เราเล่นตำแหน่งอะไรในควิดดิช

ใครที่เคยดูหนัง Harry Potter ย่อมรู้จัก “ควิดดิช” กีฬาเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนแต่ละบ้านของโรงเรียนพ่อมดฮอกวอตส์

เกมนี้มีลูกบอล 3 อยู่ประเภท

Quaffle ใช้ในการทำแต้มคราวละ 10 แต้ม

Bludger ใช้เพิ่มอุปสรรคให้ผู้เล่น สามารถชนผู้เล่นให้ตกจากไม้กวาดได้

Golden Snitch เมื่อจับได้จะถือว่าสิ้นสุดเกม และได้คะแนนเพิ่ม 150 แต้ม

ผู้เล่นแต่ละทีมจะมี 7 คน 4 ตำแหน่ง ได้แก่

Chaser 3 คน ทำหน้าที่ยิงประตูฝ่ายตรงข้ามด้วยลูกควัฟเฟิล
Keeper 1 คน ผู้รักษาประตู
Beater 2 คน ทำหน้าที่ตีลูกบลัดเจอร์โจมตีฝ่ายตรงข้าม
Seeker 1 คน ทำหน้าที่จับโกลเด้นสนิทช์

ผมคิดว่าควิดดิชก็จำลองชีวิตคนเราได้ดีเหมือนกัน

เราน่าจะใช้เวลาส่วนใหญ่กับการเล่นเป็นเชสเซอร์ที่มุ่งตามหาความสำเร็จและอยาก “ยิงประตู” ให้ได้

ได้แฟนสวย/หล่อ – 10 แต้ม
ได้ 10,000 followers – 10 แต้ม
เก็บเงินได้ 1 ล้าน – 10 แต้ม

คำถามที่น่าสนใจก็คือ เราเคยคิดจะเล่นตำแหน่งซีกเกอร์บ้างมั้ย

คำว่า chase แปลว่า “ไล่ล่า” ส่วนคำว่า seek แปลว่า “แสวงหา”

การไล่ล่านั้นตื่นเต้นและเร้าใจ ส่วนการแสวงหานั้นไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่ จะอวดใครก็ไม่ได้ หลายครั้งก็คว้าน้ำเหลว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เราแสวงหานั้นมีอยู่จริงรึเปล่า

ในขณะที่ผู้เล่นส่วนใหญ่กำลังสาละวนกับการยิงลูกควัฟเฟิลเข้าประตู หรือจ้องทำลายฝ่ายตรงข้ามด้วยลูกบลัดเจอร์ จะมีสักกี่คนในสนามที่สนใจ “โกลเด้นสนิทช์”?

โกลเด้นสนิทช์ในที่นี้คืออะไร ขึ้นอยู่กับว่าเรามีมุมมองและความเชื่อแบบไหน

สิ่งสำคัญที่อยากจะย้ำเตือนก็คือ การยิงลูกควอฟเฟิลเข้าประตูนั้นเป็นเกมที่ไม่มีวันจบ

เกมจะจบก็ต่อเมื่อเราจับโกลเด้นสนิทช์ได้ และสิ่งที่ได้มาก็แทบจะการันตีว่าเราจะเป็น “ผู้ชนะ” ในเกมชีวิตนี้

ขอเป็นกำลังใจให้ seeker จับ “โกลเด้นสนิทช์” ได้สำเร็จนะครับ

การตัดสินใจ 2 ประเภทของ Jeff Bezos

เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon เคยเขียนจดหมายหาผู้ถือหุ้นเอาไว้ว่า

“การตัดสินใจบางอย่างนั้นมีผลลัพธ์มหาศาลและกลับตัวไม่ได้ หรือแทบจะกลับตัวไม่ได้ – มันเป็นเหมือนประตูที่เปิดได้ทางเดียว – และการตัดสินใจเรื่องเหล่านี้จำเป็นต้องทำอย่างมีขั้นตอน ด้วยความระมัดระวังและใช้เวลา ถ้าคุณเดินผ่านประตูนี้ไปแล้วคุณไม่ชอบสิ่งที่คุณเห็นอีกฝั่งหนึ่ง คุณจะเดินกลับมาที่เดิมไม่ได้แล้ว เราเรียกการตัดสินใจเหล่านี้ว่า การตัดสินใจประเภทที่ 1

แต่การตัดสินใจส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นแบบนั้น มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ กลับตัวได้ มันคือประตูที่เปิดได้สองด้าน ถ้าคุณตัดสินใจประเภทที่ 2 นี้คลาดเคลื่อนไป คุณไม่จำเป็นต้องอยู่กับผลลัพธ์ของมันไปตลอด คุณยังสามารถเปิดประตูและเดินกลับมาที่เดิมได้ การตัดสินใจแบบนี้สามารถทำได้อย่างรวดเร็วด้วยคนกลุ่มเล็กๆ หรือคนที่มีวิจารณญาณที่ดี

เมื่อองค์กรใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เรามักมีแนวโน้มที่จะใช้วิธีการตัดสินใจแบบที่ 1 ที่สิ้นเปลืองและใช้เวลาไปกับการตัดสินใจแทบทุกเรื่อง ซึ่งรวมไปถึงเรื่องแบบที่ 2 ด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือความชักช้า ความกลัวอย่างไม่สมเหตุสมผล การพลาดโอกาสที่จะได้ทดลองอย่างเพียงพอ ซึ่งนำไปสู่นวัตกรรมที่ลดน้อยถอยลง เราต้องระวังที่จะไม่ตกหลุมพรางแบบนี้”


กล่าวโดยสรุปก็คือการตัดสินใจทั้งในชีวิตและในองค์กรนั้นมีอยู่สองแบบ

แบบที่ 1 คือตัดสินใจแล้วย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้

แบบที่ 2 คืดตัดสินใจแล้วยังย้อนกลับไปแก้ไขได้

เรื่องที่ต้องตัดสินใจส่วนใหญ่เป็นแบบที่ 2 ดังนั้นเราจึงไม่จำเป็นต้องมีข้อมูลครบถ้วนถึงจะตัดสินใจได้ หากเราได้ฝึกกล้ามเนื้อการตัดสินใจมามากพอ เราควรตัดสินใจเรื่องเหล่านี้ให้รวดเร็วและเชื่อมั่นว่าหากมันไม่เวิร์คก็ยังสามารถปรับเปลี่ยนระหว่างทางหรือหากแย่สุดก็ยังกลับตัวได้

ส่วนการตัดสินใจแบบที่ 1 นั้นกลับตัวไม่ได้ เราจึงไม่ควรทำตอนที่เราโกรธหรือใช้อารมณ์ชั่ววูบ แต่ควรหาข้อมูลให้ละเอียดและพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก่อนจะตัดสินใจครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Amazon’s 1997 Letter to Shareholders

ฟังเรื่องเครียดไม่ให้เครียดตาม ด้วยกฎของโนเร็น

“โนเร็น” (Noren) คือผ้าม่านที่ติดอยู่ตามประตูร้านค้าญี่ปุ่นที่ลูกค้าทุกคนต้องเดินผ่าน

คุณชิออน คาบาซาวะ ซึ่งเป็นจิตแพทย์ให้เคล็ดลับว่า เวลามีคนมาคุยเรื่องเครียดๆ หรือเรื่องที่เต็มไปด้วยพลังงานลบ ให้เราทำตัวเหมือนผ้าโนเร็น คือพลิ้วไหว ไม่รับแรงกระแทก

หากเราต่อยกำแพง เราย่อมเจ็บมือ ต่อยเบาเจ็บเบา ต่อยแรงก็เจ็บมากหน่อย

แต่หากเราต่อยผ้าโนเร็น จะเบาจะหนักเท่าไหร่ก็ไม่เจ็บมือ

ดังนั้น เวลามีคนมาปรึกษาอะไร ให้เราจินตนาการว่าจิตใจของเราเป็นเหมือนผ้าโนเร็น ยิ้มน้อยๆ ทำใจสบายๆ อ่อนนุ่ม โล่งเบา ไม่เอาตัวเองลงไปคลุก

พออีกฝ่ายปล่อยพลังงานลบมา ไม่ว่าจะเป็นความกังวล ความหงุดหงิด หรือความเยอะ เราก็ปล่อยให้มันผ่านมาแล้วผ่านไปเหมือนผ้าโนเร็น

ลองนำไปปรับใช้ดูนะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ The Power of Input ศิลปะของการเลือก-รับ-รู้ ชิออน คาบาซาวะ เขียน อาคิรา รัตนาภิรัต แปล สำนักพิมพ์ SandClock Books

เหตุผลที่เราไม่ควรไปกินข้าวเบ้านโรนัลโด้

Patrice Evra คือแบ็คซ้ายชาวฝรั่งเศสที่เคยร่วมทีมกับคริสเตียโน โรนัลโดคริสเตียโน โรนัลโด สมัยที่เซอร์อเล็กซ์คุมแมนยูฯ

เอฟร่าเคยให้สัมภาษณ์ในพ็อดคาสท์ 2018 World Cup ของ ITV ว่า

“ผมอยากจะแนะนำทุกคนนะว่า ถ้าโรนัลโด้มาชวนคุณไปกินข้าวเที่ยงที่บ้านเขา ให้ตอบปฏิเสธไปเลย

โรนัลโดบอกกับผมว่า ‘ปาทริส เดี๋ยวซ้อมเสร็จแล้วมากินข้าวบ้านเราสิ’ ผมก็เลยไป ซึ่งตอนนั้นผมก็เหนื่อยสุดๆ แล้ว

พอไปถึง ที่โต๊ะกินข้าวมีแค่สลัดกับไก่นึ่งหน้าตาจืดๆ เครื่องดื่มมีแต่น้ำเปล่า ไม่มีแม้แต่น้ำผลไม้ ผมได้แต่คิดในใจว่า ‘โอเค…’

เราเริ่มลงมือทานอาหาร และผมคิดว่าเดี๋ยวคงมีอาหารจานหลักมาเสิร์ฟ แต่เปล่าเลย ไม่มีอะไรเพิ่มทั้งนั้น

พอโรนัลโด้กินเสร็จ เขาก็ลุกขึ้นไปเล่นลูกบอล แล้วก็หันมาบอกผมว่า ‘เรามาเล่น 1-2 กันดีกว่า’ (ส่งบอลไปมา แตะบอลไม่เกินสองจังหวะ)

ผมถามโรนัลโด้ว่าขอผมกินให้เสร็จก่อนได้มั้ย เค้าตอบว่า ‘ไม่ได้ มาเล่น 1-2 กันเหอะ’

เราก็เลยเล่นบอล 1-2 กัน จากนั้นเขาก็ชวนไปว่ายน้ำต่อ ผมก็พูดว่า “โอเค…” พอว่ายน้ำเสร็จ เราก็ลงจาคุซซี่และเข้าซาวน่า กว่าจะทำครบทุกอย่างผมก็หมดก๊อกพอดี

ผมถึงแนะนำว่าถ้าโรนัลโด้ชวนคุณไปที่บ้าน ก็จงอย่าไป เพราะหมอนั่นเป็นเครื่องจักรชัดๆ เขาไม่เคยคิดจะหยุดซ้อมเลย

แต่ถ้าจะให้ผมพูดแบบเอาจริงจังก็คือ โรนัลโด้คู่ควรกับทุกอย่างที่เขาได้รับอยู่ตอนนี้ เพราะเขาฝึกหนักจริงๆ”


ขอบคุณข้อมูลจาก Sport Bible: Patrice Evra’s Incredible Story About Going To Cristiano Ronaldo’s House For Lunch Sums The Man Up

โซเชียลหลอกให้เราแคร์ในสิ่งที่เราไม่เคยคิดจะแคร์

หนึ่งในนวัตกรรมที่สำคัญที่สุดของเฟซบุ๊คคงหนีไม่พ้น News Feed

มันคือหน้า Home ที่เราเข้ามาแล้วเจอข่าวสารต่างๆ ทั้งจากเพื่อนฝูง เพจที่เราติดตาม และเพจที่เฟซบุ๊คคิดว่าเราน่าจะชอบ

ซึ่งบางทีมันก็ดี มันทำให้เราได้เจอเรื่องใหม่ๆ ได้เจอคนใหม่ๆ หรือได้เจอเรื่องเก่าๆ ที่เราหลงลืมไปนานแล้ว

แต่ในมุมกลับกัน มันก็ทำให้เราได้พบเห็นเรื่องที่เราอาจไม่เคยคิดสนใจตั้งแต่ต้น แม้ว่ามันอาจจะอยู่ในกระแส แต่ก็เป็นหัวข้อที่เราคงไม่เคยคิดคิดจะกูเกิ้ลหาข้อมูล

ผมเคยอ่านเจอมาสักที่ว่า: The problem with social media is that they make you care about things you don’t want to care about.

เมื่อเราเอาเวลาไปแคร์เรื่องที่เราไม่ได้อยากแคร์ เราย่อมเหลือเวลาแคร์เรื่องที่ควรแคร์หรือคนที่ควรแคร์น้อยลงไปอย่างช่วยไม่ได้

บางคนอาจจะแย้งว่า ไม่ดีเหรอ ได้เปิดโลก ได้รู้เรื่องที่ไม่เคยรู้

แต่ในความเป็นจริง เราน่าจะรู้เรื่องที่ควรรู้ไปหมดแล้ว สิ่งที่เราขาดแคลนไม่ใช่ความรู้ สิ่งที่เราขาดคือทิศทาง ความต่อเนื่อง และความอดทนมากกว่า

ต่อให้วันนี้เราอ่านเรื่องราวใหม่ๆ ได้หนึ่งร้อยเรื่อง มันก็ยังมีเรื่องที่น่าสนใจนับหมื่นนับแสนเรื่องที่เราจะพลาดไปอยู่ดี ดังนั้น FOMO หรือ Fear of Missing Out จึงเป็นอาการที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะยังไงเราก็ Miss Out แน่ๆ

ข่าวสารนั้นมีไม่จำกัด ความอยากรู้อยากเห็นของเรามีไม่จำกัด แต่เวลาของเรานั้นแสนจะจำกัด

ที่ผ่านมาเราใช้เวลากับเรื่องที่เราไม่เคยคิดจะแคร์บน news feed ไปเท่าไหร่ รวมๆ แล้วมันคุ้มค่าหรือมันน่าเสียดาย

อย่าให้วันเวลาเปล่าเปลืองไปกับเรื่องที่เราไม่เคยคิดจะแคร์เลยนะครับ