บรรยากาศแบบนี้จะลงทุนอะไรดี

วันนี้ Bitcoin มูลค่าต่ำกว่า $20,000 ลดลงมา 60% เมื่อเทียบกับตอนต้นปี

ไม่ใช่แค่คริปโตอย่างเดียว แต่ราคาหุ้นส่วนใหญ่ก็ตกลงมาอย่างมากเช่นกัน

สวนทางกับราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่สูงขึ้น แถมเงินเฟ้อในประเทศไทยปี 65 อาจจะเกือบ 6% สูงที่สุดในรอบ 24 ปี

เมื่อถือเงินสดก็เจอเงินเฟ้อ เมื่อจะช้อนหุ้นหรือบิตคอยน์ก็กลัวช้อนหัก แล้วเราควรจะลงทุนอะไรดี?

นี่คือคำถามที่มีคนถาม Ken Honda ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับความมั่งคั่ง โดยหนังสือของเขาขายไปแล้ว 8 ล้านเล่ม

ตอนแรกผมนึกว่าฮอนดะจะตอบว่า ให้ลงทุนในความรู้ เหมือนที่ปู่บัฟเฟตต์หรือลงทุนแมนแนะนำ

แต่คำตอบของฮอนดะทำให้ผมแปลกใจพอสมควร

ฮอนดะแนะนำให้เราลงทุนในความสัมพันธ์ครับ

นัดเจอเพื่อน เลี้ยงกาแฟ เลี้ยงข้าวเพื่อนบ้าง หากเพื่อนมีปัญหาอะไรที่เราพอจะช่วยได้ ก็จงช่วยเขา

เช่นกัน หากเรามีลูกค้าหรือพาร์ทเนอร์ ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ดีในการแสดงน้ำใจ เพราะน้ำใจที่ได้รับในช่วงที่ยากลำบากนั้นย่อมถูกจดจำไปได้ยาวนาน

เมื่อเรามีความสัมพันธ์ที่ดี มีเพื่อนแท้ มีลูกค้าที่เห็นน้ำใจกัน พอถึงวันที่เราลำบาก เราก็จะได้รับน้ำใจจากคนเหล่านี้เช่นกัน

ตอนนี้พวกเราเริ่มกลับมาเจอกันได้แล้ว ผมเองก็กำลังทยอยนัดเจอเพื่อน เพื่อนรุ่นพี่ ผู้ใหญ่ และใครอีกหลายคนที่อยากเจอมานาน ปากบอกว่าจะเอาหนังสือเล่มใหม่ไปฝาก* แต่จริงๆ แล้วเพียงแค่อยากจะพบเจอพูดคุยหลังจากที่ต้องเก็บตัวอยู่ที่บ้านกันมาเป็นแรมปี

ในสถานการณ์แบบนี้ การลงทุนในความสัมพันธ์อาจเป็นเรื่องที่เข้าท่าที่สุดจริงๆ ก็ได้นะครับ


* Love Me Love My Job งานที่ใช่หาง่ายกว่าที่คิด วางขายวันที่ 21 มิถุนายนครับ

ขอบคุณประกายความคิดจาก Ken Honda – The School of Greatness Podcast by Lewis Howes (นาทีที่ 1:11:15)

นิทานบรรณารักษ์

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เมื่อสามเดือนที่แล้ว ฉันกับสามีย้ายมาอยู่เมืองเล็กๆ ในรัฐแมสซาชูเซตส์

ฉันบ่นให้เพื่อนบ้านคนใหม่ของฉันฟังว่า ห้องสมุดของที่นี่บริการค่อนข้างแย่

สัปดาห์ต่อมา ฉันกลับไปห้องสมุดอีกครั้ง บรรณารักษ์เก็บหนังสือ 2 เล่มเอาไว้ให้ฉัน และยังเก็บหนังสือชีวประวัติที่เพิ่งตีพิมพ์ไว้ให้สามีฉันด้วย แถมเธอดูจะดีใจที่ฉันกลับมาใช้บริการ

เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันเลยเล่าความเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือให้เพื่อนบ้านคนเดิมฟัง

“คุณไปบอกบรรณารักษ์เหรอว่าฉันบ่นเรื่องบริการที่ห้องสมุด?”

“เปล่าเลย” เธอสารภาพ “หวังว่าคุณจะไม่โกรธนะ จริงๆ แล้วฉันบอกกับบรรณารักษ์ว่าคุณกับสามีชื่นชมเธอเป็นอย่างมากที่สร้างห้องสมุดที่ยอดเยี่ยมในเมืองเล็กๆ แบบนี้ และคุณก็ชมด้วยว่าเธอมีรสนิยมในการเลือกหนังสือเข้าห้องสมุด”


ขอบคุณนิทานจาก James Clear’s Newsletter: 3-2-1: Key questions in life, small improvements, and generalists and specialists

ความอ่อนน้อมถ่อมตนคือเครื่องรางสำหรับความโชคดี

โดยเฉพาะในบริบทของคนเอเชีย ผมคิดว่าความอ่อนน้อมถ่อมตนทำให้เรามีเสน่ห์มากขึ้นอย่างน้อย 20%

แต่ต้องเป็นความอ่อนน้อมที่อยู่ในตัวตนจริงๆ ไม่ใช่การเสแสร้งแกล้งทำนะครับ เพราะของแบบนี้มันดูออกง่ายมาก

ความอ่อนน้อมทำให้คนหนึ่งคนดูน่ารัก เมื่อน่ารัก อีกคนก็เปิดใจ เมื่อเปิดใจ ก็พร้อมจะหยิบยื่นสิ่งดีๆ ให้คนที่อ่อนน้อม

คนอ่อนน้อมจึงมักจะได้อะไรดีๆ เข้ามาในชีวิตโดยไม่คาดคิดเสมอ

ที่สำคัญความอ่อนน้อมนั้นเป็นสิ่งที่ใครก็ทำได้ โดยไม่ต้องมีต้นทุนใดๆ ทั้งสิ้น

แต่แม้จะทำได้โดยง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ (simple but not easy) ยิ่งเราเก่งเท่าไหร่ยิ่งทำได้ยากขึ้นเท่านั้น ยิ่งเราแก่เท่าไหร่ยิ่งทำได้ยากขึ้นเช่นกัน

ดังนั้นคนเก่งที่อ่อนน้อมหรือคนแก่ที่อ่อนน้อมจึงเป็นสิ่งที่หาได้ยาก แต่ถ้าเป็นได้คนจะเห็นคุณค่ามาก

มาพก “ความอ่อนน้อมถ่อมตน” เป็นเครื่องรางสำหรับความโชคดีกันนะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ 心。หัวใจ KOKORO พลังที่เป็นความหมายของชีวิต อินาโมริ คาซุโอะ เขียน

คิดมากไปให้เขียน คิดน้อยไปให้อ่าน

“If you’re overthinking, write. If you’re underthinking, read.”
-@AlexAndBooks_

คนเรานอกจากจะต้องการ work-life balance แล้ว ผมคิดว่าเรายังต้องการ input-output balance ด้วย

Input คือสิ่งที่เราเสพ output คือสิ่งที่เราสร้าง

ถ้าเราเสพอย่างเดียว ทุกอย่างก็จะอยู่ในหัว แต่เราไม่อาจสร้างคุณค่าได้

ถ้าเราสร้างอย่างเดียว ไม่เสพอะไรเลย สักวันเชื้อเพลิงก็หมด เมื่อเชื้อเพลิงหมด จะจุดอะไรก็ไม่ติด

ดังนั้นเราต้องหาจุดสมดุลให้เจอ ถ้ามีสิ่งที่อยู่ในหัวมากเกินไป เราควรจะปล่อยมันออกมา และถ้าเจอทางตันหรือคิดอะไรวนหลูป แสดงว่าเราต้องสรรรหาเชื้อเพลิงใหม่ๆ

คิดมากไปให้เขียน คิดน้อยไปให้อ่านครับ

กาลครั้งหนึ่ง หนังสือ Sapiens เคยขายไม่ออก

Sapiens: A Brief History of Humankind ที่เขียนโดย Yuval Harari เป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2016 สำหรับผม จนผมตัดสินใจเขียนถึง Sapiens ลงบล็อกนี้ทุกวันอาทิตย์ติดต่อกันถึง 20 ตอน

Sapiens ขายไปแล้วอย่างน้อย 20 ล้านเล่ม และถ้านับรวมหนังสือทุกเล่มของ Harari ก็ขายไปแล้วกว่า 40 ล้านเล่ม

แต่ทราบมั้ยครับว่า Sapiens นั้นเคยเป็นหนังสือที่ขายไม่ออก และเราเกือบจะไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้กันแล้วด้วยซ้ำ

Tim Ferriss ผู้เขียนหนังสือ 4-Hour Workweek และนักจัดพอดแคสต์ชื่อดัง เคยถาม Harari ว่า “ความล้มเหลวอันไหนที่กลายมาเป็นบันไดสู่ความสำเร็จของคุณในภายหลัง? มีความล้มเหลวที่คุณชอบมากที่สุดมั้ย?” – How has a failure, or apparent failure, set you up for later success? Do you have a favorite failure of yours?

นี่คือคำตอบของ Harari ครับ

“หลังจากที่ผมตีพิมพ์หนังสือ Sapiens ในภาษาฮีบรูจนเป็นหนังสือขายดีในอิสราเอลแล้ว ผมก็คิดว่าคงไม่ยากเกินไปนักที่จะตีพิมพ์เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษด้วย

ผมแปลหนังสือด้วยตัวเอง แล้วก็ส่งต้นฉบับไปให้หลายสำนักพิมพ์ได้พิจารณา แต่ทุกเจ้าปฏิเสธผมกลับมาแบบไม่มีเยื่อใย ผมยังเก็บจดหมายปฏิเสธจากสำนักพิมพ์ใหญ่เจ้าหนึ่งเอาไว้อยู่เลย เพราะข้อความในจดหมายนั้นเขาเขียนแรงเป็นพิเศษ

จากนั้นผมก็เลยพิมพ์เองและขายเอง (self-publish) บน Amazon แต่คุณภาพหนังสือนั้นแย่มาก หนังสือขายได้แค่ไม่กี่ร้อยเล่มเท่านั้น มันทำให้ผมหงุดหงิดอยู่นานเลยทีเดียว

แล้วผมจึงได้ข้อสรุปว่า การทำอะไรด้วยตัวคนเดียวนั้นไม่น่าจะเวิร์ค และแทนที่จะหาทางลัด ผมควรจะยอมไปทางอ้อมและพึ่งมืออาชีพมากกว่า

Itzik สามีของผม [Harari เป็น LGBTQ+] นั้นทำธุรกิจเก่งกว่าผมมาก เขาก็เลยเข้ามาดูแลโปรเจ็คนี้แทน เขาติดต่อเอเย่นต์หนังสือที่เก่งสุดยอดชื่อ Deborah Harris ซึ่งแนะนำให้เรารู้จักบ.ก.มือฉมังอย่าง Haim Watzman ซึ่งมาช่วยผมเขียนและเกลาต้นฉบับ จากการช่วยเหลือของเขาทั้งคู่ ทำให้เราได้ทำสัญญากับ Harvill Secker ซึ่งอยู่ในค่าย Random House และ Michal Shavit ที่เป็นบ.ก.ของที่นั่นก็ช่วยเกลา Sapiens ให้เนียนขึ้นไปอีก และเราก็จ้าง PR agency อิสระที่ดีที่สุดในอังกฤษอย่าง Riot Communications มาช่วยโปรโมตหนังสือให้เรา

ผมตั้งใจเอ่ยชื่อทุกคน เพราะถ้าไม่ได้ความช่วยเหลือจากทีมงานมืออาชีพเหล่านี้ Sapiens ก็ไม่มีทางที่จะเป็นหนังสือขายดีไปทั่วโลกได้ ถ้าไม่มีพวกเขา Sapiens ก็จะเป็นเพียงเพชรที่ยังไม่ได้ถูกเจียรไนและคงไม่ต่างจากหนังสือชั้นดีอีกมากมายที่ไม่มีใครรู้จัก

จากความล้มเหลวในครั้งนั้น ทำให้ผมเข้าใจว่าตัวเองมีข้อจำกัดตรงไหน ทำให้ผมเข้าใจถึงความสำคัญของการขอความช่วยเหลือจากคนเก่งๆ แทนที่จะหาทางลัดสู่ความสำเร็จด้วยตัวเอง


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Tribe of Mentors by Tim Ferriss

อ่านสรุป Sapiens ทั้ง 20 ตอน