อย่าแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว

อย่าคิดว่าการที่คนรอบข้างไม่แฮปปี้นั้นเป็นความรับผิดชอบของเรา

แม้เราอยากจะเชื่อว่าเราเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่จะมากอบกู้โลก แต่ความเป็นจริงก็คือมันมีปัจจัยอีกมากมายที่เราควบคุมไม่ได้

แม้เจตนาดี แต่การพยายามไปควบคุมสิ่งที่ควบคุมไม่ได้นั้นถือเป็นความโง่เขลา

พระท่านว่าสัตว์ในโลกล้วนมีวิบากเป็นของตนเอง สิ่งที่เกิดขึ้นมันถูกอยู่แล้ว ถ้าจะผิดก็ผิดตรงความเห็นของเรานี่แหละ

ก่อนจะดูแลคนอื่น ดูแลตนเองให้ดีก่อน เวลาเครื่องบินเกิดเหตุ เขายังบอกให้เราสวมหน้ากากอ๊อกซิเจนให้ตัวเองก่อนเลย

เมื่อดูแลตัวเองได้ดีแล้ว เราจึงช่วยคนอื่นตามกำลังความสามารถ โดยเริ่มจากคนใกล้ก่อน อย่ามัวแต่ช่วยคนไกลจนหลงลืมคนใกล้

อย่าแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว อะไรที่ปล่อยได้ก็ปล่อยไป อะไรไม่ไหวก็ยอมรับว่าไม่ไหว หัดเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ หรืออย่างน้อยระบายให้ใครฟังก็ยังดี

พระเจ้าคงไม่ใจร้ายพอที่จะปล่อยให้เราเผชิญทุกอย่างโดยลำพังครับ

เราจะไม่ burnout กับงานที่เราสนุก

“ความจริงข้อหนึ่งคือ คุณจะไม่หมดไฟกับงานที่ทำแล้วสนุก คำถามต่อไปคือ ถ้างานตอนนี้ไม่สนุก ก่อนจะออกไปหาอย่างอื่นทำซึ่งไม่รู้จะสนุกไหม คุณได้ลองทำให้งานปัจจุบัน ‘สนุก’ ขึ้นหรือยัง”

– รวิศ หาญอุตสาหะ, หนังสือ Super Productive

ผมลองเข้าไปดูใน Google Ngram Viewer ที่แทร็คการใช้คำในหนังสือ ก็พบว่าคำว่า burnout เพิ่งจะมีคนเริ่มใช้จริงจังในยุค 1960’s และพุ่งขึ้นสูงที่สุดในปี 1985 ก่อนจะค่อยๆ ลดลงมาอย่างต่อเนื่องจนเกือบจะลงไปเท่ากับยุค 60’s แล้ว

แต่ถึงกระนั้น ช่วงนี้เราก็ยังได้ยินคำว่า burnout อยู่เรื่อยๆ ซึ่งอาการหมดไฟนั้นอาจมีสาเหตุได้หลายประการ

  1. ทำงานที่ตัวเองไม่ได้มีปากมีเสียงในการคิดและตัดสินใจ
  2. ทำงานหนักเสียจนไม่มีเวลาพักผ่อน นอนน้อย สุขภาพพัง
  3. ไม่รู้สึกว่างานที่ทำได้สร้างคุณค่าให้กับใคร
  4. งานที่ทำมันไม่สนุกหรือไม่รู้สึกว่าตัวเองได้พัฒนา
  5. งานที่ทำไม่ได้สร้างความก้าวหน้าหรือตอบโจทย์ชีวิตในระยะยาว

ข้อแรกเราอาจจะทำอะไรได้ยากหน่อย เพราะเป็นเรื่องของวิธีการบริหารในองค์กร เราอาจช่วยให้มันดีขึ้นได้ด้วยการฟีดแบ็คคนที่เราไว้ใจและมีบารมีพอที่จะส่งเสียงแทนเราได้

ข้อ 2 ผมมองว่ามันอยู่ในขอบเขตที่เราสามารถจัดการได้พอสมควร ถ้าเราทำงานหนักจนไม่มีเวลาพักผ่อน แสดงว่ามีอะไรบางอย่างที่ผิดอยู่โดยพื้นฐาน ต้องลองมองหาว่าเราจะ optimize วิธีการทำงานหรือวิธีการ set expectations อย่างไรเพื่อให้เรารับมือกับปริมาณงานได้อย่างยั่งยืน เพราะการฝืนทนทำงานแบบนอนวันละ 5 ชั่วโมงติดต่อกันเป็นยุทธศาสตร์ที่ไม่ฉลาดเลย

ข้อ 3-5 นั้นเราทำงานให้สนุกและมีความหมายขึ้นได้ เพราะโดยแท้จริงแล้ว ทุกงานที่เราทำมันทำให้ชีวิตใครบางคนดีขึ้นเสมอ ส่วนถ้ามันมีงานที่เราต้องกล้ำกลืน ก็ควรหาเครื่องมือใหม่ๆ หรือหาน้องฝึกงานมาช่วยแบ่งเบา ถ้างานมันน่าเบื่อก็ทำให้สนุกขึ้นได้ด้วยการตั้ง deadline ขึ้นมาแล้วทำงานแข่งกับเวลา และเมื่อมีเวลาเหลือ เราก็ควรถอยออกมาเพื่อมองให้เห็นภาพกว้างว่ามีมุมไหนที่เราจะสามารถสร้างคุณค่าให้กับทีมได้มากกว่านี้ เมื่อเราสร้างคุณค่าและรู้จักสื่อสารให้คนรับรู้ ความก้าวหน้าก็จะตามมาเองไม่ช้าก็เร็ว

เข้าใจดีว่าอาจจะไม่ใช่ทุกองค์กรที่คนทำงานดีจะได้เติบโต แต่ตราบใดที่เราไม่หยุดที่จะยกระดับตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ทักษะที่เราพัฒนาขึ้นมาก็จะติดตัวเราไปตลอดและพาให้เราได้ไปเจอกับเพื่อนร่วมงานที่มี “ศีลเสมอกัน” ในที่สุด

ใครที่ประสบกับสภาวะ burnout อยู่ ข้อแนะนำที่ผมมีคือเริ่มต้นจากนอนให้พอก่อน จากนั้นก็จัดเวลาให้ได้ทำทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ เพราะทุกคนต้องมีน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจด้วยกันทั้งนั้น เมื่อเริ่มมีแรง ค่อยคิดวิเคราะห์ว่าเรา burnout เพราะอะไร แล้วหาทางแก้ไขให้ตรงจุด

ขอส่งกำลังใจให้คนที่กำลังเหนื่อยล้าทุกคนครับ

Social Media ทำคนไกลให้ใกล้ ทำคนใกล้ให้ไกล

อ.นภดล ร่มโพธิ์เคยเขียนไว้ว่า คำว่า “รัก” สะกดว่า “เ-ว-ล-า”

รักคือการให้เวลากับคนที่เราคิดว่าสำคัญ

สิ่งใดก็ตามที่ดึงเวลาจากเราไป สิ่งนั้นทำให้เรารักกันน้อยลง

Mission Statement ของ Facebook คือ Give people the power to build community and bring the world closer together.

ทำให้คนทั้งโลกใกล้ชิดกันมากขึ้น

เราพูดคุยกับคนข้ามทวีป แต่เรากลับไม่มีเวลาพูดคุยกับคนในบ้าน

ยิ่งพอมี Clubhouse เข้ามา เวลาหลังสองทุ่มที่ควรจะเป็นเวลาได้คุยกับคนที่สำคัญที่สุด นั่นคือครอบครัวและตัวเอง เรากลับใช้มันเพื่อพูดคุยกับคนแปลกหน้า

เราฉลาดขึ้นก็จริง เข้าใจโลกมากขึ้นก็จริง แต่คุ้มกันรึเปล่ากับความสัมพันธ์ที่ขาดน้ำหล่อเลี้ยง เราจำเป็นต้องรู้อะไรมากขึ้นขนาดนั้นจริงหรือ

เกรงเหลือเกินว่ายิ่งตามล่าจะยิ่งหาไม่เจอ

Social Media ทำคนไกลให้ใกล้ ทำคนใกล้ให้ไกล และอนาคตก็จะมีของใหม่ๆ มาดึงเวลาจากเราไปอีก

รักตัวเองบ้าง ให้เวลากับตัวเองและคนใกล้ตัวบ้าง เพราะนั่นคือสิ่งที่มีความสำคัญอย่างแท้จริงครับ

หน้าที่ของเราคือเข้าใจผิดให้น้อยลง

หนึ่งในความต้องการพื้นฐานที่เรามักจะสลัดไม่ออกคือความต้องการเป็น “คนถูก”

เขาถึงห้ามคุยกันเรื่องศาสนาและการเมือง เพราะแทนที่จะถกกันเพื่อนำไปสู่ความจริง ส่วนใหญ่แล้วจะกลายเป็นการเถียงกันเพื่อพิสูจน์ว่าเราต่างหากที่ถูกต้องที่สุด

แต่ในความเป็นจริงแล้วเราไม่สามารถเป็นคนถูกได้ทุกอย่าง ความเข้าใจของเราที่มีต่อโลกใบนี้มีขีดจำกัดมากเหลือเกิน

ดังนั้นเราจึงไม่ควรตั้งเป้าหมายที่จะเป็นคนถูกไปเสียทุกเรื่อง เพราะมันเป็นไปไม่ได้ และการยึดมั่นถือมั่นในเรื่องนี้รังแต่จะทำให้เราสูญเสียมิตรสหายและความสัมพันธ์อันดี

แม้กระทั่งเรื่องที่ไม่ได้กระทบความสัมพันธ์ เราก็ยังมีความเข้าใจผิดอยู่บ่อยๆ และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำไมเราคาดการณ์ผิด และทำไมสิ่งที่เรามั่นใจนักหนากลับไม่ได้เกิดขึ้นตามที่เราคาด

หนึ่งในสัญญาณของวุฒิภาวะคือความรู้ตัวและการยอมรับได้ว่าเราไม่ได้ถูกไปเสียทุกอย่าง เรายังอ่อนด้อยเอามากๆ ในบางเรื่อง ซึ่งหากเรายอมรับได้ มันจะนำไปสู่ intellectual humility หรือความถ่อมตนทางปัญญา

เมื่อเรามีความถ่อมตนทางปัญญา โอกาสที่เราจะเข้าใจอะไรต่อมิอะไรตามความเป็นจริงก็จะเปิดกว้างขึ้น เราจะสังเกตว่าอะไรที่เราผิด แล้วเราก็พร้อมที่จะปรับปรุงกระบวนการคิดหรือการลงมือทำจนกว่ามันจะถูก

เป้าหมายของการเรียนรู้จึงไม่ใช่เพื่อที่จะเป็นคนถูกไปเสียทุกอย่าง

เป้าหมายคือการเป็นคนผิดให้น้อยลงเท่านั้นเอง

คงจะมีอีกนับร้อยนับพันอย่างที่เราจะยังเข้าใจโลกผิดๆ ไปจนถึงกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต

ซึ่งถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร ขอแค่เข้าใจถูกในเรื่องใหญ่ๆ ก็เพียงพอแล้วที่จะมีชีวิตที่ดีงามครับ

ทำเรื่องยิ่งใหญ่เพราะเสมอต้นเสมอปลายกับเรื่องเล็ก

นั่งสมาธิหนึ่งครั้งใครก็ทำได้ แต่นั่งสมาธิทุกวันนั้นหาได้ยาก

ออกกำลังกายวันนี้เป็นเรื่องง่าย แต่ออกกำลังกายทุกวันเป็นเรื่องเหลือเชื่อ

เขียนบทความหนึ่งบทแทบไม่มีความหมาย แต่เขียนบทความทุกวันได้คือยอดมนุษย์

หนึ่งวันวางอิฐหนึ่งก้อน เมื่อผ่านไปสิบปีก็มันก็คือกำแพงเมืองจีนดีๆ นี่เอง


ขอบคุณเนื้อหาส่วนใหญ่จาก James Clear 3-2-1 Newsletter