เปลี่ยนสิ่งที่จะต้องทำให้เป็นสิ่งที่จะได้ทำ

เราใช้เวลามากมายพูดถึงสิ่งที่เราต้องทำ

จะต้องทำงาน 10 ชิ้นให้เสร็จ จะต้องออกกำลังกาย จะต้องทำอาหารเย็นให้ที่บ้าน

แต่ลองเปลี่ยนเพียงหนึ่งคำ จาก “ต้อง” เป็น “ได้”

จะได้ทำงาน 10 ชิ้นให้เสร็จ จะได้ออกกำลังกาย จะได้ทำอาหารเย็นให้ที่บ้าน

เมื่อมีมุมมองที่เหมาะสม ภาระก็จะกลายเป็นโอกาสครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก James Clear : 3-2-1: How to get motivated and learn faster, and the power of attention

เมื่อไหร่เราจะเลิกหลอกตัวเอง

ช่วงนี้คนอยู่บ้านกันเยอะ ออกไปไหนก็ไม่ได้ หนึ่งในงานอดิเรกของคนรายล้อมคือการ f ของในช้อปปี้หรือลาซาด้า (คำว่า f ในที่นี้มาจากคำว่า cf หรือ confirm การซื้อของนั่นเอง)

ตอนที่เรากดซื้อของนั้น เราจะมีจินตนาการว่ามันจะช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นอย่างไรบ้าง

แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ซื้อของ 10 ชิ้น มันจะได้ใช้งานในอย่างที่เราคิดไว้แค่ 2-3 ชิ้นเท่านั้น

เหมือนเราซื้อของเล่นมาให้ลูก แล้วเราก็วาดภาพว่ามันจะช่วยให้เรามีเวลาคุณภาพกับลูก แต่พอได้ของมา ลูกเล่นได้สองวันก็พัง หรือไม่เราก็ปล่อยให้ลูกเล่นเองคนเดียว ส่วนเราไม่ว่างเพราะต้องมานั่งเขียนบล็อกหรือกำลังเลือกซื้อของเล่นชิ้นถัดไปอยู่!

แต่เราก็ไม่หยุดที่จะซื้อของอยู่ดี จนผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมเราถึงไม่เคยเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต

เราชอบบอก(หลอก)ตัวเองว่าถ้า x เกิด เราจะมีความสุข

ถ้าซื้อของชิ้นนี้ เราจะมีความสุข

ถ้ามีคนกดไลค์เท่านี้ เราจะมีความสุข

ถ้าได้เงินเดือนเท่านี้ เราจะมีความสุข

ถ้าได้ขับรถคันนี้ เราจะมีความสุข

ถ้าแฟนปรับปรุงตัวเอง เราจะมีความสุข

ถ้าได้แฟนใหม่ เราจะมีความสุข

และแล้วเราก็พบว่า บางอย่างมันทำให้เราสุขขึ้นก็จริง แต่มันกินเวลาสั้นมาก สั้นเสียจนไม่แน่ใจว่ามันคุ้มค่ากับที่ลงทุนลงแรงไปรึเปล่า

และอีกหลายอย่างที่เราเคยคิดว่ามันจะทำให้เรามีความสุข พอได้ขึ้นมาจริงก็กลับงั้นๆ แล้วเราก็เริ่มออกตามหาสิ่งอื่นที่เราเชื่อว่าจะช่วยให้เรามีความสุขมากขึ้นต่อไป

ผมไม่ได้จะบอกว่าคนเราไม่ควรมุ่งแสวงหาสิ่งที่ดีกว่า ไม่ได้บอกว่าคนเราไม่ควรมีความหวังหรือความคาดหวัง เพราะจริงๆ แล้วกระบวนทัศน์แบบนี้อาจไม่ใช่ bug แต่เป็น feature ที่ทำให้มนุษชาติมาถึงจุดนี้ได้

เพราะการให้กำลังใจตัวเองทำให้เรากล้าลอง กล้าเสี่ยง แม้จะผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าเราก็ยังไม่ยอมหยุดหวัง มันจึงเกิดการค้นพบ มันจึงเกิดการพัฒนา มันจึงเกิดความก้าวหน้าที่ทำให้คุณภาพชีวิตของคนรุ่นเราดีกว่าบรรพบุรุษไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยเท่า

เมื่อตระหนักถึงธรรมชาติของการหลอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราจึงต้องหัดใช้มันให้ถูกบริบท

หากเราอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเพื่อกรุยทางความเป็นไปได้ใหม่ๆ ก็จงบอกตัวเองว่าทำไปเถอะ อย่ายอมแพ้ สิ่งดีๆ กำลังรอเราอยู่

แต่หากเราอยู่ในสถานการณ์ที่เบื่อๆ อยากๆ ไม่รู้จะทำอะไร ไถฟีดไปแล้วเจอโฆษณาให้ “ซื้อสิ่งนี้สิ แล้วชีวิตคุณจะดีขึ้น”

ก็ขอให้ระลึกได้ว่า เราทำแบบนี้มากี่สิบกี่ร้อยครั้งแล้ว และผลลัพธ์มันเคยเป็นอย่างที่เราวาดภาพไว้แค่ไหน

เราก็อาจจะมีความยับยั้งชั่งใจ และไม่ซื้ออะไรแบบขาดสติเหมือนอย่างเคยครับ

“ความคิดเห็น” ไม่สำคัญเท่า “เห็นความคิด”

ในยุคที่โซเชียลมีเดียครองเมือง เขียนอะไรก็มีคนเห็น คอมเมนท์ก็มีคนไลค์ มันจึงเป็นกลไกที่คอยขับเคลื่อนให้เราแสดงความคิดความอ่านออกมาตลอดเวลา

ยิ่งในช่วงที่การเมืองร้อนแรง แต่ละฝ่ายมีข้อมูลแน่นหนา ความคิดเห็นหรือความเชื่อที่ได้เลือกแล้วจึงแนบแน่นยึดติด

แต่ความคิดเห็นนั้นไม่สำคัญเท่ากับการเห็นความคิด

เพราะความคิดเห็นส่วนใหญ่ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น เราใช้มันเอาไว้ฟาดฟันและเอาชนะคะคานคนที่เห็นต่าง

แต่ไม่ว่าจะชนะการถกเถียงสักเท่าไร ความทุกข์ใจก็ไม่ได้ลดลง

เราจะทุกข์ได้เฉพาะตอนที่เราคิดเท่านั้น เราจึงควรเรียนรู้วิธีที่จะเห็นความคิดของตัวเอง เพราะคนที่เห็นความคิดจะทุกข์ไม่มากและทุกข์ไม่นาน

แต่ถ้าไม่รู้ตัวว่าคิด เราจะติดอยู่ในวังวนแห่งความทุกข์ที่เราสร้างขึ้นมาเองอยู่ร่ำไป

ความคิดเห็นนั้นมีอยู่ล้นโลกจึงไม่ค่อยมีราคา

ส่วนการเห็นความคิดนั้นมีคนทำได้เพียงหยิบมือ เป็นคุณสมบัติอันล้ำค่า

เรามาฝึกตัวเองให้เป็นคนที่เห็นความคิดกันนะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ ดวงตาแห่งชีวิต ของอาจารย์เขมานันทะ

นิทานกวาดใบไม้

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ยังมีเณรน้อยรูปหนึ่ง ทุกๆ เช้าเขามีหน้าที่กวาดใบไม้ที่ร่วงหล่นจากต้นมาตกลงตามลานวัดให้สะอาดเอื่ยม

แต่การตื่นขึ้นมาตอนเช้ามืดเพื่อกวาดลานวัดนั้นเป็นความลำบากประการหนึ่ง

โดยเฉพาะในฤดูใบไม้ร่วงย่างเข้าฤดูหนาว เพราะนอกจากอากาศจะเยือกเย็นแล้ว เพียงแค่มีลมพัดมาเบาๆ ใบไม้ก็พากันหล่นพรูลงมาอย่างไม่หยุดหย่อน

ดังนั้น ในทุกๆ วันเณรน้อยต้องใช้เวลาอย่างมากในการกวาดใบไม้ทำความสะอาดลานวัด ซึ่งภาระหน้าที่นี้ทำให้เณรน้อยปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างยิ่ง จึงพยายามขบคิดหาวิธีการเพื่อมาลดภาระอันหนักหน่วงนี้

ต่อมามีพระรูปหนึ่งล่วงรู้ถึงปัญหาหนักอกของเณรน้อย จึงได้เสนอแนะว่า

“พรุ่งนี้ก่อนที่เจ้าจะลงมือกวาดใบไม้ ลองเขย่าต้นไม้แรงๆ ให้ใบไม้ร่วงลงมาให้หมดก่อนสิ แล้วค่อยกวาดคราวเดียว เพียงเท่านี้เจ้าก็ไม่ต้องกวาดลานวัดซ้ำไปซ้ำมาอีกต่อไป”

เช้าวันต่อมา ก่อนที่จะลงมือกวาดลานวัด เณรน้อยก็รวบรวมกำลังเขย่าต้นไม้อย่างรุนแรง เพื่อให้ใบไม้ที่กำลังจะร่วงนั้นร่วงหล่นลงมาให้หมดเสียก่อน จากนั้นจึงลงมือกวาดลานวัด และเข้าใจว่าวันพรุ่งนี้ใบไม้ก็จะไม่ร่วงหล่นมาให้กวาดอีก ทำให้วันนั้นทั้งวันเณรน้อยรู้สึกสบายใจเป็นอันมาก

เช้าวันต่อมา เณรน้อยตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น ทว่าเมื่อมาถึงลานวัดกลับต้องนิ่งงันเพราะลานวัดเต็มไปด้วยใบไม้ไม่แตกต่างไปจากวันอื่นๆ แต่อย่างใด

ยามนั้นพระเซนที่ทราบเรื่องราวได้เดินมากล่าวกับเณรน้อยที่กำลังยืนหมดอาลัยตายอยากว่า

“ไม่ว่าวันนี้เจ้าจะพยายามเขย่าต้นไม้เท่าไร วันพรุ่งนี้ใบไม้ก็ยังคงร่วงหล่นเช่นเดิม”


ขอบคุณนิทานจากเพจนิทานเซน: เณรกวาดใบไม้

ส่วนประกอบของคนมีเสน่ห์

“Charisma is the ability to project confidence and love at the same time.”
-Naval Ravikant

ความมั่นใจ + ความน่ารัก = เสน่ห์

คนที่มั่นใจเกินไปจนดูโอหัง ย่อมไม่มีเสน่ห์ เผลอๆ จะมีแต่คนหมั่นไส้

คนที่น่ารัก ไม่ใช่เพราะหน้าตา แต่เพราะนิสัย ย่อมเป็นคนที่เราอยากคบหา

ยิ่งถ้าเป็นคนที่นิสัยน่ารัก แถมยังมีความมั่นใจในแบบพอดีๆ คนแบบนี้จะมีเสน่ห์เอามากๆ มีแรงดึงดูดให้คนรอบตัวอยากเข้าใกล้ อยากพูดคุย อยากร่วมงานด้วย เพราะเรารู้ว่าเขาคนนี้จะทำอะไรหลายๆ อย่างได้จนสำเร็จโดยทำให้คนรอบข้างรู้สึกดี

ดังนั้น ถ้าอยากเป็นคนที่มีเสน่ห์ ให้เริ่มต้นจากการเป็นคนน่ารักก่อน จากนั้นก็ค่อยๆ ใส่ความมั่นใจลงไป

แต่ถ้าตั้งต้นเราเป็นคนมั่นใจมาก และอยากมีเสน่ห์มากกว่านี้ ก็ให้เพิ่มความน่ารักของตัวเอง ลดความอยากเอาชนะ และ don’t take yourself too seriouly ครับ