พยายามอย่างผ่อนคลาย

ก็แค่ทำไปตามหน้าที่ ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนจนคร่ำเครียด

ปัญหายิ่งหนักและซับซ้อนเท่าไหร่ ใจยิ่งต้องเบาและเรียบง่ายถึงจะแก้ไขปัญหานั้นได้

มุ่งมั่นกับการลงมือทำ แล้วปล่อยวางกับผลลัพธ์

เพราะชีวิตอาจไม่ได้มีความหมายในตัวมันเอง ก็แค่มองว่ามันเป็นเกม มองว่ามันคืออีกด่านที่ทดสอบว่าเราจะผ่านมันไปได้ไหม จงเรียนรู้ที่จะสนุกไปกับมัน อย่าไปหมายมั่นว่าต้องเป็นอย่างนั้น-อย่างนี้

พยายามอย่างผ่อนคลาย จะได้ไม่เหนื่อยอย่างที่เคยเป็นมาครับ

นิทานตะแกรงสามชั้น

วันนี้วันศุกร์มาฟังนิทานที่เป็นตำนานของชาวกรีกกันนะครับ

มีเพื่อนวิ่งมาหาโสเครตีสด้วยอาการคันปาก

“คุณได้ยินเรื่องเพื่อนของคุณรึยัง?”

“ก่อนที่คุณจะเล่า ผมอยากจะทดสอบด้วยตะแกรงสามชั้นก่อน” โสเครตีสกล่าว

“ตะแกรงสามชั้นงั้นเหรอ?”

“ใช่ ตะแกรงชั้นแรกคือความจริง คุณได้พิสูจน์รึยังว่าเรื่องที่คุณได้ยินมาเป็นเรื่องจริง?”

“ยังเลย ผมแค่ได้ยินเค้าเล่าต่อๆ กันมา”

“โอเค งั้นคุณยังไม่รู้ว่าจริงรึเปล่านะ คราวนี้ตะแกรงชั้นที่สองคือความเมตตา สิ่งที่คุณจะเล่าเกี่ยวกับเพื่อนผมนั้นเป็นเรื่องดีรึเปล่า?”

“ไม่เลย ตรงกันข้ามเลยล่ะ”

“ก็คือคุณอยากจะเล่าเรื่องแย่ๆ ของเพื่อนผมโดยที่ไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงรึเปล่าสินะ ยังมีตะแกรงชั้นสุดท้ายคือความมีประโยชน์ เรื่องที่คุณจะเล่ามันมีประโยชน์อะไรกับผมมั้ย?”

“ก็ไม่เชิง…”

“สรุปก็คือ สิ่งที่คุณจะเล่านั้นอาจไม่ใช่เรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องดี และไม่มีประโยชน์ แล้วคุณจะยังอยากเล่าให้ผมฟังอีกไหม”

อุปสรรคหรือข้ออ้าง

“If a reason doesn’t stop everyone, it’s an excuse, not an actual roadblock.”
-Seth Godin

คนบางคนเห็นทางตันในทุกทางออก

ส่วนคนบางคนก็เห็นทางออกในทุกทางตัน

แน่นอนว่าบริบทของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อุปสรรคของคนคนหนึ่งอาจไม่ใช่อุปสรรคของคนอีกคนหนึ่งเลยก็เป็นได้

แต่อย่าดูแคลนความเป็นนักแก้ปัญหาที่มีอยู่ในตัวเราทุกคน

อุปสรรคที่เราพบเจอ คนอื่นก็เคยผ่านมันมาแล้ว โดยที่เขาอาจไม่ได้ฉลาดหรือเก่งกว่าเราด้วยซ้ำ

ถ้าเขาผ่านมันมาได้ แสดงว่าเราก็มีสิทธิ์ที่จะผ่านไปได้เช่นกัน

อุปสรรคจะเป็นจะเป็นอุปสรรคก็ต่อเมื่อเราคิดว่ามันเป็นอุปสรรคเท่านั้น

เปลี่ยนเสียงที่พร่ำบอกกับตัวเองเสียใหม่ แล้วใช้อุปสรรคเป็นทางผ่านของเราซะเลยครับ

ความลับของตัวท็อปในวงการ

เคยมีคนทำการศึกษานักเทนนิสมืออาชีพ ว่าความแตกต่างระหว่างมือวางอันดับต้นๆ กับมือวางอันดับท้ายๆ นั้นคืออะไร

ตอนแรกนักวิจัยก็ไม่เข้าใจ เพราะนักเทนนิสทั้งสองกลุ่มนี้ต่างก็มีพรสวรรค์และฝึกซ้อมหนักพอกัน

จนวันหนึ่งนักวิจัยก็สังเกตเห็นสิ่งแปลกประหลาด นั่นคือเขาเห็นว่านักเทนนิสตัวท็อปนั้นเข้าสู่ “สภาวะสงบ” หลายครั้งในระหว่างเกม

วันถัดมาเขาจึงติดเครื่องตรวจชีพจรนักเทนนิส และพบว่าระหว่างแต้มแต่ละแต้ม นักเทนนิสตัวท็อปมี ritual หรือวิธีการอะไรบางอย่างที่ทำให้พวกเขาเข้าสู่สภาวะสงบได้ และความเร็วการเต้นของหัวใจลดลงไปประมาณ 20 ครั้งต่อนาที

ขณะที่นักเทนนิสกลุ่มรั้งท้ายนั้นหัวใจเต้นเร็วตลอด ไม่เคยมีช่วงที่ชีพจรดร็อปลงเลย พอเข้าสู่ครึ่งหลังของเกม นักเทนนิสกลุ่มนี้มักจะทำพลาดบ่อยขึ้นและพ่ายแพ้ไปในที่สุด

นักวิจัยอีกกลุ่มหนึ่งทำการศึกษานักไวโอลินที่เรียนในโรงเรียนฝึกสอนดนตรีระดับโลก เพื่อจะทำความเข้าใจว่าทำไมบางคนเรียนจบไปแล้วถึงเป็นนักไวโอลินชั้นนำของวงการ บางคนได้เป็นนักไวโอลินในวงดนตรี และบางคนได้เป็นเพียงครูสอนไวโอลิน ทั้งๆ ที่คนทั้งสามกลุ่มนี้ก็เริ่มต้นจากคนที่มีแววเหมือนกัน แถมยังเรียนหลักสูตรเดียวกัน

สิ่งหนึ่งที่พวกเขาค้นพบก็คือ นักไวโอลินชั้นนำของวงการนั้นนอนเยอะกว่าคนอื่น คือนอนวันละ 8 ชั่วโมงครึ่ง โดยรวมไปถึงเวลาที่พวกเขางีบหลับกลางวันด้วย

แม้ว่าบริบทในการวิจัยจะเป็นวงการกีฬาและวงการดนตรี แต่ผมก็เชื่อว่าการพักผ่อนก็จำเป็นสำหรับคนทำงานเช่นกัน

ยิ่งช่วงที่เรา Work from Home เรามีแนวโน้มที่จะทำงานจนไม่ได้มีเวลาหยุดพักเลย ซึ่งร่างกายและจิตใจของเราไม่ได้ถูกออกแบบให้มาใช้งานต่อเนื่องยาวนานเหมือนเครื่องจักรแบบนี้

เราควรทำงานแบบเข้มข้นเป็นช่วงๆ แล้วมีจังหวะหยุดพักเพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้ชาร์จแบตจริงๆ สลับกันแบบนี้ไปทั้งวัน

ถ้าอยากเป็น top performer จริงๆ เราต้องนอนให้หลับและพักให้เป็นครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ The Power of Full Engagement by Jim Loehr & Tony Schwartz และ Peak by Anders Ericsson

เมื่อเรารุ่งเรือง เพื่อนจะรู้ว่าเราเป็นคนแบบไหน เมื่อเราตกต่ำ เราจะรู้ว่าเพื่อนเป็นคนแบบไหน

เมื่อชีวิตพุ่งทะยาน เราลืมตัวหรือเปล่า เรามองเห็นหัวคนอื่นหรือไม่ เรามีน้ำใจหรือเปล่า เราดูถูกคนอื่นหรือไม่

เพราะลาภยศสรรเสริญไม่ได้ทำให้สันดานเปลี่ยน มันแค่เปลือยตัวตนที่แท้จริงที่เราเป็นอยู่มาแต่ก่อนเก่า

เมื่อชีวิตเดินมาถึงทางตัน มีใครบ้างที่พร้อมจะช่วยเหลือ ใครบ้างที่พร้อมจะมาอยู่เคียงข้างเราโดยไม่ตั้งคำถาม มีใครบ้างที่จะปฏิบัติต่อเราเหมือนอย่างที่เคย

หากในช่วงที่เรารุ่งเรือง เราไม่ลืมตัว เรามีน้ำใจ เราไม่ดูถูก นั่นย่อมเป็นการดึงดูดคนที่ศีลเสมอกันให้เข้ามาอยู่ในวงจรชีวิต เมื่อถึงคราวที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ กัลยาณมิตรเหล่านี้ก็ยังพอจะเป็นที่ให้เราพักพิงได้

แต่หากที่ผ่านมาเราไม่ได้ทำตัวให้น่ารักน่าคบหา คนที่เข้ามาก็อาจจะเป็นเพียงเพื่อนแต่โดยฉากหน้า ที่พร้อมจะชิ่งเมื่อไหร่ก็ตามที่เราไม่สามารถให้ประโยชน์กับเขาได้อีกต่อไปครับ