สุขตื้นกับสุขลึก

สุขตื้นนั้นตื่นเต้น เหมือนกำลังเล่นเกมอะไรบางอย่าง อะดรีนาลีนไหลหลั่งแต่อายุสั้นจู๋ เพียงครู่ก็โหยหาใหม่ เติมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม

ยอดไลค์ในโซเชียล ซื้อของช่วงโปรโมชั่น เถียงกันจนชนะ ลิ้มรสอาหารหรู คริปโตที่ถือราคาพุ่ง

ส่วนสุขลึกนั้นเป็นสุขแบบช้าๆ ไม่หวือหวาแต่สม่ำเสมอ ไม่อิ่มหนำสำราญแต่เบิกบานอยู่ในใจ

อ่านหนังสือดีๆ ทำงานเสร็จลุล่วง มีเวลาดูดวงตะวันตกดิน เข้าครัวทำอาหาร สร้างสรรค์ผลงานตน มีไลฟ์สไตล์ที่เหมาะสมจนไม่ต้องดิ้นรนเรื่องการเงิน

“Shallow happy is what you want now.
Deep happy is what you want most.”

-Derek Sivers

ในแต่ละวัน เราใช้เวลาตามหาความสุขแบบไหนกันบ้าง

ถ้าตัดสินใจไม่ได้ คำตอบก็คือ “ไม่”

ควรจะแต่งงานกับคนนี้รึเปล่า

ควรจะรับตำแหน่งนี้รึเปล่า

ควรจะซื้อบ้านหลังนี้รึเปล่า

ควรจะทำธุรกิจกับคนคนนี้รึเปล่า

ถ้าตัดสินใจไม่ได้ แสดงว่าคำตอบก็คือไม่ควร

เพราะในยุคนี้โอกาสมีมากมาย สมองของเราไม่ได้ถูกวิวัฒนาการมาให้เข้าใจทางเลือกที่มากมายเช่นนี้ บรรพบุรุษของเราเมื่อหลายพันหรือหลายหมื่นปีที่แล้วล้วนอยู่แต่ในเผ่าที่มีคนไม่เกิน 150 คน หากเจอใครที่ถูกใจ นั่นอาจจะเป็นทางเลือกเดียวที่เรามีสำหรับคู่ครอง

เวลาเราเลือกสิ่งใดก็ตาม เราต้องอยู่กับสิ่งนั้นไปอีกนาน ถ้าจะเริ่มทำธุรกิจ เราต้องอยู่กับมันไปเป็นสิบปี ถ้าจะเลือกคบกับใครเราก็อาจคบกับคนคนนั้นห้าปีเป็นอย่างน้อย

แน่นอนว่าไม่มีอะไรชัวร์ 100% แต่เราก็ควรมั่นใจอย่างน้อย 80%-90% ก่อนจะตัดสินใจอะไรที่มันจะเป็น commitment ของเราไปอีกหลายปี

ถ้าลังเลมากจนต้องมานั่งเปิด Excel เทียบข้อดีข้อเสียและให้คะแนนแต่ละปัจจัย ขอให้เลิกคิดเสียเถอะ

If you can’t decide, the answer is no.

ถ้าตัดสินใจไม่ได้ คำตอบก็คือ “ไม่” เท่านั้นเอง


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ The Almanack of Naval Ravikant

ไม้ล้มมันดัง ไม้ขึ้นคนไม่ทันสังเกต

“ผมรู้จักคนรุ่นใหม่ดีๆ เยอะเลย
แต่สิ่งที่ดีในสังคมไทย คนจะมองไม่เห็น
เหมือนต้นไม้ เวลาล้มมันดัง
อย่างข่าวไอ้เณรคำอะไรนี่มันดัง
แต่เวลาต้นไม้งอก คนไม่ทันสังเกต
เมืองไทยตอนนี้มันมีอะไรงอกเยอะเลย”

-สุลักษณ์ ศิวรักษ์
นิตยสาร Happening ฉบับที่ 78
สิงหาคม 2556

ในห้วงยามที่เต็มไปด้วยโรคระบาดและความขัดแย้งทางการเมือง เป็นการยากเหลือเกินที่จะดำเนินชีวิตในแต่ละวันโดยไม่เกิดความขุ่นใจ

เราถูกวิวัฒนาการให้มองเห็นสิ่งเลวร้ายก่อนสิ่งดีงาม ถ้าเราเห็นพุ่มไม้กำลังเคลื่อนไหว เราต้องระแวดระวังภัยว่าเราจะกลายเป็นผู้ถูกล่าหรือเปล่า

ข่าวดีจึงขายไม่ได้ ข่าวร้ายจึงขายดี สำนักข่าวและฟีดโซเชียลจึงเป็นเครื่องขยายเสียงให้กับเรื่องลบมากกว่าเรื่องบวก เพราะนั่นคือสิ่งที่คนส่วนใหญ่ชอบเสพกัน

เมื่อมองไปทางไหนก็ไม่ดีสักอย่าง ใครหลายคนจึงมองโลกเป็นสีเทาเข้ม

แต่สิ่งสำคัญมักจะไม่ตะโกน สิ่งดีงามมักจะเงียบเชียบ เวลาดอกไม้ผลิบานมันไม่เคยป่าวประกาศบอกใคร มันก็แค่ผลิบานอยู่ตรงนั้น ใครที่หยุดมองมันก็ย่อมเห็นความงาม ส่วนใครที่หมกมุ่นเกินไปก็ย่อมพลาดโอกาส

หากรู้สึกว่าอารมณ์ของเรากำลังติดลบเหลือเกิน ให้เตือนตัวเองว่าในทุกวิกฤติที่เกิดขึ้นนั้นมีคนกำลังทำงานอย่างหนัก

ท่ามกลางความไม่เรียบร้อยของการจัดสรรวัคซีน ยังมีแพทย์ พยาบาล อาสาสมัคร นับพันนับหมื่นคนที่พาตัวเองเข้าไปอยู่กลางสมรภูมิ ผมเดาว่าคนเหล่านี้ปริปากบ่นน้อยกว่าคนดู เพราะเขาทำงานหามรุ่งหามค่ำจนเหลือแรงและเวลาไม่มากนักที่จะมาเล่นโซเชียลหรือดันแฮชแท็กอะไร

และยังมีกลุ่มจิตอาสาอีกมากมายที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ นี่คือต้นไม้ที่กำลังแตกหน่อผลิใบขึ้นมาอย่างเงียบๆ คนกลุ่มนี้แหละที่เราควรจะเงี่ยหูฟังเป็นพิเศษ และช่วยเหลือเขาเท่าที่กำลังของเราจะทำได้

ต้นไม้ล้มมันดังอยู่แล้ว อย่าไปสนใจมันมากนักเลย ไม่มีแก่นสารอะไรหรอก

หันมาใส่ปุ๋ย รดน้ำ พรวนดินให้กับต้นกล้ากันดีกว่านะครับ

เราโกรธเพราะเขาทำผิด หรือเพราะเขาไม่ได้ดั่งใจ

อันนี้คือสิ่งที่ผมสังเกตตัวเองในฐานะพ่อที่มีลูกสาววัย 5 ขวบกับลูกชายวัย 3 ขวบ

เวลาที่เจอผู้ใหญ่ แล้วลูกไม่ยอมยกมือไหว้

เวลาที่ออกไปกินข้าวข้างนอก แล้วเขาเล่นสนุกจนเลอะเทอะไปหมด

เวลาที่อยู่กับเด็กคนอื่น แล้วเขาไม่ยอมแบ่งของเล่นให้เพื่อน

เราโกรธเขาเพราะเขาทำผิด หรือเราโกรธเพราะเขาทำให้เราอาย?

อายเพราะกลัวคนจะมองเราว่าสอนลูกมาไม่ดี ถึงไม่ยกมือไหว้ ถึงทำเลอะเทอะ ถึงไม่แบ่งของเล่น

จริงๆ แล้วเราไม่ได้โกรธการกระทำของลูก เราโกรธตัวเองที่ควบคุมลูกไม่ได้ต่างหาก

ตัวกูของกูนั้นมันแยบยลและแฝงอยู่ในทุกที่ เราจึงกะเกณฑ์สิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา โดยลืมไปว่าขนาดตัวเองเรายังควบคุมไม่ได้เลย แค่จะเล่น social หรือดูทีวีให้น้อยลงเรายังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ดันอยากไปควบคุมคนอื่น พอทำไม่ได้ก็หงุดหงิด พร้อมสร้างสารเคมีที่เป็นพิษต่อร่างกายอีก

ผมเริ่มต้นจากเรื่องลูก แต่แท้จริงแล้วมันประยุกต์ใช้ได้กับทุกกับความสัมพันธ์ ทั้งเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า เพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัว

เตือนตัวเองว่าที่เราโกรธเพราะเราคาดหวังให้เขาเป็นไปดั่งใจ

เมื่อตระหนักว่านี่คือเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เราจะมองสถานการณ์และรับมือกับมันด้วยความเป็นกลางมากขึ้นครับ

อ่านเร็วกว่าฟัง ทำเร็วกว่าดู

“Reading is faster than listening. Doing is faster than watching.”
-Naval Ravikant

อ่านเร็วกว่าฟัง:-

ความผิดพลาดของคนทำสไลด์มือใหม่ คือใส่คำที่ตัวเองจะพูดลงไปในสไลด์ด้วย

เมื่อคนฟังเห็นแล้วว่าคนพรีเซนต์พูดตามเนื้อหาในสไลด์ เขาก็จะหยุดฟัง และอ่านสไลด์เอง เพราะเร็วกว่าฟังเยอะ

ทำเร็วกว่าดู:-

การสอนอะไรก็ตามแต่ ต่อให้คนสอนจะอธิบายได้ละเอียดลออแค่ไหน ต่อให้คนฟังคิดว่าตัวเองเข้าใจดีอย่างไร ก็เทียบไม่ได้เลยกับการได้ลองทำแบบฝึกหัด เพราะนั่นถึงจะเป็นตัววัดว่าเข้าใจจริงหรือเปล่า

คนที่อยากจะทำธุรกิจ อยากจะเขียนบล็อก อยากลงทุน มักจะเริ่มต้นด้วยการหาความรู้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องระวังที่จะไม่ใช้เวลาหาความรู้มากเกินไป เพราะความรู้เป็นอนันต์ อ่านเท่าไหร่ก็ไม่หมด

อย่าเอาแต่ดูอย่างเดียว เพราะมันจะเนิ่นช้า สู้ดูให้พอเข้าใจแล้วลงมือทำไปเลยดีกว่า และความรู้ความเข้าใจของเราจะเข้มข้นขึ้นเยอะ

อ่านเร็วกว่าฟัง ทำเร็วกว่าดูครับ