ชีวิตควรจะมี buffer เอาไว้เสมอ

บางทีเราก็ไม่ควรให้ค่ากับ efficiency มากจนเกินไป

เพราะคนไม่ใช่เครื่องจักร ทำสิบครั้งใช่จะเหมือนกันทุกครั้ง มีผิดพลาดได้ มีงอแงได้

ถ้าเรามุ่งเน้นที่จะ super productive จนเกินเลย เราจะทำงานจนไม่ได้มีเวลากินข้าวกินปลา โรคกระเพาะจะถามหา ชีวิตจะไม่โอเค

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ สมมติมีโจทย์ว่าภายในสองชั่วโมงจะต้องให้รถวิ่งผ่านทางด่วนเส้นหนึ่งให้เยอะที่สุด แบบไหนจะวิ่งได้เยอะกว่ากัน

  1. ยัดรถลงไปบนถนนแบบให้เหลือช่องว่างระหว่างรถแต่ละคันแค่ 50 ซ.ม.
  2. ใส่รถลงไปในจำนวนที่พอดี แต่ละคันห่างกันประมาณ 10 เมตร

ถ้าทำแบบแรก จะไม่มีรถคันไหนวิ่งได้เลย ทำได้แค่เพียงคลานไปเรื่อยๆ

แบบที่สอง การจราจรจะลื่นไหล ทุกคันสามารถขับได้ตามความเร็วที่เหมาะสม

ชีวิตจึงควรจะมี buffer เอาไว้เสมอ

buffer สำหรับงานที่อาจใช้เวลามากกว่าที่คิด

buffer สำหรับเงินสดเผื่อมีเหตุฉุกเฉิน

buffer สำหรับความสัมพันธ์ มี “ที่ว่าง” เหมือนเพลงของวง Pause

อย่าพยายามใส่สิ่งที่เราอยากทำมากจนเกินไป อย่ามองโลกในแง่ดีว่าทุกอย่างจะไปได้สวย

มองโลกในแง่จริง และพก buffer ติดตัวเอาไว้

เพราะวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจจะมาถึงอย่างแน่นอน

ความมั่งคั่งคืออะไร ความสำเร็จคืออะไร

บางทีเราก็ถูกสอนให้มองความมั่งคั่งหรือความสำเร็จแบบแคบๆ ไปหน่อย

ว่ามันคือการลงทุนในทรัพย์สิน จนมันสร้างรายได้ให้เราแม้ตอนเราหลับ จนเมื่อวันหนึ่งรายได้ที่เกิดจากทรัพย์สินนั้นมากกว่ารายจ่าย เราก็จะมีอิสรภาพทางการเงินและเป็นคนที่สำเร็จและมีความมั่งคั่ง

เมื่อตาจับจ้องที่ยอดเขาเราจึงลืมมองดอกไม้ข้างทาง

วันธรรมดาผมจะตื่นมาทำอะไรแต่เช้า ทั้งอ่านหนังสือ เขียนบล็อก วางแผนการทำงาน ออกกำลังกาย พยายามใช้ช่วงเวลานี้ให้ productive ที่สุด

แต่เช้านี้ผมมีอาการขี้เกียจเล็กน้อย เลยอ้อยอิ่งไม่ออกกำลังกายและไม่เขียนบล็อก ใกล้รุ่งลูกชายคนเล็กตื่นมาและชวนผมลงไปข้างล่าง แล้วก็รบเร้าให้ผมอาบน้ำให้ ธรรมดาผมจะไม่ค่อยอาบน้ำให้ลูกในวันธรรมดาเพราะต้องทำอะไรหลายอย่าง แต่วันนี้ครึ้มอกครึ้มใจก็เลยตอบตกลงอาบน้ำให้ลูก ใกล้รุ่งระริกระรี้ใหญ่

ระหว่างราดฝักบัวลงหัวลูกก็เลยครุ่นคิดไปด้วยว่าแท้จริงแล้วเราต้องการอะไร ความมั่งคั่งในความหมายของเรามีอะไรบ้าง

มีสุขภาพที่แข็งแรง

มีรายได้เพียงพอจนไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน

มีเวลาได้ทำสิ่งที่อยากทำ

มีตารางเวลาที่ไม่อัดแน่นจนเกินไป

มีงานที่สร้างคุณค่าและสอดคล้องกับตัวตนของเรา

มีงานที่ลับสมองและออกแรงกายแรงใจ

มีเสียงหัวเราะบ่อยๆ

มีใจที่เบาสบาย หัวถึงหมอนแล้วนอนหลับสนิท

มีเวลาอาบน้ำให้ลูก…

ในทางกลับกัน ชีวิตที่ดีควร “ไม่มี” อะไรบ้าง

ไม่มีหนี้เลว หนี้บัตรเครดิต

ไม่เป็นปรปักษ์กับใคร

ไม่ต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ

ไม่เป็นทาสใคร

ไม่เป็นนายใคร เพราะบ่วงยังไงก็คือบ่วงไม่ว่าจะอยู่ฝั่งไหนก็ตาม

ไม่มีความรู้สึกอยากพิสูจน์ตัวเองให้ใครเห็น ไม่มองหา validation

ไม่พักไม่เพียร

ไม่ฝันทั้งยามหลับและยามตื่น ฝันคือคิดยามหลับ คิดคือฝันยามตื่น

ไม่ยึดติดกับอุดมการณ์หรือชุดความเชื่อ

เมื่อคิดได้ถึงสิ่งที่ควรมีและสิ่งที่ควรไม่มี ก็พบว่าตัวเองน่าจะเพิ่งเดินมาถึงครึ่งทางเท่านั้น

ซึ่งก็ไม่เป็นไร ไม่ได้รีบร้อน แค่รู้ตัวว่ากำลังอยู่บนเส้นทางก็พอใจ

ผมจึงปิดฝักบัวเอาผ้าเช็ดหัวเช็ดตัวให้ลูก แล้วขึ้นมาเขียนบทความนี้เพื่อบันทึกไว้เตือนตัวเองครับ


* บทความนี้เขียนเมื่อเช้าวันพฤหัสฯ ตีพิมพ์เช้าวันอาทิตย์

ถ้าเราตระหนักว่าช่วงเวลานี้จะจบลง

ถ้าเรารู้ว่าอีกหน่อยลูกจะไม่อยากให้เราอุ้มแล้ว เราคงเลิกบ่ายเบี่ยงเวลาลูกมาขอให้อุ้ม

ถ้าเรารู้ว่านี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เจอหน้าคนที่เรารัก เราคงพูดจากันดีกว่านี้

ถ้าเรารู้ว่าตำแหน่งผู้จัดการหรือผู้บริหารเป็นแค่เรื่องชั่วคราว เดินออกจากที่นี่เราก็เป็นแค่คุณลุงคนหนึ่ง เราคงจะไม่ใช้อำนาจบาตรใหญ่

ถ้าเรารู้ว่ากำลังวังชาและสติปัญญานั้นจะค่อยๆ เสื่อมลง เราคงไม่รีรอที่จะลุกขึ้นมาทำสิ่งที่เราอยากทำมานาน

เมื่อตระหนักถึงจุดสิ้นสุดและความตาย นั่นคือจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตใหม่ครับ

นิทานปากกาอวกาศ

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานจากพี่จิก ประภาส ชลศรานนท์กันนะครับ

องค์การนาซ่ามีภารกิจในการส่งยานอวกาศและมนุษย์อวกาศออกไปในท้องฟ้าอันมืดมิดอยู่ทั้งปีทั้งชาติ ก็เลยต้องคอยพัฒนาเครื่องมือเครื่องใช้ให้มนุษย์อวกาศได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีบนยานอวกาศด้วย

ดังนั้นเครื่องมือทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือออกกำลังกาย จาน ช้อน แก้วน้ำ โถส้วม จึงต้องถูกออกแบบให้สามารถใช้ในอวกาศได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่นั่นไร้แรงดึงดูด

ทีนี้ก็มาถึงปากกา

คนเราลองให้ไปอยู่ที่ไหนมันก็ต้องเขียนต้องจดกันบ้าง ทั้งปากกาหมึกแห้ง ปากกาหมึกซึมที่เคยเอาขึ้นไปใช้ในสภาพไร้แรงดึงดูด เวลาเขียนทีหมึกกระจายลอยละล่อง
ไปทั่วยาน ไม่สะดวกด้วยประการทั้งปวง ก็เลยมีการคิดค้นปากกาหรือเครื่องมือชิ้นนี้ขึ้น

ลงหนังสือพิมพ์ป่าวประกาศให้นักประดิษฐ์ทั้งหลายช่วยกันคิดด้วย

ก็มีการเสนอสิ่งประดิษฐ์นี้ขึ้นมากันใหญ่ บางคนเสนอให้ใช้หมึกที่มีสารผสมของเหล็กเพื่อเขียนบนกระดาษผสมแม่เหล็ก บางคนเสนอการใช้ปากกาที่ต้องมีแบตเตอรี่และเขียนด้วยเลเซอร์บนกระดาษที่คล้ายๆ แผ่นฟิล์มรับแสง

เสนอกันไปต่างๆ นานา องค์กรนาซ่าเองก็ต้องคอยพิจารณาหลายๆ ทางเลือก
เพราะบางชิ้นแก้ปัญหาเรื่องสภาวะไร้แรงดึงดูดได้ แต่น้ำหนักมากเกินไปที่จะเป็นเครื่องเขียน บางชิ้นแก้ปัญหาทุกอย่างได้หมด และน้ำหนักเบาก็พอแล้ว แต่ราคาหนักเกินไปเสียอีก

แก้กันอยู่หลายเดือน วันดีคืนดีก็มีโทรศัพท์จากแม่บ้านคนหนึ่งโทร.เข้ามาที่นาซ่า

“ทำไมไม่ลองดินสอดูบ้างล่ะคะ”


ขอบคุณนิทานจากหนังสือ คุยกับประภาส ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 7 สำนักพิมพ์แม่ขมองอิ่ม