ความเสียดายไม่ช่วยอะไร

สิ่งที่เราเสียดายล้วนอยู่ในอดีต มันคือสิ่งที่ผ่านพ้นไปแล้ว ต่อให้เสียดายแค่ไหนก็ย้อนวันเวลาไม่ได้

ถ้าเราจมอยู่กับ regrets หรือความเสียดาย เราจะยิ่งสูญเสียโอกาสในปัจจุบัน และสร้างเรื่องที่เราต้องกลับมาเสียดายอีกในอนาคต

แม้จะเจ็บปวด แต่เราควรยอมรับในสิ่งที่แก้ไม่ได้ และ move on

“Spend zero time on what you could have done, and devote all of your time on what you might do.”
-Ben Horowitz

อย่าใช้เวลาแม้แต่เพียงนิดกับสิ่งที่เราไม่ได้ทำลงไป

และใช้เวลาที่เรามีอยู่จำกัดเพื่อทำสิ่งที่เรายังพอทำได้ครับ

เหตุผลที่นโปเลียนตอบจดหมายช้า

นโปเลียน โบนาปาร์ต คือจักรพรรดิของฝรั่งเศสเมื่อประมาณ 200 ปีที่แล้ว

หนึ่งในนิสัยของนโปเลียนคือการตอบจดหมายช้า

นโปเลียนสั่งเลขาไว้ว่า จดหมายใดก็ตามที่ส่งถึงพระองค์ ให้รอ 3 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยเปิดซอง

เมื่อถึงเวลาเปิดจดหมาย นโปเลียนจะพบว่าหลายอย่างที่เป็น “เรื่องสำคัญ” นั้นได้คลี่คลายไปด้วยตัวมันเอง จึงไม่มีความจำเป็นต้องทำอะไรและไม่ต้องตอบจดหมายนั้นเลยด้วยซ้ำ

กิจกรรมในชีวิตเราแบ่งออกได้เป็นสี่อย่าง

สำคัญและเร่งด่วน สำคัญและไม่เร่งด่วน ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน

เรามักจะเผลอนึกว่าเรื่องเร่งด่วนนั้นสำคัญ อะไรก็ตามที่เป็นกระแสเราจึงต้องเกาะไปกับเขาด้วย ซึ่งนั่นส่งผลให้เรามีชีวิตรีบเร่งตลอดเวลาเพราะ Fear of Missing Out (FOMO) มันรุนแรง

แต่สิ่งหนึ่งที่ควรระลึกไว้ คือเรื่องสำคัญที่แท้จริงนั้นมันจะสำคัญอยู่วันยังค่ำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ ความสัมพันธ์ การเรียนรู้ หรือการสร้างสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยั่งยืน มันคือสิ่งที่เราไม่ควรละเลย แต่ก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน

ส่วนเรื่องที่แท้จริงแล้วไม่สำคัญนั้น พอเวลาผ่านไปมันก็จะค่อยๆ สูญสิ้นความเร่งด่วนและความสำคัญไปโดยปริยาย เราจึงไม่มีความจำเป็นต้องเป็นเดือดเป็นร้อน ทุรนทุรายให้เสียแรงและเวลาไปกับมันแต่อย่างใด

ใช้ชีวิตให้ช้าลง มองให้ออกว่าอะไรที่เราควรใส่ใจ

แล้วเราจะมีชีวิตที่ก่อประโยชน์ได้โดยไม่ต้องเหนื่อยจนเกินงามครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ Stillness Is the Key by Ryan Holiday

นิทานชาวไร่ขี้โกง

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชาวไร่คนหนึ่งขายเนยหนัก 1 ปอนด์ให้กับคนขายขนมปังเป็นประจำ

วันหนึ่งคนขายขนมปังเกิดเอะใจขึ้นมา เลยเอาเนยไปลองชั่งน้ำหนักดู ปรากฎว่าเนยที่เขาซื้อมานั้นหนักไม่ถึงหนึ่งปอนด์ เขาจึงไปฟ้องศาล

ผู้พิพากษาถามชาวไร่ว่าใช้เครื่องชั่งนำหนักแบบไหนถึงผิดเพี้ยนได้ปานนั้น

“ข้าแต่ศาลที่เคารพ ผมมันยากจน ไม่มีแม้เครื่องชั่งน้ำหนัก แต่ผมมีตาชั่งครับ”

“แล้วเธอชั่งเนยอย่างไรเล่า?”

“ข้าแต่ศาลที่เคารพ กระผมก็เป็นลูกค้าร้านขนมปังของเขาเช่นกัน เวลาเขาเอาขนมปังหนึ่งปอนด์มาส่ง ผมก็ใช้ขนมปังก้อนนั้นในการชั่งเนยให้เขาครับ”

อดนอนมาทำงานก็เหมือนคนเมาแล้วขับ

สิ่งหนึ่งที่ผมเป็นห่วงสำหรับคนทำงานสมัยนี้มากคืออาการอดนอน

แค่ทำงานบวกเดินทางเวลาก็เหลือน้อยแล้ว

พอบวก Netflix และ Clubhouse เข้าไป เวลานอนยิ่งน้อยไปใหญ่

แถมบางคนยังคิดว่าการนอนน้อยเป็นสัญลักษณ์ของคนที่ทุ่มเทกับการทำงานด้วย

“เมื่อคืนทำงานถึงตี 2 ได้นอนแค่ 4 ชั่วโมงเอง”

อาจเป็นประโยคที่เราเคยได้ยินจากใครบางคนที่กำลัง humblebrag คือพูดเหมือนบ่นแต่จริงๆ แล้วก็ภูมิใจและอยากอวด

เราควรหยุดพฤติกรรมแบบนี้ถ้าอยากจะเป็นคนทำงานที่ดี มีสุขภาพดี และมีอายุที่ยืนยาวเพื่ออยู่เห็นคนที่เรารักเติบโต

Charles Czeisler ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ด้าน Sleep Medicine จาก Havard เคยกล่าวไว้ว่า

“We now know that a week of sleeping four or five hours a night induces an impairment equivalent to a blood alcohol level of 0.1 percent”

การนอนน้อยติดต่อกันหนึ่งสัปดาห์นั้นลดสมรรถภาพของสมองและร่างกายไม่ต่างอะไรกับคนที่กินเหล้าจนเมา

เราไม่เคยชมใครว่า “คนนี้ทำงานดีมากเลย เพราะเค้าเมาทั้งวันเลย!” (‘This person is a great worker! He’s drunk all the time!’)

แต่เรากลับชื่นชมและยอมรับคนที่อดนอน

เราอาจจะคิดว่าตัวเองเป็นคนที่อดนอนแล้วไม่เป็นอะไร แค่กินกาแฟแล้วไปนอนชดเชยช่วงสุดสัปดาห์ก็ได้ แต่ขอให้คิดใหม่ เพราะคนที่อดนอนแล้วไม่กระทบการทำงานนั้นมีน้อยสุดๆ ดังคำกล่าวของ Matthew Walker ผู้เขียนหนังสือ Why We Sleep ว่า

“The number of people who can survive on five hours of sleep or less without impairment, and rounded to a whole number, is zero.”

จำนวนคนที่ใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยการนอนห้าชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้นโดยที่ไม่มีผลกระทบอะไรเลย เมื่อปัดเศษแล้ว จะมีทั้งหมด 0 คน

คนอดนอนมักจะอารมณ์ไม่ดี ฟาดงวงฟาดงา ตัดสินใจผิดพลาด หลุดในเรื่องที่ไม่ควรหลุด สุดท้ายแล้วอาจสร้างความเสียหายได้มากมายไม่ต่างจากคนเมาแล้วขับ

ถ้าเรามองว่าตัวเองเป็นคนมีความรับผิดชอบ สิ่งแรกๆ ที่ควรทำคือหาทางนอนให้พอครับ

ก่อนเริ่มทำงานให้นึกถึง 3A

Aim – วันนี้เรามีจุดมุ่งหมายอะไร สิ่งใดบ้างที่เราต้องทำ ใครบ้างที่เราต้องคุย อะไรคือเรื่องสำคัญที่สุดที่ต้องทำให้สำเร็จในวันนี้

Attention – สิ่งใดที่เราต้องทำให้มาก สิ่งใดที่เราควรหลีกเลี่ยง เพื่อที่เราจะได้มีพลังและสมาธิในการทำเรื่องที่สำคัญสำหรับวันนี้

Attitude – เมื่อคิดถึงเรื่องที่เราต้องทำแล้ว เรามีความรู้สึกอย่างไรบ้าง เรามีความกังวลใจรึเปล่า และความกังวลเหล่านั้นจะช่วยให้งานสำเร็จหรือไม่ ถ้าไม่ช่วย เราก็อาจจะต้องปรับทัศนคติเสียใหม่เพื่อให้มี energy ที่เหมาะสม

ก่อนเริ่มทำงานให้นึกถึง 3A – Aim, Attention และ Attitude

ขอให้สนุกกับการทำงานวันนี้ครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ How to Have a Good Day by Caroline Webb