว ก็ไม่รู้ว่าใกล้รุ่งจะยังอยากเล่นอะไรแบบนี้อยู่รึเปล่า

ผมเคยเขียนเอาไว้ว่า เราจะอยากได้แต่สิ่งที่เรายังไม่มี พอเรามีมันแล้ว เราจะเห็นคุณค่ามันน้อยลง เราจะ take it for granted เพราะคิดว่าจะทำเมื่อไหร่ก็ได้ ขอเอาเวลาไปไล่ล่าสิ่งอื่นก่อน

แต่ของบางอย่างผ่านแล้วผ่านเลย ทั้งพ่อแม่ที่ยังแข็งแรง ทั้งลูกเล็กที่ยังสนุกกับการเล่นกับเรา เมื่อถึงวันที่พ่อแม่ไม่อยู่ หรือวันที่ลูกมีโลกของตัวเอง ต่อให้เรามีเงินเดือนเท่าไหร่ หรือมีทรัพย์สินมากขนาดไหนก็ไม่อาจหาซื้อมันได้อีก

มองดูให้ดีว่าเรามีอะไรเป็นความหรูหราที่แม้คนรวยกว่าเราก็ไม่อาจเข้าถึง

หากเราเห็นคุณค่าและใช้โอกาสอย่างเต็มที่ ก็คงไม่มีอะไรที่ค้างคา และไม่มีอะไรให้เสียดายครับ

อยากให้พนักงานออกจาก Comfort Zone ต้องให้เขามี Psychological Safety ก่อน

บริษัท Google เคยใช้เวลาถึงสองปีเพื่อศึกษาทีมงาน 180 ทีมเพื่อดูว่าการสร้าง “ทีมชั้นยอด” นั้นมีปัจจัยอะไรบ้าง

นี่คือ 5 ปัจจัยที่กูเกิ้ลพบว่ามีความสำคัญมากที่สุด

  1. ความพึ่งพาได้ของทุกคนในทีม (dependability) – เราวางใจได้มั้ยว่าทุกคนในทีมจะส่งงานที่มีคุณภาพและตรงเวลา
  2. โครงสร้างทีมและความชัดเจน (structure & clarity) – เป้าหมายของทีมและหน้าที่ของแต่ละคนมีความชัดเจนเพียงพอรึเปล่า
  3. ความหมายของงาน (meaning of work) – งานนี้มีความหมายกับเราหรือไม่
  4. ความสำคัญของงาน (impact) – งานนี้มันมีคุณค่ากับคนอื่นจริงรึเปล่า
  5. ความปลอดภัยทางใจ (psychological safety) – เราสบายใจที่จะเสนอมุมมองและพูดในสิ่งที่เราคิดจริงๆ ให้เพื่อนร่วมทีมและหัวหน้าฟังรึเปล่า

ในห้าข้อนี้ ข้อสุดท้ายสำคัญที่สุด

เราน่าจะคุ้นเคยกับบรรยากาศการประชุมที่มีคนพูดอยู่ไม่กี่คน ในขณะที่คนส่วนใหญ่นั่งเงียบ

หรือเราอาจเคยเสนอไอเดียอะไรออกไปแล้วโดนสกัดดาวรุ่ง จนขยาดที่จะนำเสนอความเห็นอะไรอีก

เมื่อมีแต่คนกังวลว่าจะโดนโจมตีหรือดูไม่ฉลาด ทีมจึงเสียโอกาสที่จะได้ความคิดดีๆ และหลากหลาย

หากเราอยากสร้างทีมที่ดีและมีความกล้าหาญ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ลูกทีมสบายใจในการแสดงความคิดเห็น

เมื่อรู้สึกปลอดภัย ลูกทีมถึงจะกล้าออกจาก comfort zone เพราะรู้ว่าแม้จะพลาดพลั้งหรือป้ำเป๋อไปบ้าง แต่เขาก็จะยังไม่โดนโจมตี

แต่ถ้าทีมรู้สึกไม่ปลอดภัย การเสนอความคิดอะไรก็คล้ายกับการเข้า war zone ที่อาจโดนยิงร่วงได้ทุกเมื่อ

ถ้าอยากให้พนักงานออกจาก comfort zone ก็ต้องให้เขามี psychological safety เสียก่อนครับ

อธิษฐานจิตก่อนคิดทำงานใหญ่

คนโด มาริเอะ (Marie Kondo) เคยโด่งดังมากเมื่อปี 2015 หลังจากเขียนหนังสือ The Life-Changing Magic of Tidying Up ที่พูดถึงวิธีการจัดบ้านแบบ KonMari จนขายดีไปทั่วโลกและทำให้เธอได้รับการขนานนามเป็นหนึ่งใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลแห่งปีของนิตยสาร TIME

ในปี 2019 เน็ตฟลิกซ์ ได้ปล่อยสารคดีชื่อ “Tidying Up with Marie Kondo” ที่พามาริเอะไปสำรวจบ้านที่รกรุงรังในอเมริกาและให้เธอช่วยจัดบ้านให้

หลังจากคุยกับเจ้าของบ้านจนรับรู้ปัญหาแล้ว สิ่งหนึ่งที่มาริเอะจะทำก่อนเริ่มลงมือจัดบ้าน คือนั่งคุกเข่าลงกับพื้น หลับตา และตั้งจิต โดยเธอจะชวนเจ้าของบ้านทำไปพร้อมๆ กัน

มาริเอะอธิบายว่ามันคือการแนะนำตัวกับบ้าน ขอบคุณที่มันให้เราอาศัยอยู่ จะขออนุญาตจัดบ้านให้เรียบร้อยขึ้น และขอให้บ้านให้ความร่วมมือกับพวกเธอด้วย

แว้บแรกอาจจะรู้สึกจักจี้ ว่าทำไมเราต้องสื่อสารกับสิ่งไม่มีชีวิต แต่เมื่อลองเปิดใจผมว่ามันเป็นอะไรที่งดงามและมีความหมาย เป็นภูมิปัญญาที่น่าเสียดายหากเราไม่คิดจะหยิบมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์

วิธีการตั้งจิตที่เราอาจคุ้นเคยขึ้นมาหน่อย คือก่อนที่ศิลปินเบอร์ใหญ่อย่างพี่เบิร์ด พี่ตูน หรือพี่โน้ตอุดมจะขึ้นเวทีที่คนมารอดูหลายพันคน พวกเขามักจะนั่งนิ่งเพื่อรวบรวมสมาธิเสมอ

ผมเลยคิดว่า หากเรานำคอนเซ็ปต์นี้มาประยุกต์ใช้กับการทำงานก็น่าจะได้

ก่อนจะเริ่มทำงานชิ้นไหนที่สำคัญกับเรา แทนที่จะกระโจนลงไปทันที ลองสงบนิ่ง แล้วตั้งจิตอธิษฐาน ส่วนคำอธิษฐานจะเป็นเช่นไรก็ตามแต่อัธยาศัย

อธิษฐานไม่ใช่การขอ แต่มันคือแสดงความตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ

อธิษฐานจิตก่อนคิดทำงานใหญ่ แล้วลองสังเกตดูว่าพลังงานและความสัมพันธ์ที่เรามีกับงานชิ้นนั้นเปลี่ยนไปอย่างไรครับ

แรดเทา หงส์ดำ และมังกรราชัน”อาละดินกับลัดไดต์”หนังสือที่คนเป็นพ่อเป็นแม่ควรได้อ่าน

Aladdin & Luddite | อาละดินกับลัดไดต์” เป็นหนังสือเล่มใหม่จาก openbooks หลังจากสำนักพิมพ์แห่งนี้ “จำศีล” ไปนานเกือบสามปี

อาละดินคือเจ้าของตะเกียงวิเศษที่สามารถเรียกยักษ์จินนี่ออกมารับใช้ตามที่ใจนายปรารถนา ปัญหาคือยักษ์จินนี่ที่มีชื่อว่าเอไอถูกเรียกออกมา และไม่อาจส่งกลับเข้าตะเกียงได้อีกต่อไป

ลัดไดต์ คือชื่อเรียกของกลุ่มช่างทอผ้าชาวอังกฤษช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ที่ลุกขึ้นมาประท้วงการนำเครื่องจักรมาใช้ในโรงงาน เพราะกลัวว่ามันจะมาทำลายการเลี้ยงชีพของพวกเขา

การประท้วงของลัดไดต์บางกลุ่มรุนแรงถึงขั้นทำลายเครื่องจักร จนนำไปสู่การล้อมปราบของรัฐบาล ลัดไดต์จำนวนมากได้รับโทษจำคุก ประหารชีวิต หรือถูกส่งไปยังเมืองอาณานิคมอย่างออสเตรเลีย

ผมอ่านอาละดินกับลัดไดต์จบด้วยความอิ่มเอมและความกังวล

อิ่มเอม เพราะได้เห็นภาพใหญ่ที่พี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา บรรณาธิการคัดสรร (curator) ได้ร้อยเรียงเรื่องราวจากหนังสือเล่มหนา 5 เล่มของนักคิดนักเขียนระดับปรมาจารย์

กังวล เพราะรู้ตัวว่าหากไม่ลงมือทำอะไรที่ต่างออกไปตั้งแต่ตอนนี้ ผมอาจต้องมานั่งเสียดายในภายหลัง

หนังสือที่ปรากฎตัวใน Aladdin & Luddite ได้แก่

  1. World Order ของเฮนรี คิสซิงเจอร์ (Henry Kissinger) นักยุทธศาสตร์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในโลก
  2. Doom ของนีลล์ เฟอร์กูสัน (Niall Ferguson) นักประวัติศาสตร์แถวหน้าของอังกฤษ
  3. The Technology Trap ที่นิตยสาร Financial Times ยกย่องให้เป็นหนังสือที่ดีที่สุดประจำปี 2019 ในหมวดเทคโนโลยี เขียนโดย คาร์ล เบเนดิกต์ เฟรย์ (Carl Benedikt Frey) นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจเทคโนโลยี
  4. Redesigning Work ของลินดา แกรตตัน (Lynda Gratton) อาจารย์ดีเด่นแห่งปีของ London Business School และผู้เขียนหนังสือ “ชีวิตศตวรรษ” (The 100-Year Life) ที่พิมพ์ไปแล้วนับล้านเล่ม
  5. The Metaverse – ของ คิมซังกยุน (Sangkyun Kim) หนึ่งในหนังสือที่สร้างปรากฏการณ์ในเกาหลี

เมื่อระเบียบโลกที่เราคุ้นเคยกำลังพังทลาย สัตว์มหัศจรรย์ทั้งหลายเริ่มปรากฎตัว ไม่ว่าจะเป็นแรดเทา (อันตรายที่เรามองเห็นและพอคาดเดาได้) หงส์ดำ (อันตรายที่เรามิอาจคาดการณ์) และมังกรราชัน (เหตุการณ์รุนแรงเกินจินตนาการ)

เทคโนโลยีที่มาใหม่ อาจเป็น labor-enabling technology ที่ช่วยให้เราทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรืออาจเป็น labor-replacing technology อย่างเครื่องทอผ้าที่ทำให้แรงงานฝีมือนั้นด้อยคุณค่าในข้ามคืน

เราจึงต้องวางแผนชีวิตและการงานของเราใหม่ ต้องเพิ่มทักษะเพื่อจะไม่ต้องเป็นลัดไดต์ที่ต่อต้านจักรกลและเอไอโดยไม่เห็นหนทางชนะ

การเรียนเต็มเวลา ทำงานเต็มเวลา และจบลงด้วยการเกษียณอาจไม่ตอบโจทย์ชีวิตอีกต่อไป เพราะเงินที่เรากันไว้ยามชราอาจไม่พอใช้สำหรับชีวิตที่อาจยืนยาวถึงหนึ่งร้อยปี

เมื่อ Metaverse แพร่หลายไปกว่านี้ เราจะมีตัวตนใหม่อยู่ในโลกคู่ขนานที่กำกับโดยเอไอ จนเราไม่อาจแน่ใจได้เลยว่า ตัวเองเป็นจวงจื่อที่ฝันว่าเป็นผีเสื้อ หรือเราเป็นผีเสื้อที่ฝันว่าเป็นจวงจื่อกันแน่

Aladdin & Luddites จึงเป็นเหมือน wake-up call ให้เราตื่นจากฝันและตื่นจากความชะล่าใจ เผลอคิดว่าอนาคตคือเส้นตรงที่ลากไปจากปัจจุบัน ทั้งที่จริงแล้วทุกอย่างกำลังเปลี่ยนไปในอัตราเร่ง

“เมื่อวิกฤติยังมาไม่ถึง
เรามีแนวโน้มที่จะประเมินสถานการณ์
ต่ำกว่าความเป็นจริง

เราจึงไม่คิดว่า
แรดเทา จะกลายเป็น หงส์ดำ
และ หงส์ดำ จะกลายร่าง
เป็น มังกรราชัน ได้…

เราจึงไม่ตัดสินใจกระทำการใหญ่
ได้แต่ผัดผ่อนการแก้ปัญหา
คล้ายการเตะกระป๋องไปเบื้องหน้า

ด้วยเชื่อว่าปัญหา
อาจจะมีใครบางคนช่วยคลี่คลาย
และเรื่องจริงคงไม่เลวร้ายขนาดนั้น

นี่คืออันตรายที่สุด
ในการเตรียมตัวรับมือวิกฤติ
ในทุกมิติของชีวิต”

อาละดินกับลัดไดต์ไม่ใช่หนังสือ How To มันไม่ได้ให้คำตอบสำเร็จรูป จริงๆ แล้วเมื่ออ่านจบแล้วเราจะมีคำถามมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ

เราจะออกแบบชีวิตอย่างไรให้มีภูมิคุ้มกันจากแรดเทา หงส์ดำและมังกรราชัน?

เราควรลงมือทำสิ่งใดเพื่อลดโอกาสที่เราจะกลายเป็นลัดไดต์แห่งศตวรรษที่ 21?

เราจะให้การศึกษาอะไรกับลูกในวันที่ AI จะทำได้ดีกว่าลูกเราเกือบทุกอย่าง?

เป็นคำถามที่เราต้องสบตาและใช้เวลาขบคิดให้มาก ไม่อย่างนั้นเราอาจเสียแรงและเวลาอย่างผิดที่ผิดทางและเปล่าดาย

“เราจะรักษาความสัมพันธ์กับผู้คนได้อย่างไร
ในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งแบ่งฝ่าย
ความเกลียดชัง ความเย้ยหยัน ความริษยา
และความปรารถนาอันไม่สิ้นสุด

อะไรคือการศึกษายุคใหม่
ที่เราต้องมอบให้ลูกหลาน
เพื่อเตรียมพวกเขาให้เข้าสู่โลกอนาคต
อนาคตซึ่งเราเองก็ไม่เข้าใจ…

นอกจากมีเงินเก็บเท่าไรจึงจะมั่นคง
เราอาจจะต้องคิดถึงคำถามใหม่ที่ว่า
เราจะรู้สึกมั่นคงได้อย่างไร
โดยไม่จำเป็นต้องมี
เงินเก็บมากมายตามตำรา”

ผมเชื่อว่า “อาละดินกับลัดไดต์” เป็นหนังสือที่คนเป็นพ่อเป็นแม่ควรได้อ่าน เผื่อว่ามันจะกระตุกให้เราได้หยุดคิดพิจารณา เริ่มวางแผนสำรองให้กับชีวิตและครอบครัว เพื่อเตรียมตัวกับอนาคตที่ไร้ซึ่งความแน่นอนครับ


ขอบคุณเนื้อหาและประกายความคิดจากหนังสือ Aladdin & Luddite | อาละดินกับลัดไดต์ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เรียบเรียง สำนักพิมพ์ openbooks (หนังสือมีสองปกคือสีฟ้าและสีส้มอมชมพู ขอบคุณภาพจากเพจ openbooks ครับ)