บทเรียนที่ Jack Welch ได้รับจากเหตุการณ์เฉียดตาย

Jack Welch เป็นหนึ่งในผู้บริหารที่โด่งดังที่สุดในยุค 90’s และ Y2K

เวลช์คืออดีต CEO ของ GE (จีอี) หรือ General Electric ซึ่งเคยเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก

ในปี 1995 เวลช์มีอาการหัวใจวาย จนต้องได้รับการผ่าตัดฉุกเฉินและรอดชีวิตมาได้

เคยมีเพื่อนถามเวลช์ว่า ก่อนเข้าห้องผ่าตัด เวลช์ตระหนักอะไรได้บ้างจากเหตุการณ์เฉียดตายครั้งนั้น

เวลช์ตอบว่าความคิดที่แล่นมาในหัวของเขาในตอนนั้นก็คือ

“Damn in, I didn’t spend enough money.”

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่า ณ วินาทีแห่งความเป็นความตาย CEO บริษัทที่ใหญ่โตที่สุดในโลกกลับคิดเสียดายว่าที่ผ่านมาตัวเองใช้จ่ายเงินน้อยไปหน่อย

เวลช์อธิบายเพิ่มเติม:

“เราทุกคนล้วนเป็นผลผลิตจากพื้นเพของเรา ตอนเด็กๆ ผมยากจนมาก โตขึ้นผมเลยกลายเป็นคนที่ค่อนข้างขี้เหนียว ถ้าจะซื้อไวน์ผมก็จะซื้อไวน์ราคาถูกตลอด เวลาสั่งไวน์ที่ร้านอาหารผมจะดูราคาก่อนเสมอ ตอนที่ผมรู้ตัวว่าความตายรออยู่ตรงหน้า ผมตั้งปณิธานเอาไว้เลยว่าจากนี้ไปผมจะไม่ยอมซื้อไวน์ราคาถูกกว่า $100 อีกเด็ดขาด นั่นคือบทเรียนสำคัญที่ผมได้จากประสบการณ์ครั้งนั้น”

ความประหยัดมัธยัสถ์เป็นเรื่องดี เพราะมันจะทำให้เราสามารถเก็บหอมรอมริบและมีความมั่นคงในอนาคต

แต่ดีเกินดีคือไม่ดี หากเราเอาแต่เก็บเงินโดยไม่ใช้มันเพื่อสร้างความสุขให้กับตัวเองและคนที่เรารักบ้างเลย เงินที่เรามีก็ย่อมสูญเสียความหมายและคุณค่าอย่างที่มันควรจะเป็น

สิ่งที่ผมเชื่อก็คือนิสัยเรื่องการใช้จ่ายเงินนั้นถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่เรายังเด็ก แม้เวลาจะผ่านพ้นไป บริบทจะเปลี่ยนไป และฐานะทางการเงินเราจะดีขึ้นมาก แต่เราอาจจะยังติดนิสัยเดิมๆ ที่ยังประหยัดเกินความจำเป็นอยู่ก็ได้

ความสนุกและท้าทายคือเราจะบริหารความสัมพันธ์ที่เรามีกับเงินอย่างไร เพื่อให้มันสร้างความมั่นคงกับเราในอนาคตโดยไม่ปล้นความสุขในปัจจุบันไปจนเกินควรครับ


ขอบคุณคำตอบของ Jack Welch จาก The New Yorker: Was Jack Welch the Greatest C.E.O. of His Day — or the Worst?

3 เคล็ดลับจับผิดคนโกหก

การโกหกกับมนุษย์เป็นของคู่กัน

คนเราโกหกเพราะอยากดูดี หรือไม่ก็เพราะไม่อยากดูไม่ดี งานวิจัยชิ้นหนึ่งเมื่อปี 2002 พบว่ามีคนถึง 60% ที่โกหกอย่างน้อยหนึ่งครั้งในการสนทนา 10 นาที

การโกหกนั้นย่อมมีความร้ายแรงแตกต่างกันไป ตั้งแต่โกหกที่ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนและทำให้อีกฝ่ายสบายใจ ไปจนถึงการแอบมีกิ๊กหรือฉ้อโกง

High-Value Detainee Interrogation Group ที่เชี่ยวชาญเรื่องการสอบสวนผู้ต้องหาหรืออาชญกร ได้ตีพิมพ์งานวิจัยออกมาเมื่อปี 2016 เพื่ออธิบายถึงหลักการสำคัญในการสอบสวนให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริง

งานวิจัยนี้ได้บอกถึง 3 เคล็ดลับของการจับผิดคนโกหกเอาไว้ด้วย

1.ให้เขาพูดเยอะๆ – เพราะคนโกหกต้องสร้างเรื่องใหม่ขึ้นมาตลอดเวลา หากยิ่งต้องพูดเยอะ ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะสร้างเรื่องไม่ทัน หรือถึงจะสร้างทันก็ไม่น่าเชื่อถือ

หน้าที่ของเราคือการเป็นผู้ฟังที่ดี ถามโน่นถามนี่ไปเรื่อยๆ แต่ถ้าอยากจะจับผิดจริงๆ ให้ลองตั้งคำถามที่คาดไม่ถึง

เพราะคนโกหกมักจะเตรียมสคริปต์รอเอาไว้แล้ว หากเราถามอะไรที่ไม่อยู่ในสคริปต์ ก็จะทำให้เขาหลุดได้โดยง่าย เช่นถ้าแฟนบอกว่าไปนอนบ้านเพื่อน ให้ลองถามแฟนว่านอนห้องไหน ในห้องหน้าตาเป็นยังไง

2.สังเกตอารมณ์ที่ขาดหายไป – เวลาคนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เขามักจะมีอารมณ์สอดแทรกอยู่ในนั้นด้วย เช่นถ้าวันนั้นฝนตก เขามักจะบรรยายถึงความเฉอะแฉะหรืออารมณ์เสียเวลารถวิ่งผ่านแล้วไม่ชะลอจนน้ำสาดใส่กางเกง

แต่สำหรับคนที่สร้างเรื่องขึ้นมา เขาจะใช้หลักการและเหตุผลเป็นหลักเพื่อให้เรื่องดูน่าเชื่อถือ เรื่องที่เขาเล่าจึงจะไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมเท่าไหร่ เช่นถ้าจะเล่าเรื่องฝนตก เขาก็อาจจะเล่าแค่ว่าเขาพกร่มไปด้วย

3.ถามตอนเขายุ่งๆ – การสร้างเรื่องโกหกขึ้นมานั้นต้องออกแรงสมองพอสมควร ยิ่งโกหกมาก cognitive load ก็ยิ่งสูง ดังนั้นลองชวนเขาคุยตอนทำอย่างอื่นอยู่ เช่นตอนขับรถ หรือไม่ก็ให้เขาลองเล่าเรื่องย้อนถอยหลังซึ่งต้องออกแรงสมองมากกว่า

ก็ได้แต่หวังว่าเราจะไม่ต้องใช้เทคนิคเหล่านี้บ่อยนัก แต่ถ้าถึงคราวจำเป็นจริงๆ ก็ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Big Think: 3 rules to catch a liar

นิทานกล่องมหัศจรรย์

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ครอบครัวหนึ่งเพิ่งลงมาจากดอยและได้มาเดินห้างเป็นครั้งแรก ทุกสิ่งทุกอย่างดูแปลกตาและน่าอัศจรรย์ไปหมด

ลูกชายวัย 15 เดินมาหยุดอยู่หน้ากล่องเหล็กขนาดใหญ่ที่มีประตูเปิดปิดได้ ลูกชายจึงถามพ่อว่ามันคืออะไร

พ่อผู้ไม่เคยเห็นลิฟต์มาก่อนก็ตอบไปตรงๆ ว่าพ่อก็ไม่รู้เหมือนกัน

ระหว่างที่ยืนจ้องกล่องเหล็กอยู่นั้น ก็มีคุณยายนั่งรถเข็นวีลแชร์เข้าไปในกล่อง

เมื่อประตูปิด พ่อและลูกชายก็จ้องดูไฟที่ค่อยขยับจากเลข 1 จนไปถึงเลข 5 แล้วค่อยๆ ขยับลงมาที่เลข 1 อีกครั้ง

เมื่อประตูเปิดออก ก็มีสาวสวยหุ่นดีเดินออกมา

ระหว่างที่เหลียวมองสาวคนนั้นเดินจากไป พ่อก็เอ่ยปากกับลูกว่า

“ไปเรียกแม่มาที”

ทักทายเพื่อบอกลา เข้ามาเพื่อจากไป

มีใครบางคนเคยบอกไว้ว่า เมื่อเราจะ Say Hello กับใครเป็นครั้งแรก เราก็ควรเผื่อใจไว้ด้วยว่าวันหนึ่งเราต้อง Say Goodbye กับเขาเช่นกัน

ฉายภาพให้เห็นชัดที่สุดน่าจะเป็นความรักของหนุ่มสาว

เริ่มจากโมเมนต์แรกพบ ช่วงเวลาที่รวบรวมความกล้า ก่อนจะเข้าไปกล่าวสวัสดีด้วยวาจาเพื่อทำความรู้จัก ถ้าอีกฝ่ายตอบรับก็ได้สานสัมพันธ์ ถ้าอีกฝ่ายไม่สนใจก็คงต้อง say goodbye กันตรงนั้น

สำหรับคู่ที่ได้พัฒนาความสัมพันธ์จนกลายเป็นแฟน อัพเกรดเป็นสามี-ภรรยา เป็นพ่อ-แม่ และเป็นปู่-ย่า-ตา-ยาย เมื่ออยู่ด้วยกันมายาวนานเพียงพอก็ต้องจากกัน ไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย

หนังรักทุกเรื่องจึงมีฉากโศกนาฎกรรมรออยู่เสมอ

เมื่อพิจารณาโดยถ้วนถี่แล้ว ทุกความสัมพันธ์ก็เป็นเช่นนั้น

ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ เพื่อนวัยเด็กที่เล่นด้วยกันในหมู่บ้าน เพื่อนสนิทที่โรงเรียน อาจารย์ เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า ลูกน้อง สัตว์เลี้ยง รวมถึงสิ่งมีชีวิตตัวเล็กที่เรารักที่สุดอย่างลูกเราด้วย

ยิ่งผูกพันยิ่งรักกันมากเท่าไหร่ ตอนต้องจากก็ยิ่งเจ็บมากเท่านั้น เป็นเรื่องธรรมดาของปุถุชนที่ยังไม่เข้าใจความจริงของชีวิตอย่างถ่องแท้

เมื่อเรายังอาศัยอยู่ในทวิภาวะหรือ dualism เมื่อเกิดสิ่งหนึ่งจึงเกิดขั้วตรงข้ามขึ้นเสมอ

เมื่อมีหัวก็ย่อมมีก้อย เมื่อมีน้อยก็ย่อมมีมาก เมื่อมีรักก็ย่อมมีชัง เมื่อมีหยางก็ย่อมมีหยิน

เมื่อมีเกิดย่อมมีตาย เมื่อมีทักทายย่อมมีบอกลา เมื่อมีเข้ามาย่อมมีจากไป

เปล่าเลย ผมไม่ได้ต้องการจะบอกว่าอย่าทักทายใครเพราะมันจะทำให้เราเจ็บทีหลัง

ตรงกันข้าม เมื่อเราระลึกได้ว่าทุกความสัมพันธ์เป็นเพียงสิ่งชั่วคราว เราล้วนเป็นแค่ผู้โดยสารที่เผอิญขึ้นรถไฟขบวนเดียวกัน เมื่อถึงปลายทางของแต่ละคนก็ต้องลงจากรถคันนี้ไป

เมื่อตระหนักได้ถึงความชั่วคราวของความรักและคนที่เรารักที่สุด เราจะได้หยุดเห็นคนเหล่านั้นเป็นของตาย เราจะได้ไม่ take things for granted

ทักทายเพื่อบอกลา เข้ามาเพื่อจากไป

แต่ก่อนต้องจากไกล เรามาทำให้ช่วงเวลาระหว่าง Hello กับ Goodbye นั้นเต็มไปด้วยความทรงจำดีๆ

จะได้ไม่มีอะไรให้เสียดาย จะได้ระลึกถึงด้วยรอยยิ้มครับ

ใช้ชีวิตให้ออกดอกออกผล

ใช้ชีวิตให้ออกดอกออกผล

คำนี้ผมได้มาจากหนังสือ Meaning in Life and Why It Matters ของ Susan Wolf สำนวนแปลโดย ธีรภัทร รื่นศิริ

มันเป็นคำที่สวยงามและชวนให้คิดได้ทั้งกว้างและไกล

ผมเชื่อว่ามนุษย์ไม่ได้เราไม่ได้เกิดมาแค่กิน นอน สืบพันธุ์ แสวงหาความสุข ก่อนจะค่อยๆ บุบสลาย

ชีวิตเราน่าจะยังประโยชน์ได้สองอย่าง หนึ่งคือยังประโยชน์ให้ตนเอง และสองคือยังประโยชน์ให้ผู้อื่น

ยังประโยชน์ให้ตัวเอง ในแง่ของการพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้นไป และเรียนรู้ที่จะบรรลุศักยภาพที่มนุษย์คนหนึ่งพึงจะมี

ยังประโยชน์ให้ผู้อื่น ด้วยการใช้กำลังและสติปัญญาเพื่อคลายความทุกข์ร้อนให้เพื่อนมนุษย์และสิ่งมีชีวิต

เราจะคลายความทุกข์ร้อนได้อย่างไร – ก็ด้วยการทำงาน

ธุรกิจทุกธุรกิจที่ตั้งขึ้นมา ล้วนมีจุดประสงค์ที่จะคลายความทุกข์ร้อนหรือแก้ pain point อะไรสักอย่างทั้งนั้น

ไม่ว่าเราจะอยู่ในธุรกิจใด “ธุระ” ของเราก็คือการคลายความทุกข์ร้อนผ่านงานที่เราทำนั่นเอง

ชีวิตที่ออกดอกออกผลไม่ได้จำกัดแค่ในธุรกิจหรือที่ทำงาน แต่ยังรวมถึงการสร้างครอบครัวและการสร้างคน

ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยบอกว่า เราควรกินน้อยๆ แต่มีลูกเยอะๆ และหัวหน้าผมก็บอกว่าถ้าเราเป็นคนที่มีคุณภาพ เราก็ควรช่วยผลิตและสร้างคนที่มีคุณภาพให้สังคมเช่นกัน

เมื่อมีงาน เราจึงควรทำงานให้ดี เมื่อมีลูก เราก็ควรสอนลูกให้ดี เพื่อให้ผลที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงของเรานั้นหวานอร่อย ทั้งในวันนี้ พรุ่งนี้ และในวันที่เราไม่อยู่ตรงนี้

ใช้ชีวิตให้ออกดอกออกผล ยังประโยชน์ให้แก่ตนและคนรอบข้าง แล้วเราจะมีความสุขได้โดยไม่ต้องตั้งคำถามและไม่ต้องออกตามหาครับ