คนที่ทำให้เราอุ่นใจ

เมื่อเช้าวานนี้ “ป้าไข่” แม่บ้านที่ช่วยทำกับข้าวและดูแลเด็กๆ เดินเข้ามาในบ้านด้วยสีหน้าบึ้งตึง ผมกังวลใจเล็กน้อยว่าเขาไปเจอเรื่องไม่ดีอะไรมารึเปล่า

พอเดินผ่านโต๊ะที่ผมกับแฟนนั่งกินข้าวอยู่ ป้าไข่ก็บอกว่า “วันนี้รถกับข้าวไม่มา”

ปากซอยบ้านผมมีโลตัส เราสามารถไปซื้อกับข้าวที่นั่นได้ แต่ตรงกลางซอยจะมีรถกระบะใส่หลังคาด้านหลังเหมือนรถสองแถว ในรถมีผักและของชำบรรจุอยู่เต็มคันรถ จะแวะเวียนมาจอดสัปดาห์ละ 3-4 วัน อาจจะเพราะว่าวันนี้ฝนตกจนน้ำท่วมในซอย รถก็เลยไม่มาจอด พอรถไม่มาป้าไข่ก็เลยเซ็ง

ผมหันไปคุยกับแฟนว่า แม่ค้ารถกับข้าวเขาคงนึกไม่ถึงหรอกเนอะว่าเวลาเขาไม่มาขายจะมีคนที่คิดถึงจนเซ็งขนาดนี้ด้วย


ออฟฟิศที่ผมทำงานอยู่นั้นใช้ลิฟต์จอดรถอัตโนมัติ ชั้นสองมีลิฟต์ 2 ตัวและชั้นสามอีก 2 ตัว

ผมชอบจอดลิฟต์ของชั้นสองมากกว่าเพราะขากลับคิวจะไม่ยาวเท่าลิฟต์จอดรถชั้นสาม แต่ลิฟต์จอดรถชั้นสองนั้นจะแคบกว่า ทำให้ตอนขับรถเข้าลิฟต์นั้นต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก เคยมีครั้งหนึ่งที่ผมพลาดล้อไปเบียดกับขอบที่จอดจนยางแตก

ลิฟต์ชั้นสองจะมีรปภ.คนหนึ่งที่คอยโบกรถให้ รปภ.คนนี้ทำงานที่นี่มาไม่ต่ำกว่า 3 ปีแล้ว เจอกันตั้งแต่ก่อนโควิด โควิดซาแล้วเขาก็ยังทำอยู่ที่นี่ไม่ได้ไปไหน

ทุกครั้งที่ผมขับรถขึ้นตึก ผมจะลุ้นเสมอว่ารปภ.คนนี้มารึเปล่า ถ้าเจอ ผมจะสบายใจทันที เพราะเขาโบกรถได้ดีมาก บอกอย่างละเอียดว่าต้องหมุนพวงมาลัยซ้าย/ขวา/ตรง จนสามารถเอารถเข้าได้โดยสวัสดิภาพ ถ้าเป็นรปภ.คนอื่นจะบอกทางได้ไม่ดีเท่าไหร่ ต้องถอยเข้าถอยออกหลายครั้งกว่าจะเอารถเข้าลิฟต์ได้อย่างปลอดภัย ผมเลยมักจะขับรถไปจอดชั้นสามมากกว่าหากรปภ.ขาประจำที่ผมไว้ใจไม่มาทำงาน

รปภ.คนนี้เขาก็คงไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าผม appreciate เขาแค่ไหน เพราะแม้แต่ชื่อผมก็ไม่รู้จัก และผมไม่เคยบอกเขาเลยว่าทุกวันที่ผมเข้าออฟฟิศผมจะมองหาเขาทุกครั้ง


ผมถามแฟนว่า มีคนที่เราเจอแล้วอุ่นใจ แต่เขาไม่น่าจะรู้ตัวว่าเขาทำให้เราอุ่นใจบ้างรึ
เปล่า แฟนก็ตอบว่ามี อย่างที่ทำงานปัจจุบันก็เป็นแม่บ้านที่คอยหาข้าวหาปลามาให้กิน หรือที่ทำงานเดิมก็เป็นพี่เลขาที่เก็บไฟล์ทุกอย่างเอาไว้อย่างดี หากแฟนหาไฟล์ไหนไม่เจอก็จะไปขอกับพี่เลขาคนนี้ได้เสมอ ส่วนที่ทำงานก่อนหน้านั้นก็เป็นคนทำความสะอาดที่จะเจอกันทุกเช้าจนแอดเฟรนด์มาทางเฟซ ทุกวันนี้ยังมากดไลค์รูปบ่อยๆ ย้อนกลับไปที่ทำงานแรกก็มีหน้าหลายคนลอยมาเหมือนกัน

เวลาเราพูดถึงชีวิตการทำงาน เรามักจะคิดถึงแต่เรื่องเงินเดือน หัวหน้า เพื่อนร่วมงาน แต่เราแทบไม่เคยพูดถึง “คนตัวเล็ก” ที่ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างซื่อตรง

คนตัวเล็กเหล่านี้ โดยปกติเขาจะไม่อยู่ในห้วงคำนึงของเรา แต่ทุกครั้งที่เราเจอเขาเราจะรู้สึกขอบคุณและอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก ที่สำคัญคือเขาน่าจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าการมีอยู่ของเขานั้นมีความหมายกับเราอย่างไรบ้าง

พอชวนแฟนคุยเรื่องนี้ แฟนเลยบอกว่าจะซื้อผลไม้ไปให้พี่แม่บ้านคนปัจจุบัน และปีใหม่นี้อาจจะส่งของขวัญไปให้พี่เลขาของที่ทำงานเก่า

ผมเองก็ว่าจะซื้ออะไรติดไม้ติดมือไปฝากพี่รปภ.ที่ช่วยให้ผมจอดรถโดยสวัสดิภาพมานับร้อยครั้ง

มาขอบคุณคนที่ทำให้เราอุ่นใจกันครับ

ที่เราเบื่อเพราะเราทำตัวน่าเบื่อ

ถ้ารู้สึกว่าชีวิตมันไม่ค่อยมีสีสัน บางทีเราก็ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่างที่มันต่างออกไป

เพราะหากทำอย่างที่เคยทำ เราก็จะเป็นอย่างที่เคยเป็น และการนอนดูทีวีหรือเล่นมือถือคงไม่ใช่คำตอบ

ตอนนี้ชีวิตกลับมาแทบจะปกติ 100% แม้ยังต้องระวังตัวอยู่แต่ก็ดีกว่าปีที่แล้วมาก

ทางเลือกจึงมีมากมาย เหลือแต่ว่าเราจะเลือกทำอะไรบ้าง

“Only boring people get bored.”
-Anonymous

ไม่ทำตัวเป็นน่าเบื่อ แล้วเราจะหายเบื่อเองครับ

ดูซิว่าจะโกรธได้นานแค่ไหน

ความโกรธกับลูกมะนาวมีความคล้ายคลึงกันอยู่

หากมะนาวลูกนั้นไม่มีน้ำ ต่อให้บีบแค่ไหนก็ไม่ได้น้ำมะนาว

หากในใจคนคนหนึ่งไม่มีความโกรธ ต่อให้ใครมากระตุ้นแค่ไหนเขาก็ไม่โกรธ คนแบบนี้อาจจะแทบไม่มีเหลือแล้วในโลก แต่เราคงพอจินตนาการถึงคนคนนั้นได้

ดังนั้นความโกรธจะเกิดได้จึงต้องอาศัยทั้งตัวกระตุ้นและเชื้อแห่งความโกรธที่มีอยู่ในใจเราตั้งแต่แรก

ส่วนความโกรธกับการนอนไม่หลับนั้นก็มีความคล้ายคลึงกันอยู่อย่างหนึ่ง

ยิ่งอยากหายโกรธยิ่งไม่หาย ยิ่งอยากหลับยิ่งนอนไม่หลับ

จังหวะแรกเราจะโกรธคนอื่นก่อน จังหวะที่สองเราจะโกรธตัวเองที่ทำไมไม่หายโกรธเสียที

ยิ่งอยากหายโกรธยิ่งไม่หาย เพราะมันคือการเติมเชื้อแห่งความโกรธเข้าไป

วิธีที่จะหายโกรธได้เร็วที่สุดคือการมองให้เห็นความโกรธนั้นโดยไม่ต้องไปรังเกียจมัน และตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ดูซิว่าจะโกรธได้นานแค่ไหน”

เมื่อเราไม่ผลักไส การเติมเชื้อก็จะจบลง

และเช่นเดียวกับทุกสิ่ง ความโกรธที่ผ่านมาก็ย่อมจะผ่านไปเช่นกันครับ

พ่อแม่ควรทะเลาะให้ลูกเห็นหรือเปล่า

สิ่งหนึ่งที่ผมได้ยินได้ฟังมานานก็คือพ่อแม่ไม่ควรทะเลาะกันต่อหน้าลูก เพราะมันอาจจะสร้างแผลในใจให้ลูกได้

แต่ Adam Grant ได้บอกไว้ในหนังสือ Think Again ว่าจากผลการวิจัย พ่อแม่จะทะเลาะกันบ่อยแค่ไหนนั้นไม่ได้ส่งผลต่อการเรียน การเข้าสังคม และพัฒนาการทางอารมณ์ของลูกเลย

สิ่งที่จะส่งผลต่อลูกจึงเป็นคุณภาพของการทะเลาะ ไม่ใช่ความถี่

เมื่อพ่อแม่ถกเถียงกันอย่างสร้างสรรค์และด้วยความเคารพนั้น เด็กจะรู้สึกมีความปลอดภัยทางอารมณ์ และเมื่อโตขึ้นมาอีกหน่อยเด็กกลุ่มนี้จะมีความเข้าอกเข้าใจและชอบช่วยเหลือเพื่อนร่วมห้องมากกว่าเด็กทั่วไป

การมองเห็นไม่ตรงกันและถกเถียงกันนั้นเป็นเรื่องปกติ ถ้าหากพ่อแม่ใช้โอกาสนี้ฝึกฝนให้ทะเลาะกันอย่างมีสติเพราะรู้ตัวว่าลูกกำลังดูอยู่ ก็อาจจะเป็นการเรียนรู้พร้อมกันของทั้งครอบครัวได้นะครับ

คนรวยที่สุด 1% มีวิธีคิดอย่างไร

ฉันอายุ 17 ปี ส่วนพ่อแม่ของฉันก็มีรายได้และ net worth ที่ทำให้เราเป็นคนรวยที่สุด 1% ในอเมริกา

แม่เป็นคนหารายได้เข้าครอบครัวมากที่สุด เธอเป็นผู้บริหารบริษัทติดอันดับ Fortune 500 แม้ว่าเธอจะได้รายได้เป็นหุ้นมากกว่าเงินเดือนก็ตาม ครอบครัวของเรามีทั้งพินัยกรรมและกองทุนทรัสต์สำหรับฉันและน้องชาย

คนมักจะนึกว่าคนร่ำรวยนั้นชอบโชว์หรู นี่ไม่ใช่เรื่องจริงเลย พวก “เศรษฐีใหม่” (nouveau riche) อาจจะเป็นแบบนั้น แต่พวกเขาจะรวยอยู่ได้ไม่นานนักหรอกเพราะว่าพวกเขามักจะมีหนี้สิน ส่วนคนที่อยู่ในระดับ Top 1% และมีความตั้งใจที่จะรักษาและขยายความมั่งคั่งนั้นจะใช้ชีวิตอย่างพอประมาณและใช้น้อยกว่าที่หามาได้เสมอ

ครอบครัวของฉันสามารถซื้อบ้านที่แพงกว่านี้ได้อีกหลายเท่า แต่เรากลับอาศัยอยู่ในบ้านที่มี 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ บ้านหลังนี้ราคาต่ำกว่าเงินเดือนของพ่อแม่ในแต่ละปีเสียอีก

ถ้าเราจะซื้อรถหรูๆ สัก 3-4 คันเราก็ทำได้ แต่ครอบครัวใช้รถโตโยต้าปี 2011 และรถฮอนด้าปี 2006 [ข้อความนี้เขียนเมื่อปี 2017] ประเด็นก็คือแม้ว่าเราจะไม่ได้ใช้ของราคาแพงที่สุด แต่เราไม่มีหนี้สินเลย เราไม่ต้องผ่อนรถ ไม่ต้องผ่อนบ้าน สำหรับคนทั่วไปแล้วเราเหมือนชนชั้นกลางระดับบน (upper middle class) เท่านั้นเอง

การได้เป็น Top 1% ทำให้ฉันเบาใจอยู่เหมือนกัน เพราะไม่ต้องคอยกังวลว่าจะมีเงินจ่ายค่าเทอมรึเปล่า ไม่ว่าฉันจะเลือกเข้ามหาวิทยาลัยเอกชนที่ไหนพ่อแม่ก็จ่ายไหว ถ้าพ่อแม่ตกงานเราก็ไม่ลำบากเพราะเรามีรายได้จากการลงทุนมากพอ ถ้าเศรษฐกิจแย่เราก็ไม่เป็นไรเพราะพ่อแม่มีเงินเดือนที่สูงพอสมควร แต่ถ้าพ่อแม่ตกงานแถมเศรษฐกิจก็ย่ำแย่ด้วย เราก็ต้องระมัดระวังเรื่องค่าใช้จ่ายมากขึ้น แต่สุดท้ายแล้วเรามีเงินเก็บก้อนใหญ่พอที่จะไม่เดือดร้อนอะไรนัก

ฉันพยายามไม่ให้เพื่อนรู้ถึงฐานะทางบ้านของฉัน ถ้าเพื่อนๆ รู้พวกเขาน่าจะปฏิบัติกับฉันต่างจากเดิมพอสมควร พวกเขาน่าจะคิดแค่ว่าครอบครัวฉันฐานะดีกว่าค่าเฉลี่ย แต่ถ้าเขาได้รู้ว่าจริงๆ แล้วเรามีทรัพย์สมบัติเท่าไหร่เขาคงจะคาดหวังให้ฉันใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนม มีรถของตัวเอง และไปเที่ยวต่างประเทศบ่อยๆ แม้แต่เพื่อนสนิทที่สุดของฉันก็ยังไม่รู้ฐานะที่แท้จริงของครอบครัวเรา และฉันก็ไม่อยากให้รู้ด้วย

ครอบครัวเรามีคอนเน็คชั่นระดับนึง แต่ก็ไม่มากนักเมื่อเทียบกับบางครอบครัว ฉันรู้จักคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันที่ได้ไปตีกอล์ฟกับนักอเมริกันฟุตบอล NFL เพราะครอบครัวของเขามีคอนเน็คชั่นที่ดีกว่าเรามาก

ดูเหมือนว่าคนที่อยู่นอก 1% นั้นไม่ได้ให้ความสำคัญกับคอนเน็คชั่นเท่าไหร่ การได้รู้จักคนสำคัญนั้นอาจมีประโยชน์ แต่การได้รู้จักใครบางคนที่รู้จักคนสำคัญนั้นดูเหมือนไม่ใช่เรื่องที่คนนอก 1% จะใส่ใจ ซึ่งเรื่องนี้ฉันยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก

เรามีคอนเน็คชั่นที่ดีกับนักการเมืองท้องถิ่น หากพ่อแม่อยากทำอะไรให้เกิดเขาก็มีโอกาส 50/50 ที่จะทำสำเร็จ พ่อแม่จะใช้คอนเน็คชั่นเพื่อทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าถูกต้อง ไม่ใช่เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทอง การเคลื่อนไหวของพ่อแม่ช่วยให้สวนสาธารณะแถวบ้านของเราสะอาดสะอ้านและทำให้เจ้าหน้าที่เคร่งครัดในเรื่องการปล่อยของเสียลงท่อระบายน้ำ

ฉันได้รู้ซึ้งถึงคอนเน็คชั่นของพ่อแม่ตอนที่ฉันทำโปรเจ็คของโรงเรียนเกี่ยวกับการบริหารงบที่ผิดพลาดของเทศบาล พ่อแม่ช่วยให้ฉัน “อ่านระหว่างบรรทัด” จนเจอข้อน่าสงสัยเต็มไปหมด

คนส่วนใหญ่ใน Top 1% (ยกเว้นแต่ตัวท็อปจริงๆ) ไม่ได้มีอิทธิพลเพราะเงิน แต่มีอิทธิพลเพราะคอนเน็คชั่น โดยปกติคนเราจะผูกมิตรกับคนที่อยู่ระดับเดียวกันอยู่แล้ว ถ้าคุณคบแต่เศรษฐี คุณก็ย่อมมีเพื่อนเป็นนักการเมือง เจ้าของธุรกิจใหญ่ รวมถึงบรรดามืออาชีพที่ยินดีจะเฟเวอร์เพื่อนของตัวเอง ไม่ต่างอะไรกับเด็กหัวดีในห้องที่ยอมให้เพื่อนสนิทลอกการบ้าน แต่จะไม่พอใจหากมีคนอื่นพยายามจะลอกบ้าง

ฉันคิดว่าข้อได้เปรียบที่สุดของกลุ่ม 1% ที่มีต่อกลุ่ม 99% ก็คือ แม้ว่าฉันและครอบครัวจะเจอช่วงเวลาที่ยากลำบาก เราก็จะยังเอาตัวรอดได้อยู่ ซึ่งความมั่นใจนี้แหละที่ทำให้เรากล้าทำสิ่งที่ต้องแบกรับความเสี่ยง ซึ่งนั่นย่อมนำไปสู่โอกาสนำรายได้และทรัพย์สินมาให้เรามากกว่าเดิม


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Anonymous answer to What’s it like to be rich as in 1% rich?