อย่าเพิ่งนิยามตัวเองว่าเป็นคนแบบไหน

คนใจร้อน

คนฉลาด

คนขี้เกียจ

คนพูดตรง

เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เรานิยามตัวเอง เรากำลังปิดกั้นความเป็นไปได้อื่นๆ

ถ้าเรานิยามตัวเองในแง่ไม่ดี เช่นเป็นคนใจร้อน เป็นคนขี้เกียจ เราก็จะมีเหตุผลที่จะไม่ทำอะไรให้ดีขึ้นมาด้วยการอ้างว่า “ฉันก็เป็นคนแบบนี้แหละ”

แต่ถ้าเรานิยามตัวเองในแง่ดี เช่นเป็นคนฉลาด เป็นคนพูดตรง เราก็อาจจะด่วนตัดสินคนอื่นที่แตกต่างจากเรา

เมื่อหมดวัน การนอนแต่ละครั้งคือการซ้อมตาย และการตื่นแต่ละครั้งในวันรุ่งขึ้นก็คือการเกิดใหม่

ตัวตนของเราจึงลื่นไหล พร้อมเรียนรู้ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง

ไม่ยึดติดกับอดีต มีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน และเปิดกว้างกับอนาคตครับ

ยอมรับเสียก่อนว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา

ความเปลี่ยนแปลงและการเติบโตจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าเราคิดว่าเราทำทุกอย่างถูกอยู่แล้ว

ถ้าเรารู้สึกว่ากำลังติดหล่ม ใจหนักๆ ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงในการใช้ชีวิต แสดงว่าเรากำลังทำอะไรบางอย่างผิดอยู่แน่นอน

และการยอมรับว่าตัวเองผิดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคนส่วนใหญ่จะโทษคนอื่นก่อนเสมอ โทษหัวหน้า โทษคนในครอบครัว โทษรัฐบาล โทษใครก็ได้ที่ไม่ใช่ตัวเอง

การกล่าวโทษคนอื่นนั้นเป็นที่นิยมเพราะมันง่าย เพราะมันไม่ต้องลงมือทำอะไร เพราะมันช่วยรักษาความรู้สึกว่าเราเป็นคนถูก

แต่การกล่าวโทษคนอื่นและหวังว่าคนอื่นจะเปลี่ยนนั้นเป็น strategy ที่ไม่ฉลาดเลย ประสบการณ์ก็สอนแล้วว่าเขาไม่เปลี่ยนหรอก ถ้าเราไม่มัวแต่โทษเขาแล้วลงมือทำอะไรเสียตั้งแต่ตอนนั้น ป่านนี้ชีวิตเราดีขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว

ยอมรับเสียเถอะว่าปัญหาอยู่ที่เรานี่แหละ

และเมื่อรู้ตัวว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เราก็จะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของทางออกได้ครับ

ทั้งๆ ที่ไม่ค่อยเข้าฟิตเนส ทำไมคนญี่ปุ่นถึงไม่อ้วน

ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ญี่ปุ่นมีค่าเฉลี่ยของคนอ้วนต่ำที่สุด คือเพียง 4.3% (อเมริกามีคนอ้วนมากกว่า 30%)

แต่สำหรับใครที่เคยไปญี่ปุ่น อาจจะพอสังเกตว่าคนญี่ปุ่นไม่ได้คลั่งไคล้การเข้าฟิตเนสหรือการออกกำลังกาย เผลอๆ อาจจะสนใจน้อยกว่าคนไทยด้วยซ้ำไป

Rakuten เคยสำรวจความคิดเห็นคนญี่ปุ่นจำนวน 1,000 คนที่อายุระหว่าง 20-60 ปี ประมาณครึ่งหนึ่งตอบว่าพวกเขาออกกำลังกายแค่เดือนละหนึ่งครั้งหรือไม่ได้ออกเลยด้วยซ้ำ โดยให้เหตุผลว่าไม่มีเวลา ไม่ชอบการออกกำลังกาย และไม่มองว่าการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของ lifestyle

การที่คนญี่ปุ่นหุ่นดีนั้น หนึ่งในเหตุผลที่เรามักจะนึกถึงเป็นอย่างแรกก็น่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน ที่คนญี่ปุ่นกินปลาและกินผักกันเยอะ

แต่ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญมาก นั่นก็คือการเดินครับ

คนญี่ปุ่นเดินเฉลี่ยวันละ 6500 ก้าว และถ้าเป็นผู้ชายญี่ปุ่นในวัย 20-50 ปีจะเดินถึงวันละ 8000 ก้าว ชาวโอกินาว่าซึ่งขึ้นชื่อว่าอายุยืนมากก็เดินเป็นกิจวัตร

จังหวัดนากาโน่ (Nagano) เคยมีอัตราผู้ป่วยเส้นเลือดในสมองแตกสูงที่สุดในประเทศ จนทางการต้องออกมารณรงค์ให้บริโภคเกลือน้อยลง (ชาวนากาโน่บริโภคเกลือวันละ 15 กรัมซึ่งมากกว่าค่ามาตรฐานถึงสามเท่า)

แต่อีกสิ่งหนึ่งที่จังหวัดนี้ทำก็คือการรณรงค์ให้คนเดินมากขึ้น โดยเมือง Matsumoto ซึ่งอยู่ในจังหวัดนากาโน่มีทางเดินมากถึง 100 เส้นทาง (routes) และอาสาสมัครก็มักจะนัดหมายชาวบ้านออกมาเดินชมเมืองด้วยกัน

ผู้ว่าเมืองมัตสึโมโตะ ซึ่งเคยเป็นศัลยแพทย์กล่าวไว้ว่า

“The first thing we wanted was just to get people walking. Everyone can do that. You walk, you talk, you get exercise and that helps build up a sense of community,”

“สิ่งแรกที่เราต้องการคือทำให้คนออกมาเดิน ซึ่งเป็นเรื่องที่ใครก็ทำได้ คุณเดิน คุณคุย คุณได้ออกกำลังกาย และนั่นคือวิธีที่เราสร้างความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งชุมชนนี้”

เนื่องจากผังเมืองในญี่ปุ่นนั้นเหมาะแก่การเดินอยู่แล้ว แถมขนส่งมวลชนก็มีประสิทธิภาพและราคาไม่แพง คนเลยไม่มีความจำเป็นต้องขับรถ เวลาคนญี่ปุ่นไปทำงานก็เดิน ไปซื้อกับข้าวก็เดิน ไปช็อปปิ้งก็เดิน ไปดินเนอร์ก็เดิน การเดินจึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไม่ต่างอะไรกับการหายใจ

มองกลับมาที่เมืองไทย การเดินให้เป็นกิจวัตรอาจเป็นเรื่องลำบากกว่าในญี่ปุ่นอยู่บ้าง แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้เสียเลย

ใครที่อยากจะมีสุขภาพที่ดี แต่ไม่ได้มีแรงใจที่จะเข้าฟิตเนสทุกวัน ลองหาโอกาสให้ตัวเองได้เดินมากขึ้น ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่เวิร์คและยั่งยืนก็ได้นะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Kaki Okumura: How Japanese People Stay Fit for Life, Without Ever Visiting a Gy

หมื่นไลค์จากคนไม่รู้จักหรือจะสู้หนึ่งกอดจากคนที่เรารัก

หนึ่งในปรากฏการณ์ของสัปดาห์ที่ผ่านมาก็คือ Clubhouse – social media ที่ได้อารมณ์เหมือนฟังวิทยุ+งานสัมมนาที่มีห้องให้เข้าหลายห้อง

ผมเองก็สนใจในคลับเฮาส์มาตั้งแต่ตอนที่ได้ยินข่าวว่า Elon Musk ให้สัมภาษณ์ผ่านทางสื่อนี้ แต่ด้วยความที่ตัวเองใช้เครื่องแอนดรอยด์ก็เลยไม่ได้สมัครเสียทีเพราะแอปนี้มีแต่บน iOS

จนกระทั่งเมื่อวันจันทร์ได้ยืมเครื่องไอแพดของบริษัทมาลองใช้เลยสมัครจนได้ แต่ก็ยังไม่ได้ไปพูดที่ไหน แค่เข้าไปลองฟังสองสามครั้งก็ได้ยอดคนติดตามมา 300 คนแบบงงๆ

ผมเห็นพี่ๆ หลายคนที่คุ้นเคยกันมียอด follower หลายหมื่นในเพียงสัปดาห์เดียว น่าจะเป็นการเติบโตของผู้ติดตามรวดเร็วยิ่งกว่าแพลตฟอร์มไหนๆ ที่ผ่านมา

สิ่งที่ต้องแลกก็คือคลับเฮาส์นั้นมันกลับไปฟังไม่ได้ ต้องฟังสดเท่านั้น กลางวันต้องทำงาน รายการต่างๆ ก็เลยมากองกันตอนกลางคืนตั้งแต่สองทุ่มยันเที่ยงคืน

และนั่นคือเหตุผลหลักที่ผมยังไม่ได้ทำอะไรบนคลับเฮาส์มากนัก เพราะช่วงสองทุ่มจนเข้านอนคือช่วงที่ผมทิ้งอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ไว้นอกห้อง เพื่อจะได้ใช้เวลากับลูกสาววัยห้าขวบกับลูกชายวัยสามขวบ และบางครั้งก็ได้นวดหลังนวดไหล่ให้ภรรยาด้วย

การมีคนติดตามนั้นดีแน่นอน การที่ผมเขียนบล็อกมาได้จนถึงทุกวันนี้ก็เพราะมีคนติดตามและคอยส่งกำลังใจ ให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราเขียนนั้นมีประโยชน์

แต่ราคาที่ต้องจ่ายนั้นก็ต้องมาชั่งน้ำหนักกันดูว่าคุ้มกันหรือไม่

เพราะหมื่นไลค์จากคนไม่รู้จักหรือจะเท่าหนึ่งกอดจากคนที่เรารัก

จำนวนคนฟอลนั้นรอได้ แต่ลูกเราที่โตขึ้นทุกวันเขาอาจจะรอไม่ได้ เราไม่รู้เลยว่าเขาจะอยากให้เรากอดอยากให้เราอุ้มไปถึงเมื่อไหร่

ชั่งน้ำหนักให้ดี จะได้ไม่มีอะไรให้เสียใจและเสียดายครับ


ป.ล. ใครมีคลับเฮาส์แล้ว ติดตามกันได้ที่ @anontawong นะครับ ถ้าจะมีคุยกันน่าจะเป็นช่วงเช้าก่อนเริ่มงานหรือไม่ก็วันหยุดสุดสัปดาห์ครับผม

นิทานฮอทดอก

เมื่อวานวันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วันนี้อากาศเย็นสบาย พวกเราเลยนัดกันไปปิคนิคที่สวนสาธารณะในเมืองพอร์ตแลนด์

เมื่อถึงที่หมาย เราแยกย้ายกันไปซื้อของกินของแต่ละคน ฉันกับเอ็มม่าเดินไปที่บู๊ธฮอทดอกที่คิวไม่ยาวนัก ติดป้ายเบ้อเริ่มว่าชิ้นละ $4

เราสั่งฮอทดอก 2 ชิ้น คนขายเตรียมฮอทดอกอย่างตั้งใจ แต่พอเราจ่ายแบงค์ $10 ไป เขากลับทอนเรามา $6

เมื่อเห็นสีหน้างงๆ คนขายจึงชี้ไปที่ฮอทดอกอันนึงแล้วพูดว่า

“ชิ้นนี้อาจจะไม่ค่อยร้อนเท่าไหร่ ผมแถมฟรีก็แล้วกัน ถือว่าคุณเป็นผู้โชคดีของวันนี้”

เรากล่าวขอบคุณแล้วเดินกลับมานั่งทานอาหารของตัวเองที่จุดนัดพบ

ระหว่างที่นั่งกินไปคุยไป ฉันก็สังเกตเห็นผู้ชายคนหนึ่งมองมาที่กลุ่มของเรา เขาใส่เสื้อผ้ามอซอ ผมเผ้ารกรุงรัง ดูแล้วน่าจะไม่ได้อาบน้ำมาหลายวัน

เมื่อต้องไปที่อื่นต่อ ฉันกับเอ็มม่าก็เดินไปที่ถังขยะเพื่อจะทิ้งถุงใส่ฮอทด็อก

“ในถุงนั้นมีอาหารเหลืออยู่มั้ยครับ?” มีเสียงทักขึ้นมาก่อนที่ฉันจะโยนถุงใส่ถังขยะ

พอหันไปจึงพบว่าคือผู้ชายคนนั้นนั่นเอง

“ไม่มีค่ะ เรากินหมดแล้ว” ฉันตอบ

“อ้อ…” เขาตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย ดูท่าเขาคงหิวน่าดูและคงทนไม่ได้ถ้าเห็นเราทิ้งอาหารเหลือลงถังขยะ

ระหว่างที่ฉันกำลังคิดว่าจะพูดอะไรดี เอ็มม่าก็โพล่งขึ้นว่า

“คุณรอตรงนี้แป๊บนึงนะคะ” แล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไป

ฉันมองตามหลังเอ็มม่าที่วิ่งข้ามเนิน อึดใจเดียวเธอก็กลับมาพร้อมกับฮอทดอกชิ้นใหม่

“ฮอทดอกเจ้านี้อร่อยมาก คุณลองทานดูนะคะ” เอ็มม่ากล่าวพร้อมยื่นฮอทดอกให้ชายคนนั้น

ระหว่างที่เราเดินจากมา เอ็มม่าก็หันมากะพริบตาขให้ฉันแล้วกระซิบว่า

“แค่อยากส่งต่อความโชคดีน่ะ” 😉


ดัดแปลงจากหนังสือ Chicken Soup for the Soul