เคล็ดลับกระตุ้นตัวเองให้อยากออมเงินมากขึ้น

งานวิจัยหนึ่งของมหาวิทยาลัย UCLA มีการถามผู้เข้าร่วมว่าถ้าคุณได้เงินมา $1000 คุณจะออมเงินเท่าไหร่

คำตอบของคนส่วนใหญ่จะอยู่ที่ค่าเฉลี่ยประมาณ $80

แต่มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่คำตอบสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึงสองเท่า คือ $172

คนกลุ่มหลังคือคนที่ได้เห็นรูปตัวเองตอนแก่

เราทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่าการอดออมเพื่อวัยเกษียณนั้นเป็นเรื่องสำคัญแค่ไหน แต่เราก็ไม่ค่อยจะทำกันเพราะในจิตใต้สำนึกนั้นเราจะรู้สึกเหมือนเรากำลังเสียสละความสุขสบายในตอนนี้เพื่อความสุขของ “คนแปลกหน้า” ในอนาคต

การได้เห็นรูปของตัวเองในวัยแก่ จะทำให้ตัวเราในวัยเกษียณนั้นจับต้องได้มากขึ้น และทำให้เราตระหนักว่าตัวเราในอนาคตจะได้รับผลกระทบจริงๆ จากการมีวินัยหรือขาดวินัยในของตัวเราในวันนี้

ดังนั้น ถ้ารู้สึกว่าเรายังไม่ค่อยมีแรงบันดาลใจที่จะเก็บเงินเพื่อตัวเองในอีก 30 ปีข้างหน้าเท่าไหร่ ลองทำสามข้อต่อไปนี้ ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที

  1. เข้า App Store หรือ Playstore แล้วดาวน์โหลดแอป FaceApp
  2. ถ่ายรูปหน้าตัวเองแล้วทำให้หน้าแก่ขึ้น (เลือก Age -> Old หรือ Cool Old)
  3. แปะหน้าแก่ของเราไว้ในที่ที่เราเห็นบ่อยๆ

ผมลองเล่นดูเองแล้ว ความรู้สึกอยากมีเงินเก็บก็สูงขึ้นมาจริงๆ ครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ How to Have a Good Day by Caroline Webb

ปล่อยวางบางอย่างที่แก้ไม่ได้

ถ้ารู้สึกว่ากำลังร้อนรน กำลังเหนื่อยเกินไป กำลังนอนไม่ค่อยหลับ นั่นอาจเป็นเพราะเราเข้าไปยึดเอา “สถานการณ์ต่างๆ” มาเป็น “เรื่องราวของตัวเอง”

ติดตามข่าวสารบ้านเมือง กังวลเรื่องดารา นินทาผู้บริหาร

สนุกก็จริง แต่เปลี่ยนอะไรไม่ได้ และไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มอะไรให้ชีวิต

เมื่อเราสนใจเรื่องของคนอื่น ย่อมมีเวลาน้อยลงที่จะใส่ใจเรื่องของตนเอง

“Everything slows down when we listen and stop trying to fix the unfixable.”
― Anne Lamott

โลกก็ยังคงหมุนไป ไม่มีความจำเป็นอะไรที่เราต้องวิ่งตามมันให้ทัน เรื่องส่วนใหญ่ที่ผ่านเข้ามามันจะหมดความหมายภายในสองสัปดาห์

ชีวิตจะจัดการได้ง่ายขึ้น เมื่อเราปล่อยวางบางอย่างที่แก้ไม่ได้ครับ

เวลาลูกงอแงพ่อแม่ต้องหยุดใช้เหตุผล

ช่วงนี้ผมกำลังอ่านหนังสือ The Book You Wish Your Parents Had Read (and Your Children Will be Glad That You Did) ของ Philippa Perry นักจิตบำบัดชาวอังกฤษซึ่งแต่งตัวได้จัดจ้านมาก

เป็นหนังสือที่ดีเล่มหนึ่งเลยครับ ใครเป็นพ่อเป็นแม่ของเด็กวัยอนุบาลหรือประถมอยากแนะนำให้ลองไปหาอ่านกัน มีแปลเป็นไทยภายใต้ชื่อ “เสียดายแย่ถ้าพ่อแม่ไม่ได้อ่าน” โดย สำนักพิมพ์ Bookscape ด้วย

คำแนะนำหนึ่งที่มีประโยชน์มากและผมลองเอามาใช้แล้วเวิร์คคือวิธีการรับมือตอนที่ลูกงอแง

พ่อแม่ทุกคนล้วนต้องเคยรับมือกับสถานการณ์ที่ลูกทำตัวไร้เหตุผล

เช่นอยากซื้อของเล่นแล้วโวยวาย ล้มแล้วร้องไห้ไม่หยุดทั้งๆ ที่ไม่ได้เจ็บมากขนาดนั้น ไม่กล้านอนคนเดียวเพราะกลัวผี ไม่ยอมแบ่งของเล่นให้เพื่อน ฯลฯ

พ่อแม่สายซอฟต์อย่างเราก็จะพูดจากับลูกดีๆ อธิบายเขาด้วยเหตุผลว่าทำไมเขาไม่ควรซื้อของเล่น/ไม่ควรร้องไห้/ไม่ควรกลัวผี/ไม่ควรแย่งของเล่นกับคนอื่น

แต่พูดจาดีๆ แล้วหลายครั้งลูกก็มักไม่ยอมฟัง จนสายซอฟต์เริ่มต้องใช้ไม้แข็งหรือใช้แรงเข้าข่ม

ซึ่งสุดท้ายลูกก็ต้องยอมเราและสงครามเล็กๆ นี้เราก็เป็นฝ่ายชนะไปอีกครั้ง

แต่สิ่งที่หนังสือเล่มนี้สอน และผมมองว่าเป็น game changer เลยก็ว่าได้ ก็คือเราไม่ควรคุยกับลูกด้วยเหตุผล

ใช่ครับ อย่าใช้เหตุผลนำทาง อย่าพยายามแก้ปัญหา แต่ให้พยายามเข้าใจความรู้สึกของลูกและแสดงให้เขารู้ว่าเราพยายามเข้าใจเค้าอยู่นะ.

Don’t fix your child. Feel your child.

ตัวอย่าง

“หนูจะเอาตุ๊กตาตัวนี้!”

“แต่วันก่อนหนูเพิ่งซื้อไปเองนะ”

“แต่หนูอยากเอาอีกตัวนี่หน่า”

“ที่บ้านมีตั้งเยอะแล้ว ยังเล่นไม่ครบทุกตัวเลย”

“แต่ตัวนี้มันน่ารักมากเลย หนูอยากได้”

“มันเปลืองตังค์นะ แม่ซื้อให้หนูทุกครั้งไม่ไหวหรอก”

“แต่หนูจะเอาๆๆๆๆ”

“ถ้าทำตัวอย่างนี้คราวหลังไม่พามาแล้วนะ”

นี่คือบทสนทนาที่แม่พยายามใช้เหตุผล และมักจะจบลงที่ลูกทำตัวไร้เหตุผลและเราต้องใช้คำขู่หรือการบังคับ

คราวนี้ลองพยายามเปลี่ยนจากการ fix เป็นการ feel บ้าง

“หนูจะเอาตุ๊กตาตัวนี้!”

“ทำไมหนูถึงอยากได้ตุ๊กตาตัวนี้ล่ะคะ”

“ก็มันน่ารักอ่ะค่ะ”

“น่ารักยังไง ไหนเล่าให้แม่ฟังหน่อย”

“ก็มันใส่ชุดสีชมพู ขนตายาว ผมสีทอง น่ากอดมากเลย”

“คล้ายๆ กับอีกตัวที่บ้านเลยเนอะ น่าจะเป็นเพื่อนกันได้”

“ใช่ๆ เอามาเป็นคู่หูได้”

“แม่รู้ว่าหนูอยากได้ตัวนี้ แต่วันนี้แม่ซื้อให้ไม่ได้จริงๆ เพราะเราต้องรู้จักประหยัด”

“ประหยัดแปลว่าอะไรคะ”

แล้วบทสนทนาก็ดำเนินไป แน่นอนว่าสุดท้ายลูกอาจจะยังยืนกรานที่จะซื้อตุ๊กตาอยู่ก็ได้

แต่ผมลองวิธีนี้หลายครั้งแล้วก็ได้พบว่าเมื่อเราแสดงออกว่าเราอยากรู้อยากเข้าใจความรู้สึกของเขา ท่าทีของเขาจะอ่อนลง ไม่งอแง ไม่ต่อล้อต่อเถียงเหมือนที่เคย แถมยังพร้อมจะฟังและเข้าใจเรามากขึ้นด้วย

สุดท้ายแล้วมนุษย์เราก็อาจไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าคนที่เข้าใจเขา

ละทิ้งการใช้เหตุผลไปก่อน แล้วลองตั้งต้นด้วยความรู้สึก

แล้วความสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูกอาจจะราบรื่นขึ้นนะครับ

นิทานสิ่งที่ง่ายที่สุด

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วันหนึ่งมีคนเดินไปถามรพินทรนาถ ฐากุร ปราชญ์ของอินเดียผู้ได้รับรางวัลโนเบล

คำถามมีสามข้อ

ข้อที่หนึ่ง ท่านคิดว่าอะไรง่ายที่สุด

ข้อที่สอง อะไรยากที่สุด

และข้อที่สาม อะไรยิ่งใหญ่ที่สุด

รพินทรนาถตอบว่า

ข้อที่หนึ่ง สิ่งที่ง่ายที่สุดคือการตำหนิผู้อื่น

ข้อที่สอง สิ่งที่ยากที่สุดคือการรู้จักตัวเอง

และข้อสาม สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือความรัก


ขอบคุณนิทานจาก พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก: เสวนาเก็บตกสามก๊ก “ใครกันแน่ที่เป็นอัจฉริยบุคคลแห่งสามก๊ก ?”

มีความสุขกับงานด้วยการหา Personal Why ให้เจอ

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า extrinsic motivation และ intrinsic motivation

Extrinsic motivation คือแรงจูงใจจากภายนอก เช่นเงินตรา ตำแหน่ง ชื่อเสียง

ส่วน intrinsic motivation คือแรงจูงใจที่ขับมาเองจากภายใน เช่นอยากเห็นงานนี้มันสำเร็จ หรือว่างานนี้มันเติมเต็มอะไรบางอย่าง

นักวิทยาศาสตร์พบว่า แรงจูงใจสองอย่างนี้ต่างกันมาก และถูกขับเคลื่อนจากสมองคนละส่วนด้วยซ้ำไป

Extrinsic motivation นั้นถูกขับเคลื่อนจากสมองส่วนเดียวกับที่เกี่ยวกับวินัยแบะการควบคุมตนเอง ในขณะที่ intrinsic motivation นั้นถูกขับเคลื่อนโดยสมองส่วนเดียวกับที่ดูแลเรื่องความต้องการและความปรารถนา (needs & desires)

ดังนั้น ถ้าเราหา intrinsic motivation ของงานแต่ละชิ้นได้เจอ เราจะรู้สึก “อยาก” ที่จะทำมันมากขึ้นและจะมีความสุขกับมันมากขึ้นด้วย

สิ่งนี้เรียกสั้นๆ ว่า Personal Why หรือเหตุผลที่เราจะลงมือทำงานแต่ละอย่าง

มีเรื่องเล่าจาก “เดวิด” ซึ่งเป็น CEO โรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่งที่อยากจะเข้าใจเนื้องานในโรงพยาบาลมากขึ้น เขาจึง “ปลอมตัว” เป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่พยาบาล และวิ่งเข้าวิ่งออกห้องฉุกเฉินพร้อมกับเตียงผู้ป่วยไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ

เดวิดสังเกตเห็นช่างคนหนึ่งกำลังง่วนอยู่กับประตูแบบ swing door เหมือนที่เราเห็นในหนัง เดวิดถามช่างคนนั้นว่าทำอะไรอยู่ ช่างเลยตอบว่า

“ผมพยายามไขน็อตประตูให้มันแน่นพอดีๆ เพราะถ้าแน่นเกินไป ประตูจะแข็งและเหวี่ยงแรงมาก ถ้าคนไข้ที่อยู่บนเตียงถูกลากผ่านประตูแบบนั้นคงจะตกใจ และไม่ช่วยให้คนไข้อาการดีขึ้น!”

ทั้งๆ ที่ช่างอาจจะมองว่างานซ่อมประตูเป็นเรื่องที่ซ้ำซากน่าเบื่อ แต่เขากลับมี personal why ที่มอบคุณค่าและความหมายให้กับเขา

กลับมามองที่ตัวเอง

บางทีเราก็ยุ่งมาก วุ่นมาก มีเรื่องให้ต้องทำเยอะเกินไป บางงานก็สนุก บางงานก็ต้องกัดฟัน บางงานก็ดูไร้สาระ จนบางทีก็อดไม่ได้ที่จะขุ่นข้องหมองใจอยู่ลึกๆ

แต่ทุกงานที่เราทำมันกำลังสร้างคุณค่าบางอย่าง

มองให้ออกว่างานนั้นมันสร้างคุณค่าอย่างไร และมันสอดคล้องกับสิ่งที่เรายึดมั่นอย่างไร

หา Personal Why ของเราให้เจอ แล้วเราจะมีความสุขกับงานมากขึ้น

หรืออย่างน้อยที่สุดก็จะไม่ทุกข์ทนกับมันจนเกินควรครับ

—–

ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ How To Have A Good Day by Caroline Webb