ทำไมนักบินอวกาศจึงมักมีชีวิตคู่ที่ล้มเหลว

ในจำนวนนักบินอวกาศ 12 คนที่เคยได้ไปเดินบนดวงจันทร์ มีถึง 7 คนที่หย่าร้างกับภรรยาคนแรก

และในจำนวนนักบินอวกาศ 30 คนที่เคยทำภารกิจบนยาน Apollo มีถึง 23 คนที่เคยผ่านชีวิตคู่ที่ล้มเหลว

หนึ่งในเหตุผลที่พอจะอธิบายปรากฎการณ์นี้ได้ก็คือนับตั้งแต่ทศวรรษ 1970’s เป็นต้นมา การหย่าร้างในอเมริกาเป็นเรื่องที่ยอมรับได้มากขึ้น

แต่สำหรับนักบินอวกาศและภรรยาของพวกเขานั้น ชีวิตคู่มีความยากลำบากกว่าครอบครัวทั่วไป เพราะนักบินต้องผ่านการฝึกหนักราวกับทหาร และใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือกระทั่งหลายเดือนอยู่ห่างกับครอบครัว

ยิ่งไปกว่านั้น นักบินอวกาศเหล่านี้ยังมีสถานะเป็น “เซเลบ” ของสังคมด้วย ความกดดันและสิ่งยั่วยวนที่มาพร้อมกับชื่อเสียงนั้นสูงลิบเลี่ยว

ยังไม่นับว่า NASA คาดหวังว่านักบินอวกาศทุกคนจะต้องมีภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์เพียบพร้อม ความกดดันนี้จึงตกไปอยู่กับเหล่าภรรยาของนักบินที่ต้องพยายามรักษาภาพครอบครัวที่สมบูรณ์แบบไว้ด้วย พวกเธอต้องฝืนยิ้มและทำเป็นว่ามีความสุขดี แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าสามีของพวกเธอกำลังสุขสำราญในงานปาร์ตี้ที่เต็มไปด้วยหญิงสาวมากหน้าหลายตาที่พร้อมจะเข้าหา หลายคนกล้ำกลืนฝืนทนรอให้ภารกิจเสร็จเรียบร้อยก่อนถึงจะยื่นฟ้องหย่า

ไม่ใช่ว่านักบินอวกาศทุกคนจะเป็นแบบนั้นเสียหมด ทีมนักบินยานอพอลโล 8 ซึ่งประกอบไปด้วย Frank Borman Jim Lovell และ Bill Anders ไม่มีใครหย่ากับภรรยาเลย แม้ว่ามิสชั่น Apollo 8 นั้นจะเป็นหนึ่งในภารกิจที่หนักหนาสาหัสและอันตรายที่สุดที่นาซ่าเคยทำมา ถึงกระนั้นก็ตามความกดดันของภารกิจนี้ทำให้ผู้หญิงสุดแกร่งอย่าง Susan Borman กลายเป็นคนติดเหล้าในเวลาต่อมา

Barbara Cernan ภรรยาของ Eugene Cernan นักบินอวกาศคนสุดท้ายที่ได้เดินบนดวงจันทร์เคยกล่าวไว้ว่า

“If you think going to the moon is hard, try staying home.”

ถ้าคิดว่าการไปเหยียบดวงจันทร์มันยากนัก ลองมาเป็นคนรอคอยอยู่ที่บ้านดูบ้างมั้ย?

แม้ว่าเมืองไทยจะไม่มีนักบินอวกาศ แต่บางอาชีพและบางสถานะก็อาจนำพามาซึ่งปัญหาที่คล้ายคลึงกันได้ครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Steve Smith’s answer to Why do you think the majority of Apollo astronauts got divorced after their missions?

ชีวิตไม่ใช่การพิชิตยอดเขา

หลายคนจะจินตนาการว่าชีวิตคือการไต่ขึ้นสู่ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

และเมื่อเราบรรลุเป้าหมาย ก็เหมือนการได้ปีนถึงยอดเขา แล้วเราก็มองหายอดเขาลูกถัดไปให้พิชิต

ได้แต่งงาน

ได้เป็น CEO

ได้มีเงินเก็บ 10 ล้าน

สำหรับการปีนเขา เมื่อถึงยอดก็ไม่มีอะไรให้ต้องทำต่อแล้ว

แต่ในชีวิตจริง แม้จะได้ทุกอย่างที่กล่าวมา งานก็ยังไม่จบอยู่ดี

เรายังต้องจัดการเงินของเราต่อไป เรายังต้องดูแลชีวิตคู่ และเรายังต้องบริหารให้บริษัททำกำไรได้ แถมเราต้องทำหลายๆ อย่างให้ออกมาดี ไม่สามารถละเลยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพราะหากชีวิตส่วนตัวพัง การงานก็พัง หรือหากการงานพัง ก็ย่อมกระทบชีวิตส่วนตัวเช่นกัน

Oliver Burkeman เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ชีวิตเหมือนการทำสวน (gardening)

ต้องคอยรดน้ำ พรวนดิน เติมปุ๋ย ลงต้นไม้ใหม่ ถอนต้นไม้ที่ตายแล้ว

เป็นงานที่ไม่มีวันเสร็จ ทำไปได้เรื่อยๆ เป็นงานที่ไม่ได้รู้สึกสุดยอดเท่าการพิชิตยอดเขา แต่การทำสวนนั้นสร้างความพึงพอใจอยู่ลึกๆ ว่าสิ่งที่เราลงแรงไปนั้นกำลังออกดอกออกผล เป็นสวนที่สวยงามและน่าภาคภูมิใจ

สำหรับหลายคน ชีวิตจึงไม่ใช่การพิชิตยอดเขา แต่เป็นการทำสวนครับ

ใจกว้างกับความผิดของตัวเอง

คำศัพท์หนึ่งในวงการรถมือสองคือ information asymmetry หรือความไม่สมมาตรของข้อมูลระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย

ผู้ขายจะรู้ว่ารถเคยผ่านอะไรมาบ้าง เคยชนมาแล้วกี่หน มีการกรอไมล์หรือไม่ มีปัญหาคาราคาซังอะไรรึเปล่า

ขณะที่คนซื้อนั้นแทบไม่มีสิทธิ์รู้เรื่องเหล่านี้เลยเพราะผู้ขายย่อมไม่ยอมบอก

เมื่อข้อมูลที่มีไม่เท่ากัน คนที่มีข้อมูลมากกว่าจึงมักได้เปรียบกว่า

และเมื่อเป็นเสียอย่างนี้ คนจึงมองตลาดรถมือสองด้วยความคลอนแคลนและสงสัยอยู่เสมอมา


เวลาเราเห็นคนอื่นทำผิด เราจะตัดสินเขาไปก่อนแล้วว่าเขาเป็นคนไม่ดี

แต่พอเวลาเราทำผิดนั้น เรามีข้อมูลครบถ้วน ว่ามีเหตุผลอะไร สถานการณ์บีบคั้นแค่ไหน ทำไมการทำสิ่งนี้จึงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้

เรื่องเดียวกัน คนอื่นทำเราจะบอกว่าผิด พอเราทำเราจะบอกว่ามันเหมาะสมแล้ว

ความสองมาตรฐานนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจาก information asymmetry แต่อีกส่วนหนึ่งนั้นเกิดจากอคติที่เรารักตัวเองมากกว่าคนอื่น

เราจึงมักใจแคบกับความผิดของคนอื่น และใจกว้างกับความผิดของตัวเอง

แต่การใจกว้างกับความผิดของตัวเอง สุดท้ายอาจกลับมาทำร้ายเราในอนาคต

เหมือนนิทานที่ลูกทำผิดเล็กน้อยแล้วพ่อแม่ไม่อบรม พอลูกโตมาเป็นโจรก็แก้ไขอะไรไม่ทันแล้ว

เราจึงควรใจกว้างกับความผิดของคนอื่น เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าเขาต้องเจอกับอะไรบ้าง

ส่วนความผิดของตัวเองนั้นเราควรตรวจสอบอย่างหนัก เพื่อจะได้คานกับความรักตัวเองและข้อมูลมากมายที่เราใช้แก้ต่างและแก้ตัวอยู่เรื่อยมาครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ “สโตอิก ปรัชญาเสริมแกร่งเพื่อชีวิตไม่สั่นคลอน The Little Book of Stoicism” Jonas Salzgeber เขียน วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม แปล สำนักพิมพ์ Be(ing)

สู้ไม่ได้ก็ให้หนี

การ์ตูนที่ผมชอบมากที่สุดคือเรื่อง One Piece มีพระเอกชื่อลูฟี่ที่มีความฝันจะได้เป็นเจ้าแห่งโจรสลัดด้วยการออกหามหาสมบัติ “One Piece” ที่เจ้าแห่งโจรสลัดคนก่อนได้ทิ้งเอาไว้

ฉากหนึ่งที่ตรึงใจที่สุดเกิดขึ้นในหมู่เกาะชาบอนดี้ เมื่อลูฟี่และพวกพ้องโดนพลเรือเอกและไพร่พลของรัฐบาลโลกไล่ต้อน แม้จะพยายามเต็มที่แล้วก็ยังสู้ไม่ได้ ลูฟี่จึงตะโกนบอกทุกคนให้หนีไปให้ไกลที่สุด ไว้ค่อยกลับมารวมตัวกันใหม่ในวันหน้า

คำพูดว่า “หนีไป!” ไม่น่าจะออกจากปากของพระเอกการ์ตูนได้เลย แต่ลูฟี่ก็ทำไปแล้ว คงเพราะเขาเข้าใจสถานการณ์ดีว่าขืนอยู่สู้ต่อไปก็มีแต่ตายกับตายเท่านั้น


หนึ่งในสัญญาณของการเติบใหญ่ คือการประเมินตนเองได้อย่างเที่ยงตรง

เมื่อไหร่ควรพอ เมื่อไหร่ควรไปต่อ เมื่อไหร่ควรไม่ย่อท้อ เมื่อไหร่ควรยกธง

เราอาจถูกสอนมานานว่าการสู้ยิบตาคือคุณธรรมที่น่ายกย่อง และการยอมแพ้หรือการหลบหนีนั้นเป็นเรื่องขี้ขลาด

แต่แท้จริงแล้วการยอมรับว่าตัวเองสู้ไม่ได้อาจต้องใช้ความกล้าหาญเสียยิ่งกว่าการสู้ต่อไปเสียอีก เพราะเขารู้ดีว่าย่อมจะเจอกับคำครหาหรือโดนดูหมิ่นเหยียดหยาม แถมตัวตนงดงามของตัวเองที่เคยวาดไว้ก็ถูกทำลายเสียป่นปี้ แต่เขาก็ยังตัดสินใจที่จะหนีอยู่ดีเพราะว่ามันคือทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้

หนีวันนี้ไม่ใช่เพื่อจะหนีไปตลอด แต่หนีเพื่อไปตั้งหลัก เพื่อไปตั้งสติ เพื่อไปวิเคราะห์ เพื่อปรับปรุง-เปลี่ยนแปลง-ฝึกปรือ

เพื่อจะกลับมาอย่างเข้มแข็งกว่าเดิมและมีโอกาสชนะมากกว่าเดิมครับ

100 ถ้อยคำล้ำลึกจากหนังสือ The Little Book of Stoicism

เดือนนี้ผมเพิ่งได้อ่านหนังสือที่ดีมากๆ เล่มนึงจบไปครับ ให้คะแนน 9 เต็ม 10 เลย

หนังสือมีชื่อว่า The Little Book of Stoicism โดย Jonas Salzgeber ชาวสวิตเซอร์แลนด์ มีฉบับภาษาไทยแล้วโดยสำนักพิมพ์ Be(ing) ภายใต้ชื่อ “สโตอิก ปรัชญาเสริมแกร่งเพื่อชีวิตไม่สั่นคลอน”

คุณวิไลรัตน์ เอมเอี่ยม บรรณาธิการของ a day BULLETIN แปลหนังสือเล่มนี้ออกมาได้อย่างหมดจดงดงาม ผมไฮไลท์ไว้หลายประโยคมากจนน่าจะเป็นหนึ่งในหนังสือที่ผมไฮไลท์มากที่สุดในชีวิตนักอ่าน

เลยขอนำบางถ้อยคำจากหนังสือเล่มนี้มาให้ได้ชิมลาง หากประทับใจก็ตามไปอุดหนุนกันนะครับ เล่มนี้ผมแนะนำเลย

  1. หากไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง จงอย่าทำ ถ้าไม่ใช่ความจริง จงอย่าพูด
  2. สนใจในสิ่งที่ควบคุมได้: ยอมรับไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น และทำมันให้ดีที่สุด
  3. เราจำเป็นต้องปิดช่องว่างระหว่างสิ่งที่เราสามารถทำได้กับสิ่งที่เราทำจริงๆ
  4. ลองจินตนาการถึงตัวตนที่ดีที่สุดของตัวเองดู และแสดงตัวตนสูงสุดของตัวเองออกมาในทุกขณะ
  5. จงเป็นคนรับผิดชอบและกำจัดข้ออ้างทั้งหลายทั้งปวงที่จะไม่ยอมใช้ชีวิตให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
  6. เราไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว แล้วเรายังจะผัดผ่อนอีกหรือ จากนี้ไปให้ใช้ชีวิตเหมือนมนุษย์ที่เติบโตแล้ว
  7. พอเราต้องออกไปเผชิญโลกแห่งความเป็นจริง เราจะล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่ก็เป็นเรื่องที่รับได้ เพราะนั่นคือเหตุผลที่เรามาอยู่ตรงนี้
  8. ไม่มีต้นไม้ใดมีรากหยั่งลึกหากไม่เคยผ่านพายุที่โถมเข้าใส่
  9. บอกตนเองเสียก่อนว่าท่านอยากเป็นอย่างไร จากนั้นจึงทำในสิ่งที่ท่านต้องทำ
  10. “นักปรัชญา” แปลว่า “ผู้รักในปัญญา”
  11. ปรัชญาไม่ใช่สิ่งที่สงวนไว้สำหรับเฒ่าชราปัญญาเลิศ แต่มันเป็นงานฝีมือที่สำคัญสำหรับทุกคนที่ต้องการเรียนรู้การใช้ชีวิต (และคววามตาย)
  12. ศิลปะการใช้ชีวิตนั้นเหมือนมวยปล้ำมากกว่าการเต้นรำ
  13. เพียงเพราะชีวิตตบหน้า เตะ ถ่มน้ำลายใส่ และสาดหมัดจนร่วงลงไปกอง ไม่ได้หมายความว่าเราควรจะยอมแพ้และเดินหนีไป
  14. คนที่ผ่านความทุกข์มานับครั้งไม่ถ้วนจะมีผิวหนังที่ด้านทนต่อความทุกข์ยาก
  15. ไม่ใช่สถานการณ์ที่ทำให้เรามีความสุขหรือทุกข์เศร้า แต่เป็นเพราะการตีความสถานการณ์เหล่านั้นของเราต่างหาก จุดนี้เองที่หอคอยแห่งความแข็งแกร่งจะเกิดขึ้นได้
  16. เหมือนกับที่องุ่นมีชีวิตที่ดีเพราะมีผลผลิตออกมาเป็นลูกองุ่น มนุษย์เราก็จะมีชีวิตที่ดีเมื่อได้เแสดงตัวตนสูงสุดของตัวเองออกมาในแต่ละขณะสู่อีกขณะและต่อไปอีกยังขณะหนึ่งนั่นเอง ไม่ได้มีปัจจัยภายนอกใดๆ เลยที่เกี่ยวข้องกับการมีชีวิตที่ดี ไม่ใช่วิลล่าริมทะเล ไม่แหวนเพชรเม็ดงาม และก็ไม่ใช่อะไรอื่นที่ไม่ได้ถูกฝังอยู่ภายในตัวเราให้เป็นศักยภาพตามธรรมชาติ
  17. คุณธรรมหลัก 4 ประการของชาวสโตอิก ประกอบไปด้วยปัญญา ความยุติธรรม ความกล้าหาญ และวินัย ไม่ว่าจะมาจากศาสนาหรือวัฒนธรรมไหน ก็ย่อมให้คุณค่ากับคุณลักษณะที่ว่านี้
  18. สิ่งใดที่ไม่ได้นำประโยชน์มาให้กับรวงรัง ก็ไม่มีประโยชน์อันใดสำหรับตัวผึ้งเอง สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนอื่นก็ย่อมจะดีที่สุดสำหรับเราเช่นกัน
  19. การมอบอำนาจให้กับสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้คือบ่อเกิดของความทุกข์ใจ
  20. เราสามารถตัดสินใจได้ว่าเหตุการณ์ใดมีความหมายกับเรา และเราจะตอบสนองกับมันอย่างไร
  21. ใครที่ไหนจะมาห้ามเราจากการเป็นคนดีและจริงใจได้
  22. มีแต่เราคนเดียวเท่านั้นที่จะทำลายชีวิตตัวเองได้
  23. หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นราวกับโชคร้าย เราทำได้เพียงแบกรับมันไว้ด้วยจิตใจอันสูงส่ง
  24. ทันทีที่ได้ไพ่มา เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมรับ มันสายเกินไปที่จะเปลี่ยนไพ่ ผู้ชนะไม่ใช่คนที่มีไพ่ดีที่สุด แต่คือคนเล่นไพ่ของตัวเองได้ดีที่สุดตลอดเกมการแข่งขัน หรือตลอดชั่วชีวิตของพวกเขาต่างหาก
  25. ความดีงามสูงสุดหรืออาเรเต้ (areté) เพียงอย่างเดียวก็เพียงพอแล้วสำหรับการมีชีวิตที่ดี และเพราะว่ามันอยู่ภายใต้การควบคุมของเรา จึงทำให้เราต้องรับผิดชอบต่อความเจริญงอกงามของตัวเอง
  26. ความรับผิดชอบนี้จะทำให้เราไม่มีข้ออ้างในการมีชีวิตที่มีความสุข เพราะเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่จะหยุดตัวเราเองจากการบ่มเพาะพฤติกรรมที่ดีงามได้ เราเพียงคนเดียวเท่านั้นที่หยุดยั้งตัวเองไม่ให้มีชีวิตที่ดี
  27. ขณะที่ผลลัพธ์อาจจะถูกยับยั้งจากเหตุการณ์ภายนอกได้ แต่กระบวนการและความตั้งใจของเราล้วนสำเร็จเสร็จสิ้นในปัจจุบันขณะ
  28. “ผู้มีปัญญามองไปที่เป้าประสงค์ของทุกการกระทำ ไม่ใช่ผลที่ตามมา การเริ่มต้นอยู่ในอำนาจของเรา แต่โชคชะตาจะตัดสินสิ่งที่ตามมา และข้าพเจ้าก็ไม่ยินยอมให้มันตัดสินตัวข้าพเจ้า” – เซเนกา
  29. การเปลี่ยนเหตุการณ์ภายนอกเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ การเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อเหตุการณ์นั้นเป็นไปได้
  30. เมื่อความหลงเข้าควบคุมพวงมาลัย เหตุผลก็ถูกจับมัดและโยนเข้ากระโปรงท้ายรถไป
  31. เป็นเรื่องไร้เหตุผลสิ้นดีที่เราจะกลัวในสิ่งที่ไม่มีอันตราย
  32. ไม่ใช่ทุกคนที่จะจ้องตากับความกลัวและกล้าลงมือทำไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
  33. “ให้ปรัชญาขัดเกลาความผิดของท่าน ดีกว่าใช้มันเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ความผิดของผู้อื่น” – เซเนกา
  34. “เราคล่องแคล่วและชำนาญยิ่งในห้องเรียน แต่ทดสอบเราด้วยการปฏิบัติจริงสิ ท่านจะพบว่าพวกเราคือเรืออัปปางอันน่าเวทนา” – เอพิคเตตัส
  35. เราไม่ได้เกิดมาเพื่อความสุขสบาย ชีวิตไม่ควรจะมีแต่เรื่องง่ายๆ
  36. “ท่านคิดว่าเฮอร์คิวลีสจะกลายเป็นอะไรหากไม่มีสิงโต ไม่มีอสูรไฮดร้า กวางไพร หรือหมีป่า และไม่มีอาชญากรเถื่อนให้กำราบ เขาจะได้ทำอะไรบ้างหากปราศจากความท้าทายเหล่านั้น” – เอพิคเตตัส
  37. “ข้าพเจ้าบอกได้ว่าท่านนั้นไร้โชคอย่างยิ่ง เพราะท่านไม่เคยใช้ชีวิตผ่านความโชคร้ายมาก่อน ท่านผ่านพ้นชีวิตมาโดยปราศจากคู่ต่อสู้ จึงไม่มีใครเคยรู้ว่าท่านมีความสามารถอะไรบ้าง แม้แต่ตัวท่านเองก็ไม่รู้” – เซเนกา
  38. อย่าโยนผ้ายอมแพ้ตั้งแต่เห็นเค้าลางของความยากลำบาก
  39. ไม่ใช่อุปสรรคหรอกที่น่ากลัว แต่เป็นวิธีที่เรามองมันต่างหาก
  40. “อันตรายก็คือคุณจะใช้วันคืนไปกับการตามหาสิ่งที่ไร้ค่า ดังนั้นจึงทำให้ชีวิตคุณไร้ค่า” -วิลเลียม เออร์วิน
  41. วินัยในตนเองก็เหมือนกล้ามเนื้อ ยิ่งเราใช้มันเท่าไหร่ เราก็แข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น
  42. ถ้าเราทำมันในวันนี้ ก็เป็นไปได้ว่าเราจะทำอีกในวันพรุ่งนี้ ถ้าเราไม่ได้ทำมันตั้งแต่วันนี้ ก็มีโอกาสน้อยมากที่เราจะทำในวันรุ่งขึ้น
  43. จงย้ายฝั่งจากเหยื่อที่เอาแต่พร่ำบ่นมาเป็นผู้กำหนดที่มีความรับผิดชอบ
  44. “เมื่อท่านจุมพิตบุตรและภรรยา จงบอกตัวเองซ้ำๆ ว่า ‘ข้ากำลังจูบผู้ต้องจากไป'” -เอพิคเตตัส
  45. เรียนรู้ที่จะมีความสุขกับผู้คนและสิ่งของโดยไม่ยึดติดและอาลัยอาวรณ์
  46. Memento mori – จำไว้ว่าสักวันเราต้องจากไป
  47. ให้คิดว่าทุกอย่างที่เรามีเป็นของที่ยืมมา เพื่อนสนิท คู่ชีวิต ลูกๆ เจ้าแมวเหมียว สุขภาพ สถานภาพ รถยนต์ แล็ปท็อป เขาให้เรายืมมาทั้งนั้น เราต้องตระหนักสิ่งนี้ไว้ และรู้ว่าสักวันผู้ยืมจะอยากได้ของคืน เมื่อนั้นโชคร้ายจะเล่นงานเราเบาลง
  48. “ชะตากรรมจะร่วงหล่นลงมาอย่างหนักหนาสำหรับคนไม่คาดหวัง แต่คนที่จับตาดูอยู่เสมอจะรับมือได้อย่างง่ายดาย” – เซเนกา
  49. ใช้เวลาห้านาทีทุกคืนนั่งทบทวนอย่างมีสติถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้และมองย้อนถึงการกระทำของคุณ อะไรที่คุณทำได้ดี อะไรที่ทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร แล้วคุณจะปรับตัวเองในครั้งหน้าอย่างไร
  50. จำสิ่งนี้ไว้ให้ขึ้นใจ – จงมีเมตตากับตัวเองเสมอ
  51. “จำไว้ว่าท่านคือนักแสดงในบทละครที่ถูกกำหนดมาโดยผู้ประพันธ์ ถ้าเรื่องนั้นสั้น มันก็สั้น ถ้าเรื่องนั้นยาว มันก็ยาว ถ้าหากเขาต้องการให้ท่านเล่นเป็นขอทาน ก็จงเล่นบทนั้นให้ดีเลิศ…แสดงบทบาทที่ได้รับมอบหมายมาให้ดี แต่การเลือกบทเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับผู้อื่น” – เอพิคเตตัส
  52. เป็นไปได้ว่าคุณอาจเป็นลูกสาวที่ดี แต่พ่อของคุณไม่ใช่พ่อที่ดี เขาอาจจะเล่นบทของเขาได้ไม่ดี แต่นั่นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคุณ ทำหน้าที่ของการเป็นลูกสาวให้สมบูรณ์แม้ว่าเขาจะไม่ได้ทำหน้าที่พ่อที่ดี เพราะท้ายที่สุดก็คือความพ่ายแพ้ของเขา เขาทำลายตัวเองด้วยการทำในสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติ แต่ถ้าคุณพยายามทำให้พ่อเจ็บปวดบ้าง คุณก็จะไม่บรรลุหน้าที่ของการเป็นลูกสาว เล่นบทบาทของตัวเองให้ดี แม้คนอื่นจะไม่ทำแบบนั้นก็ตาม
  53. เราไม่เคยตระหนักถึงเม็ดทรายของเวลาในขวดแก้วชีวิตที่กำลังร่วงไหลลงมา
  54. “แม้แต่สิ่งที่เล็กน้อยที่สุดที่เราทำก็ควรจะรู้ว่าจุดหมายที่ทำคืออะไร” – มาร์คัส ออเรเลียส
  55. “คนที่ตื่นเต้นดีใจกับการมีชื่อเสียงโด่งดังลืมเลือนไปว่า คนที่จะจดจำเขาได้ย่อมจากไปในอีกไม่ช้า และคนที่อยู่หลังจากนั้นก็จะตายตามไปเช่นกัน” – มาร์คัส ออเรเลียส
  56. เราไม่ควรมองหาคำขอบคุณหรือการยอมรับสำหรับการทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพราะการทำสิ่งที่ถูกต้องย่อมเป็นรางวัลในตัวมันเองอยู่แล้ว
  57. “รับมาโดยไม่แยแส ปล่อยไปอย่างไร้ผูกพัน” – มาร์คัส ออเรเลียส
  58. มากไม่ได้หมายความว่าดีกว่า การได้มาเปล่าๆ ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีราคาต้องจ่าย
  59. “ไม่มีใครมีอำนาจมากพอที่จะได้ทุกสิ่งที่ต้องการ แต่พวกเขามีอำนาจมากพอที่จะไม่ต้องการในสิ่งที่พวกเขาไม่มี” – เซเนกา
  60. อย่าใช้เวลาไปกับเรื่องที่ไม่สำคัญ เพราะยิ่งเราใช้เวลากับสิ่งไหนมากเท่าไหร่ มันก็จะกลายเป็นเรื่องที่สำคัญกับเรามากเท่านั้น ในขณะเดียวกัน สิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง เช่นครอบครัว เพื่อนฝูง คำมั่นสัญญา การเผยตัวตนที่ดีงามสูงสุดของเราออกมา จะกลายเป็นสิ่งที่สำคัญน้อยลงเรื่อยๆ เพราะเราใช้เวลากับมันน้อยนั่นเอง
  61. ถ้าท่านอยากพัฒนาตัวเอง จงทำตัวเป็นคนโง่ในเรื่องที่ไม่ได้สลักสำคัญ
  62. ทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดคือคุณลักษณะของตนเอง
  63. เวลาว่างของเราก็หมดไปกับกิจกรรมที่เราทำไปเรื่อยเปื่อยเพื่อจะทำให้ตัวเองด้านชาไม่รับรู้อะไร
  64. “ไม่ใช่ว่าเรามีเวลาของชีวิตสั้นเกินไปหรอก แต่เพราะเราเสียเวลาเปล่าๆ มากไปต่างหาก” – เซเนกา
  65. ระวังที่จะกลายเป็นคนแก่ที่ไม่มีเครื่องพิสูจน์คุณวุฒิอะไรนอกจากอายุและผมหงอกขาว
  66. “มันเป็นไปได้ที่คนคนหนึ่งจะมีชีวิตที่ยาวนานแต่ใช้ชีวิตได้น้อยเหลือเกิน” – เซเนกา
  67. “เป็นไปไม่ได้ที่เราจะเรียนรู้สิ่งที่เราคิดว่าเรารู้อยู่แล้ว” – มาร์คัส ออเรเลียส
  68. สิ่งต่างๆ ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อทำร้ายเรา มันก็แค่เกิดขึ้นเท่านั้นเอง
  69. เราถูกฉุดรั้งด้วยความกลัว เราถูกทำให้พิกลพิการด้วยสิ่งที่ไม่จริง
  70. คนที่ไม่อยากได้อะไรนอกเหนือความควบคุมของตัวเองจะไม่มีความกังวลเลย
  71. ความกลัวจะเพิ่มพูนขึ้นเมื่อเราไม่มองมันตรงๆ
  72. สิ่งที่เป็นสาเหตุของความกลัวไม่ใช่เรื่องจริง แต่ผลที่ตามมามันจะจริงเอามากๆ และขวางทางเราไว้ เราคือคุณที่กำลังฉุดรั้งตัวเองอย่างแท้จริง
  73. จงเป็นจักรพรรดิของชีวิตตัวเอง คนที่ประสบความสำเร็จล้วนแต่ทำในสิ่งที่ต้องทำให้เสร็จไม่ว่าเขาจะอยากทำหรือไม่ก็ตาม
  74. “เหตุผลเท่านั้นที่จะทำให้น้ำตาของเราหยุดไหล เพราะโชคชะตาจะไม่ทำเช่นนั้น” – เซเนกา
  75. “แตงกวาขมไปหรือ โยนมันทิ้งไปเสีย มีขวากหนามขวางทางหรือ ก็เดินอ้อมมันไป นั่นคือทั้งหมดที่ท่านจำเป็นต้องรู้ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น อย่าเรียกร้องต้องรู้ให้ได้ว่า ‘ทำไมสิ่งนั้นจึงเกิดขึ้น’ คนที่เข้าใจโลกจะหัวเราะเยาะ เหมือนที่ช่างไม้หัวเราะถ้าคุณประหลาดใจที่เจอขี้เลื่อยในโรงไม้ของเขา หรือแปลกใจกับเศษหนังเหลือใช้ที่กระจายเกลื่อนไปทั่วในโรงผลิตรองเท้า” – มาร์คัส ออเรเลียส
  76. ผู้มีปัญญาย่อมมั่นใจได้ว่าสิ่งที่เกิดจะไม่มีอะไรอยู่เหนือความคาดหมาย เราไม่ควรประหลาดใจกับอะไรทั้งนั้น โดยเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นให้เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
  77. “อันตรายใหญ่หลวงนั้นคือการพูดถึงสิ่งที่ตัวเองได้เรียนรู้มา เพราะท่านอาจสำรอกในสิ่งที่ยังไม่ได้ย่อย” – เอพิคเตตัส
  78. โรคภัยไข้เจ็บเป็นอุปสรรคต่อร่างกาย แต่ไม่ใช่ต่อความมุ่งมั่น
  79. แรงลมจะช่วยโหมกองเพลิง แต่จะดับเปลวเทียน
  80. “ถ้ามีใครโยนร่างกายของท่านไปให้ใครสักคนที่เดินผ่านไป ท่านก็คงโกรธมาก แต่ท่านกลับยกจิตใจของตัวเองใส่มือใครก็ตามที่ผ่านมา เพื่อให้เขาทำร้ายท่าน ทำให้ท่านคับข้องและสับสน ท่านไม่อายบ้างหรือ” – เอพิคเตตัส
  81. ในชั่วขณะที่แสนโกลาหล มักเป็นเรื่องง่ายที่เราจะหลุดความสนใจจากงานที่อยู่ตรงหน้า และหลงใหลไปในความมหาศาลของชีวิต
  82. “ไม่มีใครสูญเสียอดีตหรืออนาคตได้ เพราะคนเราจะถูกพรากจากสิ่งที่ไม่ใช่ของเขาได้อย่างไร” – มาร์คัส ออเรเลียส
  83. “ปัจจุบันขณะไม่อาจทำให้คุณทุกข์ทรมานได้” – เซเนกา
  84. จำเอาไว้ว่าชีวิตเอื้อเฟื้อแก่เราแค่ไหน เราไม่จำเป็นต้องมีข้าวของมากขึ้น เราต้องมีน้อยลงเราถึงจะเป็นอิสระ
  85. “อย่าเอาใจของท่านไปผูกอยู่กับสิ่งที่ท่านไม่ได้เป็นเจ้าของ…แต่ให้ขอบคุณสิ่งที่เป็นของท่านจริงๆ และคิดดูว่าท่านจะปรารถนามันมากเพียงใดหากมันไม่ได้เป็นของท่านในตอนนี้” – มาร์คัส ออเรเลียส
  86. “เมื่อสิ่งใดถูกพรากไป จงพร้อมที่จะปล่อยมือทันที และจงขอบคุณช่วงเวลาที่ท่านเคยมีมัน” – เอพิคเตตัส
  87. ครั้งต่อไปหากมีสิ่งที่ไม่สบายใจเกิดขึ้นกับคุณ ลองจินตนาการว่ามันเกิดขึ้นกับคนอื่นดู ถามตัวเองว่าคุณจะตอบสนองอย่างไรเมื่อเรื่องเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับชารอน เพื่อนร่วมงานของคุณ ถ้ามันไม่ใช่เรื่องคอขาดบาตตายเมื่อมันเกิดขึ้นกับชารอน มันก็ย่อมจะไม่คอขาดบาดตายกับคุณเช่นกัน
  88. เตือนตัวเองเอาไว้ว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเราไม่ใช่เรื่องพิเศษ คนนับร้อยเคยประสบมันมาก่อนเรา และคนอีกนับร้อยก็จะเจอแบบเดียวกันเมื่อเราจากไป
  89. “ความหยาบคายที่สุด ความใจร้ายที่สุด และความโหดร้ายที่สุด ล้วนแต่เป็นหน้ากากปิดบังความอ่อนแอที่อยู่ลึกที่สุด” – ไรอัน ฮอลิเดย์
  90. สิ่งที่ทำให้รู้สึกถูกใจ ส่วนใหญ่ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องที่ควรทำ
  91. “เมื่อไหร่ก็ตามที่ท่านตำหนิการกระทำผิดของผู้อื่น จงย้อนกลับมาดูความล้มเหลวแบบเดียวกันนั้นของท่านทันที…เมื่อเราคิดได้แบบนี้เราจะลืมความโกรธเคืองไปอย่างรวดเร็ว” – มาร์คัส ออเรเลียส
  92. จงเป็นผู้ให้อภัย แม้ว่าคนอื่นจะไม่ให้อภัยเราก็ตาม
  93. จงอดทนและอ่อนโยนกับคนอื่นๆ เพราะคุณเองก็อยู่ในจุดเดียวกับเขามาก่อนเมื่อไม่นานมานี้เอง
  94. อย่าหวังให้ผู้คนไม่ทำผิด แต่จงขอความแข็งแกร่งในการอดทนอดกลั้นและให้อภัยเขา
  95. ปล่อยคนอื่นให้อยู่กับความผิดพลาดของเขาไป ไม่มีข้อใหนในปรัชญาสโตอิกที่ให้เราหาญกล้าไปตัดสินพวกเขา เราทำได้เพียงยอมรับและรักพวกเขาในแบบที่พวกเขาเป็น ใส่ใจในสิ่งที่อยู่ภายในตัวเอง แค่นั้นก็มากพอแล้วที่จะพัฒนาตัวเราเอง
  96. ท่านจะรออีกนานเพียงใดกัน จึงจะเรียกร้องสิ่งที่ดีที่สุดจากตัวเอง
  97. ถามตัวเองดูว่า “ฉันอยากจะเป็นคนแบบไหนในโลกใบนี้” แล้วก็ใช้ชีวิตแบบนั้นเสีย
  98. ก็แค่ทำสิ่งที่ดีไปทีละเรื่อง
  99. หนึ่ง อย่าหงุดหงิด สอง ทำในสิ่งที่ถูกต้อง เท่านั้นเอง
  100. ถึงเวลาที่จะเป็นในแบบที่คุณอยากเป็นแล้ว วันนี้เลย ไม่ใช่พรุ่งนี้

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ “สโตอิก ปรัชญาเสริมแกร่งเพื่อชีวิตไม่สั่นคลอน The Little Book of Stoicism” Jonas Salzgeber เขียน วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม แปล สำนักพิมพ์ Be(ing)