ยังไงก็ต้องมีคนผิดหวังในตัวเรา

เราคงเคยเจอคนที่พยายามจะ please ทุกคน พยายามทำให้ทุกคนพอใจ แต่สุดท้ายแล้วเขาไม่สามารถทำให้ใครพอใจได้เลย

นี่คือบทเรียนที่คนทำงานทุกคนจะต้องค่อยๆ เรียนรู้ ว่าสิ่งที่เราคิด เราตัดสินใจ และลงมือทำนั้น สุดท้ายแล้วจะมีคนที่ได้ประโยชน์ และคนที่เสียประโยชน์เสมอ

คนที่ได้ประโยชน์ก็จะชื่นชม คนที่เสียประโยชน์ (หรือคิดว่าเขาเสียประโยชน์) ก็จะต่อว่าต่อขาน

เราไม่สามารถทำให้ทุกคนแฮปปี้ได้ สิ่งที่เราทำได้คือมีหลักการที่เรายึดมั่นเอาไว้เสมอ

“Do not think you can be brave with your life and your work and never disappoint anyone. It doesn’t work that way.”
-Oprah

อยู่ในที่แจ้งก็ย่อมต้องโดนแดดโดนฝน ไม่ว่าจะทำเต็มที่แค่ไหน ยังไงก็ต้องมีคนผิดหวังในตัวเรา

ยอมรับความจริงข้อนี้ให้ได้ แล้วเดินหน้าต่อไปนะครับ

คำถามที่ควรถามตัวเองทุกเช้า

James Clear ผู้เขียนหนังสือเบสต์เซลเลอร์อย่าง Atomic Habits จะเขียนหนึ่งคำถามลงกระดาษเปล่าทุกเช้า คำถามนั้นก็คือ:

What do I actually want? ที่จริงแล้วเราต้องการอะไรกันแน่?

เป็นคำถามที่ฟังดูง่ายๆ แต่มีประโยชน์อย่างมาก และเมื่อถามตัวเองทุกวัน คำตอบก็จะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อคำตอบชัดเพียงพอ เขาก็จะเปลี่ยนมันเป็น action steps ที่นำไปลงมือทำต่อได้

ที่จริงแล้วเราต้องการอะไรกันแน่?

ลองถามคำถามนี้กับตัวเองทุกเช้าติดต่อกันซัก 1 เดือน

แล้วชีวิตของเราอาจจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นครับ

สามีภรรยาทะเลาะกันก็เหมือนกับการตีเทนนิส

เป็นเรื่องปกติที่คนอยู่บ้านเดียวกันจะกระทบกระทั่งและมีปากมีเสียง

เวลาที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พอใจและพูดมันออกมา อีกฝ่ายหนึ่งก็มักจะบอกเหตุผลว่าทำไมถึงทำอย่างนั้น ต่างฝ่ายต่างโยนเหตุผลข้ามเน็ตไปให้อีกฝ่าย แล้วก็โต้กันไปโต้กันมาไม่ต่างอะไรกับการตีเทนนิสด้วยข้อเท็จจริง (fact-tennis)

แทนที่จะเป็นการพูดคุยเพื่อเข้าใจและหาทางออกร่วมกัน กลายเป็นว่าเรากลับพยายามเอาชนะ

สมมติว่าคู่รักอยู่คอนโด ผู้ชายทำงานจากที่บ้าน ส่วนผู้หญิงไปทำงานที่ออฟฟิศ ผู้หญิงกลับมาจากที่ทำงานเหนื่อยๆ เห็นว่ามีเสื้อผ้ากองใหม่ที่ยังไม่ได้ซัก แถมจานก็ยังไม่ได้ล้าง บทสนทนาแบบตีเทนนิสจะหน้าตาแบบนี้:

ฝ่ายเสิร์ฟ: ถ้าคุณปล่อยเสื้อผ้าเอาไว้นานๆ โดยไม่ได้ซัก เศษอาหารมันจะเกาะเสื้อผ้าแน่นแล้วจะซักออกยากนะ ตัวไหนใช้แล้วช่วยซักเลยไม่ได้เหรอ (คะแนน 15-0)

ฝ่ายรับ: ทำอย่างนั้นมันเสียเวลานะคุณ ผมรอให้มีผ้าซักกองหนึ่งก่อนแล้วค่อยซักทีเดียวดีกว่า (15-15)

ฝ่ายเสิร์ฟ: แต่เก็บเสื้อผ้าแบบไม่ได้ซักเอาไว้มันซกมกมากเลยนะ (30-15)

ฝ่ายรับ: เชื้อโรคจะเยอะแค่ไหน พอซักมันก็ตายหมดอยู่ดีนั่นแหละ (30-30)

ฝ่ายเสิร์ฟ: ปล่อยจานไว้ไม่ได้ล้างอย่างนี้เดี๋ยวแมลงวันก็มากันพอดี (40-30)

ฝ่ายรับ: นี่มันหน้าหนาว ผมยังไม่เห็นแมลงวันซักตัวเลย (ดิวซ์)

แล้วการโต้เทนนิสก็ดำเนินต่อไปจนกว่าจะมีใครคนหนึ่งจนแต้มและกลายเป็น “ฝ่ายแพ้” ซึ่งนั่นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีต่ออีกคนเลย

นอกจากการทะเลาะกันแบบ fact-tennis นี้แล้ว ยังมีอีกสามแบบที่เราพบเห็นเป็นประจำ

  1. “อ๊ะ! ดูกระรอกนั่นสิ!” คือเปลี่ยนเรื่องคุยไปเลย จะได้ไม่ต้องทะเลาะกัน แต่ถ้าเราหลีกเลี่ยงทุกความกระทบกระทั่ง ความสัมพันธ์ก็จะขาดซึ่งความใกล้ชิดเช่นกัน (if all conflict is avoided, what tends to happen is intimacy is avoided as well.)
  2. “ผู้พลีตน” (martyr) คือยอมเสียสละเสียเอง เช่นภรรยากลับมาเห็นสภาพห้องแล้วก็พูดว่า “ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันจะซักผ้าและล้างจานให้เอง” ซึ่งวิธีนี้ก็ไม่ยั่งยืนเช่นกันเพราะผู้พลีตนจะเก็บความรู้สึกขุ่นเคืองเอาไว้ในใจและรอวันที่จะกลายร่างเป็นผู้พิพากษา
  3. “ผู้พิพากษา” (persecutor) “ทำไมคุณถึงสกปรกโสโครกอย่างนี้เนี่ย ชีวิตนี้เคยทำงานบ้านบ้างรึเปล่า”

ทั้ง 4 ทางนี้ไม่ใช่วิธีที่ดีในการคลี่คลายปัญหาในความสัมพันธ์ สุดท้ายแล้วสิ่งที่เราต้องการไม่ใช่การเป็นผู้ชนะ สิ่งที่เราต้องการคือความรู้สึกว่าเราเข้าใจเขา เขาเข้าใจเรา และทั้งคู่ร่วมกันหาทางออกที่ดี

ตัวอย่างของบทสนทนาที่น่าจะนำไปสู่ทางออกที่ดี

ภรรยา: “เมื่อเช้าฉันเพิ่งซักผ้าไป พอกลับมาเห็นผ้ากองใหม่ฉันก็รู้สึกท้อเหมือนกันนะ ฉันคงรู้สึกดีกว่านี้ถ้าตอนกลางวันคุณช่วยซักผ้าด้วย”

สามี: “ขอโทษจริงๆ ที่รัก ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คุณรู้สึกไม่ดีเลย วันนี้งานเดือดจริงๆ เข้าใจเลยว่าพอกลับมาเห็นสภาพห้องแบบนี้คุณคงหมดแรง”

ภรรยา: “ฉันรู้ว่าช่วงนี้งานคุณเยอะจริงๆ ไม่เป็นไร เอาเป็นว่าเดี๋ยวฉันซักแล้วคุณช่วยตากผ้า โอเคมั้ย?”

กฎพื้นฐานเวลามีเรื่องที่ไม่พอใจคือพยายามใช้รูปประโยค “I-statements” ไม่ใช่ “You-statements” คือแทนที่จะตำหนิอีกฝ่ายว่าไม่ดียังไง ให้เน้นว่าเรารู้สึกอย่างไร เช่น

“I feel hurt when you don’t answer me when you’re on the phone”

นั้นดีกว่า “You’re always ignoring me when you’re on the phone”

ไม่มีใครชอบโดนตีตราว่าเป็นคนเช่นไร ดังนั้นเราจึงควรโฟกัสไปที่สิ่งที่เราเห็นและสิ่งที่เรารู้สึก ซึ่งนั่นจะทำให้อีกฝ่ายเปิดใจรับฟังมากกว่า

หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์สำหรับคู่รักทุกคู่นะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ The Book You Wish Your Parents Had Read (and Your Children Will be Glad hat You Did) by Philippa Perry

โอกาสคืออากาศ อากาศคือโอกาส

สำหรับวัย 20-40 โอกาสคืออากาศ

เนื่องจากปีนี้ LINE MAN Wongnai จะเปิดรับนักศึกษาฝึกงานถึง 77 คน

เมื่อคืนวันพฤหัสฯ ทางทีม People ก็เลยจัดอีเวนท์ใน Clubhouse ภายใต้หัวข้อ “รู้ไหม? ฝึกงาน = อัพเลเวล เพิ่มโอกาสในการสมัครงาน” โดยมี บอย CTO, นิก Head of Marketing & Operations และ ผมที่เป็น Head of People ร่วมสนทนา

สิ่งหนึ่งที่เราย้ำว่าสำคัญมากคือน้องต้องทำให้เรซูเม่ดูโดดเด่น เพราะองค์กรที่น้องอยากฝึกงานด้วยนั้นได้เรซูเม่เป็นร้อยฉบับ ถ้าเรซูเม่ของน้องแค่บอกว่าจบมาจากที่ไหน ก็อาจเป็นเรื่องลำบากที่เขาจะเรียกน้องสัมภาษณ์

ดังนั้นน้องควรจะทำกิจกรรมให้มากๆ ไปเข้าค่ายอาสา เข้าชมรม หรือร่วมกิจกรรมบ้าง เพราะพอพี่ๆ เห็นประวัติเหล่านี้ เขาก็จะรู้ว่าน้องน่าจะ “มีของ”

หนึ่งในคำถามจากผู้คนในห้องส่งก็คือ ถ้าหนูการเรียนกลางๆ และไม่ค่อยได้เข้าร่วมกิจกรรม จะทำให้เรซูเม่ตัวเองดูเด่นขึ้นมาได้อย่างไร

ผมก็ตอบไปว่าโครงการรับนักศึกษาฝึกงานของที่นี่ยังเปิดรับอยู่อีก 1 เดือน จงใช้เวลาอันจำกัดนี้ลองทำอะไรเพื่อจะได้มีเรื่องราวมาเขียนลงเรซูเม่ดีมั้ย

น้องก็ถามต่ออีกว่า ช่วงนี้ยังอยู่ในสถานการณ์โควิด เรียนออนไลน์เกือบตลอด กิจกรรมในมหาลัยก็แทบไม่มี

ผมก็เลยตอบไปว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นกิจกรรมในมหาลัยก็ได้ ถ้าจากนี้ไปอีก 30 วันน้องจัด Clubhouse ซัก 30 ครั้งแล้วมีคนเข้าร่วมสะสมเป็นพันเป็นหมื่นคน แค่นี้เรซูเม่น้องก็น่าสนใจขึ้นมาแล้ว

เข้าใจดีว่า 1 เดือนมันอาจจะทำอะไรไม่ได้มาก อารมณ์ก็เหมือนอ่านหนังสือคืนก่อนเข้าห้องสอบ รู้ดีว่ามันสายเกินไปแต่ก็ยังดีกว่าไม่อ่านจริงไหม

โลกสมัยก่อนโอกาสนั้นหายาก ทุกที่เต็มไปด้วย gatekeepers แต่ในโลกสมัยใหม่นั้นโอกาสมีอยู่ทุกที่ไม่ต่างอะไรกับอากาศ คนที่เคยเป็น gatekeepers ทยอยล้มหายตายจาก อินเทอร์เน็ต สมาร์ทโฟน และโซเชียลมีเดียคือเครื่องมืออันทรงพลังที่คนเล็กคนน้อยก็เข้าถึงได้ จงใช้มันให้เกิดประโยชน์ อย่าปล่อยให้มันใช้เราแต่ฝ่ายเดียว

คำพูดหนึ่งของ Seth Godin ที่ผมชอบมากก็คือ

“How dare you settle for less when the world has made it so easy for you to be remarkable?”


สำหรับวัย 40-60 อากาศคือโอกาส

ความรู้ทุกอย่างหาได้บนอินเตอร์เน็ต ยกเว้นความรู้ตัวเอง

และนี่คือทักษะที่สำคัญ เพราะว่ามันจะหายากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อโซเชียลมีเดียและสื่อต่างๆ มาดึงให้เรา “ส่งจิตออกนอก” เราก็จะใช้เวลาตื่นเกือบทั้งวันโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

เมื่ออายุเริ่มมากขึ้น ทุกอย่างเริ่มลงตัว มันไม่จำเป็นต้องไปเสาะแสวงหาเหมือนวัยหนุ่มสาวแล้ว นี่คือวัยที่เราควรหัดมารู้จักตัวเองให้มากขึ้น ฝึกฝนที่จะอยู่กับตัวเองอย่างสันติสุขให้ได้

และการหัดรู้จักตัวเองที่ง่ายที่สุด คือการกลับมารู้ลมหายใจ ซักหนึ่งนาทีก็ยังดี เป็นหนึ่งนาทีให้สมองได้หยุดพัก ให้ใจได้หยุดวิ่ง

อากาศจึงเป็นโอกาสให้เราฝึกสติและมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน

และทักษะนี้จะรับใช้เราไปตลอดชีวิตครับ


ป.ล. ใครอยากฝึกงานกับ LMWN เชิญเข้าไปดูโครงการ LINE MAN Wongnai Junior ได้ที่เพจ Life@LINE MAN Wongnai ครับ

นิทานกากับนกยูง

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

กาตัวหนึ่งไม่ชอบใจขนสีดำของตัวเอง จึงคิดแปลงโฉมด้วยการเก็บขนหางที่นกยูงสลัดทิ้งมาเสียบแซมกับขนของตนเอง

มันบินอวดพวกกาด้วยกันและเยาะเย้ยว่า

“ดูขนของข้าสิ ทั้งแวววาวและมีสีสันสวยงามกว่าขนดำปี๋ของพวกเจ้าซะอีก ข้าไปอยู่กับฝูงนกยูงดีกว่า”

จากนั้นกาก็ผละจากฝูงของตนเข้าไปอาศัยอยู่กับฝูงนกยูง พวกนกยูงเห็นกาไม่เจียมตัวก็รุมจิกตีจนขนหลุดร่วงพร้อมกับไล่ตะเพิด

“หนอยแน่ คิดอยากจะเป็นนกยูงอย่างพวกเรา ช่างไม่เจียมตัวจริงๆ ไปให้พ้นจากพวกข้าเดี๋ยวนี้!”

กาบินซมซานกลับไปหาพวกพ้อง แต่ฝูงกาก็ไม่ยอมให้อยู่ด้วย เจ้ากาจึงต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา