15 วิธีลดความน่าเชื่อถือในที่ทำงาน

1. เอาปัญหาไปให้หัวหน้าโดยไม่บอกแนวทางแก้ไข

2. รอให้หัวหน้าบอกว่าต้องทำอะไร

3. ปล่อยให้หัวหน้ามาตามงานและคอยเตือนว่าต้องทำอะไรบ้าง

4. ไม่สนใจภาพใหญ่ ก้มหน้าก้มตาทำแต่งานของตัวเอง

5. ถามเจ้านายว่าเมื่อไหร่จะได้โปรโมตซักที

6. เขียนเมลยืดยาวอ้อมค้อม

7. นินทาเพื่อนร่วมงาน สร้างดราม่า ยุแยงตะแคงรั่ว

8. ทำให้เจ้านายแปลกใจ…ด้วยข่าวร้าย…ในจังหวะที่จวนตัว…และแก้ไขอะไรไม่ทันแล้ว

9. ขอให้ทบทวนเรื่องที่ได้ตัดสินใจไปแล้ว

10. ไม่ยอมเล่าข้อเท็จจริงที่อาจทำให้ดูไม่ดี

11. โทษคนอื่นในความผิดพลาดของตัวเอง

12. รับปากเมื่ออยู่ต่อหน้า ต่อว่าเมื่ออยู่ลับหลัง

13. บอกหัวหน้าว่างานนี้ไม่ใช่หน้าที่ของตน

14. ฟังฟีดแบ็คของหัวหน้า จากนั้นก็ไม่เอาไปทำอะไร

15. เข้าประชุมสาย ทำหลายอย่างพร้อมกัน ทำให้คนอื่นๆ เสียสมาธิ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Impact Players by Liz Wiseman

7 คอนเซ็ปต์น่าสนใจจากหนังสือ “ผู้นำคนนั้นสอนให้รู้ว่า…”

ผมเพิ่งได้อ่านหนังสือเล่มล่าสุดของคุณท้อฟแห่งเพจ “ท้อฟฟี่ แบรดชอว์

ชื่อหนังสือคือ “ผู้นำคนนั้นสอนให้รู้ว่า…”

นอกจากสไตล์การเขียนที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมจะเห็นจากหนังสือของคุณท้อฟเสมอคือคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจ บางอันก็เคยผ่านหูผ่านตา บางอันก็เป็นเรื่องใหม่สำหรับผม อาจเป็นเพราะคุณท้อฟเคยทำงานสาย agency มาก่อน เลยผลักดันให้ต้องอ่านเยอะ ศึกษาเยอะ ทำให้มี “วิชา” จากหลายแขนงที่มาเจอจุดตัดในงานเขียนของคุณท้อฟพอดี

เลยขอนำบางคอนเซ็ปต์จากหนังสือ “ผู้นำคนนั้นสอนให้รู้ว่า…” มาไว้ตรงนี้นะครับ

1. Cognitive Dissonance

เมื่อเจอสถานการณ์ที่ข้อมูลไม่ตรงกับความคิดของเรา เราจะเกิดความขัดแย้ง ความอึดอัด เราจึงต้องหาเหตุผลบางอย่างมาเพื่อรักษาความเชื่อของเราเอาไว้ ความน่ากลัวก็คือมันจะผลักดันให้เราคว้าเหตุผลอะไรก็ได้มาสนับสนุนความเชื่อของตัวเอง แม้ว่าเหตุผลนั้นจะไม่ถูกต้องก็ตาม

2. Backfire Effect

เมื่อเราปักใจเชื่ออะไรบางอย่างแล้ว แม้จะเจอหลักฐานที่น่าเชื่อถือมากกว่า เรากลับปัดมันตกไป (เพราะว่าถ้าเอาเข้ามาคิดต่อมันจะก่อให้เกิด cognitive dissonance) แล้วเราก็พยายามสรรหาเหตุผลต่างๆ นานามาตอกย้ำความเชื่อเดิมของตัวเองให้ฝังรากลึกยิ่งขึ้น

3. Healthy Ego vs Unhealthy Ego

อีโก้ที่ดีต่อการใช้ชีวิต คือ “ฉันมีดี”

อีโก้ที่จะทำให้ชีวิตลำบาก คือ “ฉันมีดีกว่าคุณ”

4. One Man Army

คือผู้นำสไตล์ข้ามาคนเดียว ชอบเคลมว่าผลงานทุกอย่างเป็นของตัวเอง ดังนั้นผู้คนควรจะขอบคุณเขา

เมื่อไม่ให้เกียรติคนทำงาน ก็เลยไม่ค่อยมีใครอยากจะร่วมมือหรือให้ความช่วยเหลือเท่าไหร่ ปล่อยให้พี่แกเหนื่อยไปคนเดีย;

5. Wish vs Hope

สองคำนี้แปลว่า “หวัง” เหมือนกัน แต่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

Wish คือหวังแบบขอพร หวังว่ามันจะเกิดขึ้นด้วยโชคชะตาหรือสิ่งศักด์สิทธิ์บันดาล หากมันไม่เกิดก็เพราะว่าโชคไม่เข้าข้างหรือยังขอไม่ถูกวิธี

Hope นั้นจะมี How สนับสนุน มีที่มาที่ไป มีการตั้งเป้าหมายและมีวินัยที่จะทำเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น Hope จึงเป็นความหวังที่เกิดจากการลงมือทำจริง

6. Blind Optimism

เมื่อ wish จนเคยตัว ก็อาจเกิดอาการ “มองโลกในแง่ดีทิพย์” คือเห็นอยู่ว่ามันไม่ดี แต่หลอกตัวเองว่ามันดีแล้ว หรือมีความงดงามฝังอยู่ในความเลวร้าย เห็นอยู่ว่าพายุกำลังจะมา แต่ไม่กลับมาดูว่าบ้านตัวเองแข็งแรงดีมั้ย แต่บอกตัวเองว่าไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม บ้านของฉันโอเค และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมคุ้มครองคนด

7. Equality Act

คือกฎหมายว่าด้วยความเท่าเทียมทางเพศเพื่อปกป้องสิทธิของชาวอเมริกันที่เป็น LGBTQ (Lesbian, Gay, Bisexual, Transgender, Queer)

หากกฎหมายนี้ผ่านสภาคองเกรส จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำของกลุ่ม LGBTQ ทั้งในแง่การจ้างงาน การจัดหาที่อยู่อาศัย การจัดสรรทรัพยากรสาธารณะ และอีกหลายแง่มุมในชีวิต ซึ่งกฎหมายแบบนี้แทบไม่มีการพูดถึงในเมืองไทยเลย


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ “Leadership/Leader-shit ผู้นำคนนั้นสอนให้รู้ว่า…” โดยท้อฟฟี่ แบรดชอว์

นิทานหมากล้อม

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีแม่ทัพคนหนึ่งที่เล่นหมากล้อมเก่งมาก

แม่ทัพกำลังจะไปออกรบและผ่านบ้านเล็กๆ หลังหนึ่ง

มีป้ายแขวนไว้ว่า “นักหมากล้อมอันดับ 1 ของประเทศ”

แม่ทัพไม่เชื่อ จึงเข้าไปหาเจ้าของบ้านและขอเล่นด้วย

ปรากฎว่าเจ้าของบ้านแพ้ทั้ง 3 กระดาน

แม่ทัพหัวเราะ “แกเอาป้ายลงได้แล้ว”

แล้วแม่ทัพก็ไปออกรบด้วยความฮึกเหิม

ไม่นาน แม่ทัพรบชนะกลับมา ผ่านบ้านหลังเดิม ก็ยังเห็นป้ายแขวนอยู่

แม่ทัพจึงเข้าไปหาเจ้าของบ้านและขอท้าดวลอีก

ปรากฎว่าครั้งนี้แม่ทัพแพ้ทั้ง 3 กระดาน

แม่ทัพประหลาดใจ ถามเจ้าของบ้านว่าเพราะอะไร

เจ้าของบ้านตอบว่า

“ครั้งก่อน ท่านมีภารกิจออกรบ

ข้าน้อยไม่อาจทำให้ท่านเสียขวัญกำลังใจ

แต่ครั้งนี้ ท่านชนะกลับมา

ข้าน้อยก็ไม่ต้องออมมือแล้ว”


ขอบคุณนิทานจาก GPlusQuotes แม่ทัพเซียนหมากล้อม

17 หลักการสำหรับการใช้ชีวิต

Rule of thumb คือหลักการง่ายๆ หรือวิธีคิดคร่าวๆ แบบประมาณเอา ไม่จำเป็นต้องถูกต้อง 100% แต่มีคนใช้แล้วเวิร์คก็เลยบอกกันปากต่อปาก

อีกสำนวนหนึ่งที่มีความหมายเดียวกันคือ Razor ที่แปลว่าใบมีดโกน คือเปรียบหลักการง่ายๆ เป็นเหมือนใบมีดโกนที่ตัดส่วนที่ไม่สำคัญทิ้งไป เหลือเพียงเรื่องที่จำเป็นต้องรู้

เผอิญผมผ่านไปเจอ Twitter thread ของคุณ Sahil Bloom (@SahilBloom) ที่พูดถึงหลักการที่น่าสนใจไว้หลายข้อ

เลยขอคัดบางส่วนมาไว้ตรงนี้ เผื่อจะมีประโยชน์ต่อผู้อ่านครับ

[หากมีตรงไหนที่ผมขยายความเอง ผมจะใส่ไว้ใน square brackets แบบนี้นะครับ]

1. The Smart Friends Razor

ถ้าเพื่อนที่ฉลาดที่สุดของเราสนใจเรื่องอะไรอยู่ ก็แปลว่าเราควรจะสนใจเรื่องนั้นด้วย

และถ้าเรื่องที่เพื่อนคนนั้นสนใจดูเป็นเรื่องบ้าบอและไม่น่าเป็นไปได้ เรายิ่งควรใส่ใจมากกว่าเดิมเสียอีก

เพราะความหลงใหลของเพื่อนที่ฉลาดที่สุดของเราคือกล้องส่องทางไกลไปยังอนาคต

2. The Rooms Razor

ถ้าเราต้องเลือกระหว่างเข้าห้อง 2 ห้อง ให้เลือกห้องที่เราน่าจะเป็นคนโง่ที่สุดในห้อง

แล้วเมื่อได้นั่งอยู่ในห้องนั้นแล้ว ก็จงพูดให้น้อย ฟังให้มาก

ห้องนี้ไม่ดีต่ออัตตา แต่ดีต่อการเติบโต

3. The Man in the Arena Razor

เวลาเป็นคนดู การส่งเสียงเชียร์หรือส่งเสียโห่นั้นเป็นเรื่องง่ายดาย

สิ่งที่ยากกว่ามากคือการขึ้นไปชกอยู่บนเวที บนเวทีนั้นเปล่าเปลี่ยวและเปราะบาง แต่มันคือที่ที่จะทำให้เราเก่งขึ้นได้จริงๆ

เมื่อมีสองทางให้เลือก จงเลือกทางที่จะทำให้เราได้ขึ้นไปชกบนเวที ทางที่เราจะมีส่วนได้เสียกับมันอย่างแท้จริง (skin in the game)

4. The Feynman Razor

การพูดด้วยคำศัพท์หรูๆ หรืออธิบายอะไรให้มันฟังดูซับซ้อนนั้นเป็นเพียงการปิดบังความจริงที่ว่าตัวเองไม่ได้เข้าใจเรื่องนี้

ถ้าไม่สามารถอธิบายให้เด็ก 5 ขวบเข้าใจได้ แสดงว่าเราเองก็ยังเข้าใจมันไม่ดีพอ

ถ้ามีใครใช้ jargon (ศัพท์เฉพาะทาง) เยอะๆ เพื่ออธิบายอะไรให้เราฟัง ก็แสดงว่าเขาเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเช่นกัน

5. The Serendipity Razor

[Serendipity แปลว่าการเกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือโชคช่วย]

สิ่งที่เราเรียกว่า “โชคดี” นั้นเป็นเพียง ผลรวมรวบยอดของการกระทำเล็กๆ นับร้อยพัน (macro results of thousands of micro actions)

ถ้าสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันเป็นเรื่องที่ถูกต้อง มันก็จะผลักดันให้เราได้ไปยืนอยู่ในจุดที่โชคดีน่าจะเกิดขึ้น

6. The Uphill Decision Razor

เมื่อมีสองทางให้เลือก ให้เลือกทางที่ยากกว่าในตอนแรก

Naval Ravikant (@naval) เรียกสิ่งนี้ว่า “การตัดสินใจขึ้นภูเขา” (uphill decisions) ซึ่งเป็นการ override สัญชาตญาณของมนุษย์ที่ชอบหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด

ผลตอบแทนทบต้นของการยอมเหนื่อยตั้งแต่แรกนั้นมักจะคุ้มค่ากับความเจ็บปวดที่ต้องเจอเสมอ

7. The Buffett Reputation Razor

“การสร้างชื่อเสียงใช้เวลา 20 ปี การทำลายชื่อเสียงให้ป่นปี้ใช้เวลาเพียง 5 นาที ถ้าคุณคำนึงถึงความจริงข้อนี้มากพอ คุณจะไม่ทำตัวเหมือนเดิม”
-Warren Buffett

ชื่อเสียงของเราใช้เวลาสร้างนับทศวรรษ แต่มันถูกสร้างด้วยแก้ว ไม่ใช่ด้วยหิน

8. The Opinion Razor

“ผมจะไม่ปล่อยให้ตัวเองมีความคิดเห็นกับเรื่องใดๆ ที่ผมไม่เข้าใจความคิดของฝ่ายตรงข้ามได้ดีกว่าพวกเขาเอง”
-Charlie Munger

ความคิดเห็นควรเป็นสิ่งที่ควรได้มาด้วยการออกเหงื่อออกแรง

ถ้าเราไม่สามารถอธิบายความคิดของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างชัดเจน ก็แสดงว่าเรายังไม่ควรมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนั้น

9. The Narrative Fallacy Razor

มนุษย์เราชอบสร้าง story เราชอบเอาเรื่องราวต่างๆ มาเชื่อมโยงกันเพื่ออธิบายถึงสาเหตุและผลลัพธ์ ทั้งที่จริงแล้วหลายเรื่องนั้นเกิดขึ้นเพราะโชคหรือความบังเอิญล้วนๆ

เวลาอ่านเรื่องราวของคนที่ประสบความสำเร็จ ให้ทดไว้ในใจก่อนเลยว่าคนเหล่านั้นไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องความโชคดีของตัวเองเท่าที่ควร

10. The Time Billionaire Razor

เวลาคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุด

เมื่อต้องเลือก ให้เลือกทางที่เวลาของเราจะถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่า

นี่ไม่ใช่เรื่องเงินทอง แต่เป็นเรื่องของ leverage

จงเลือกทางที่เราจะเอื้อให้เราได้อยู่ในเวอร์ชั่นที่เรา top form ที่สุด

11. The Grit Razor

ถ้าต้องเลือกระหว่างสองคนที่เก่งพอๆ กัน ให้เลือกคนที่เคย “โดนชกหน้า” มาก่อน

คนที่เคยล้มหรือเผชิญความยากลำบากมาแล้ว มีความเป็นไปได้ที่จะมี grit หรือความอดทนไม่ยอมแพ้อย่างแท้จริง

12. The “Look the part” Razor

ถ้าต้องเลือกระหว่างคนสองคนที่เก่งพอๆ กัน ให้เลือกคนที่ “ดูไม่เข้าพวก”

คนที่ดูไม่เข้าพวกนั้นต้องฝ่าฟันอะไรมามากมายกว่าจะได้มายืนในจุดเดียวกันกับคนที่ “ดูเข้าพวก” อยู่แล้ว

13. The “What Stays the Same” Razor

การพยากรณ์อนาคตนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

Jeff Bezos เคยพูดไว้ว่า การลงทุนในสิ่งที่อาจเปลี่ยนแปลงนั้นมีความเสี่ยง แต่การลงทุนในเรื่องที่จะไม่เปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเรื่องปลอดภัย

เมื่อต้องเตรียมตัวสำหรับอนาคต ให้โฟกัสในสิ่งที่จะคงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง

[เจฟ เบโซสคือผู้ก่อตั้ง Amazon เขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “มีคนถามผมบ่อยๆ ว่า ‘อีก 10 ปีจะมีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง’ ซึ่งมันก็เป็นคำถามที่น่าสนใจนะ แต่แทบไม่เคยมีใครถามผมเลยว่า ‘อีก 10 ปี มีอะไรบ้างที่จะไม่เปลี่ยน?’

แต่ผมเชื่อว่าคำถามที่สองนั้นสำคัญกว่าคำถามแรก เพราะยุทธศาสตร์ของคุณควรตั้งอยู่บนสิ่งที่จะไม่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ในธุรกิจค้าปลีกของเรา เรารู้ว่าลูกค้าต้องการของราคาถูก และเราก็รู้ว่าอีก 10 ปีมันก็จะยังคงเป็นอย่างนั้น ลูกค้ายังต้องการให้เราส่งของให้เร็ว และต้องการที่จะมีตัวเลือกที่หลากหลาย

เป็นไปไม่ได้เลยที่อีก 10 ปีข้างหน้าจะมีลูกค้าคนไหนเดินเข้ามาบอกผมว่า ‘เจฟ ผมชอบอเมซอนมากเลยนะ แต่คงจะดีถ้าคุณตั้งราคาให้มันแพงกว่านี้หน่อย’ หรือ ‘เจฟ ฉันชอบอเมซอนมากเลยนะ แต่คงจะดีถ้าคุณส่งสินค้าให้ช้ากว่านี้หน่อย’

เมื่อคุณรู้ว่ามีอะไรที่จะยังคงเป็นจริงอยู่เสมอ คุณก็จะเอาแรงและเวลาไปลงทุนกับเรื่องเหล่านั้นได้” อ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ “วิธีรับมืออนาคต (จากผู้ก่อตั้ง Amazon)” ]

14. The Pygmalion Razor

[“พิกเมเลี่ยน” คือชื่อกษัตริย์องค์หนึ่งในเทพนิยายกรีก เขาได้สร้างรูปปั้นของผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นมา และตกหลุมรักรูปปั้นนั้น]

ความคาดหวังที่สูงจะนำไปสู่ performance ที่สูงขึ้นตามไปด้วย

เวลาทำงานกับทีมใหม่ๆ หรือคนใหม่ๆ ขอให้มองเห็นมุมที่ดีที่สุดของพวกเขา และบอกเขาว่าเราเชื่อว่าเขาจะทำได้ดี แล้วพวกเขาจะสร้างผลงานได้ดีกว่าเดิม

15. The Optimist Razor

เมื่อต้องใช้เวลาอยู่กับใคร ให้เลือกใช้เวลาอยู่กับคนที่มองโลกในแง่ดี

คนมองโลกในแง่ร้ายจะเห็นแต่ประตูที่ปิดตาย คนมองโลกในแง่ดีจะเห็นประตูที่เปิดอยู่ และก็น่าจะถีบประตูที่ปิดอยู่ให้เปิดออกด้วย

คนมองโลกในแง่ร้ายนั้นอาจฟังดูฉลาด แต่คนมองโลกในแง่ดีจะมีโอกาสร่ำรวย

16. Hanlon’s Razor

เวลาใครทำอะไรไม่ดีกับเรา อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าเขามุ่งร้ายกับเรา แต่ให้ลองคิดถึงความเป็นไปได้อื่นๆ เช่นเขาอาจมีความเชื่อที่ต่างออกไป เขาขาดความสามารถ หรือเขาอาจฉลาดไม่พอเท่านั้นเอง

17. The Boasters Razor

คนที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงนั้นไม่จำเป็นต้องอวดความสำเร็จของตัวเอง

ถ้าเราเห็นใครสักคนชอบอวดเรื่องรายได้ ความร่ำรวย หรือความสำเร็จ ก็ควรเผื่อใจเอาไว้ว่ามันไม่ได้ดีอย่างที่เขาพูดหรอก


ขอบคุณข้อมูลจาก @SahilBloom: “Razors” are rules of thumb that simplify decisions. The most valuable razors I’ve discovered.

หายใจแบบวิสกี้

ผมบังเอิญได้ดู TED Talk ของ Lucas Rockwood ที่เป็นครูสอนโยคะชื่อดัง เห็นว่าน่าสนใจ เลยนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

เวลาเรานึกถึงเรื่องสุขภาพ เรามักจะมองอยู่ 3 อย่าง คือ EMS

Eat – เรากินของที่มีประโยชน์รึเปล่า

Move – เราเคลื่อนไหวร่างกายให้เหงื่อออกหรือไม่

Sleep – เรานอนหลับเพียงพอหรือไม่

แต่จริงๆ แล้วยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่มักจะถูกมองข้าม อาจเป็นเพราะมันอยู่ใกล้กับเรามากเกินไป นั่นก็คือลมหายใจ

วิธีหายใจของเรานั้นสามารถเปลี่ยนอัตราการเต้นของหัวใจ กระตุ้นระบบย่อยอาหาร หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนค่าความเป็นกรดด่างในเลือดได้

เมื่อเทียบกับการกิน การออกกำลังกาย หรือการนอนแล้ว การหายใจเป็นเครื่องมือที่ทำง่ายที่สุดและเห็นผลเร็วที่สุด

คุณ Rockwood ได้มาสอนวิธีการหายใจ 3 แบบ

Water Breathing – หายใจแบบน้ำเปล่า

Whisky Breathing – หายใจแบบวิสกี้

Coffee Breathing – หายใจแบบกาแฟ

ชื่อของลมหายใจจะบอกใบ้ว่าเราควรทำมันบ่อยแค่ไหนและทำเวลาไหน

หายใจแบบน้ำเปล่านั้นทำได้เรื่อยๆ ไม่มีอันตราย

หายใจแบบวิสกี้นั้นควรทำแค่ตอนกลางคืน เหมือนดื่มวิสกี้หนึ่งเป๊กแล้วหลับสบาย

ส่วนหายใจแบบกาแฟนั้นควรทำแค่วันละ 2-3 ครั้งให้กระปรี้กระเปร่ามีแรงทำงาน

วิธีการหายใจแต่ละแบบมีดังนี้

Water Breathing – หายใจเข้านับ 1 ถึง 4 หายใจออกนับ 1 ถึง 4 (รวมแล้วใช้เวลาประมาณ 6-8 วินาที)

หายใจแบบน้ำเปล่าจะช่วยให้เราผ่อนคลายและลดความเครียดได้ จะทำเมื่อไหร่เวลาใดก็ได้ทั้งนั้น

Whiskey Breathing – หายใจเข้านับ 1 ถึง 4 หายใจออกนับ 1 ถึง 8 (รวมแล้วใช้เวลาประมาณ 10-12 วินาที)

หายใจแบบวิสกี้ จะช่วยให้เราเคลิ้มและหลับได้เร็วขึ้น เพราะมันไปกระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (parasympathetic) ซึ่งเป็นระบบที่ทำงานในสภาวะที่ร่างกายพักผ่อน เราสามารถหายใจแบบวิสกี้สัก 10 ยกหรือจนกว่าเราจะผล็อยหลับไปเลยก็ได้

Coffee Breathing จะแตกต่างจากสองแบบแรกโดยสิ้นเชิง โดยให้เราจินตนาการว่ามีอะไรคัดจมูกและอยากหายใจออกแรงๆ สั้นๆ เพื่อเคลียร์จมูก โดยเราต้องหายใจออกสั้นๆ ติดต่อกัน 20 ครั้ง ก่อนจะพักและทำซ้ำอีก 2 ยก

หายใจแบบกาแฟจะช่วยปลุกระบบประสาทซิมพาเทติก (sympathetic) ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยให้ร่างกายพร้อมรับมือกับสภาวะที่ต้องใช้พลังงาน มันจึงทำให้เรามีความตื่นตัว แต่ไม่ควรทำบ่อยเกินไป โดยคุณ Rockwood แนะนำให้ทำ 3 เวลาคือตอนเช้า ตอนก่อนจะออกกำลังกาย และตอนบ่ายแก่ๆ ที่พลังงานตก

ผมได้ทดลองกับตัวเองแล้วก็เห็นว่าได้ผลดี โดยเฉพาะหายใจแบบกาแฟที่แม้จะยากหน่อยแต่ทำเสร็จแล้วรู้สึกมีพลังมากขึ้น คิดว่าน่าจะใช้เป็นตัวช่วยเวลาขับรถทางไกลแล้วเกิดอาการง่วงได้เหมือนกัน

ลองนำไปปรับใช้ดูนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก TEDxBarcelona: Change Your Breath, Change Your Life | Lucas Rockwood