3 ไอเดียจากหนังสือ Life Hacks

1. Restart! – เมื่อทำงานเสร็จหนึ่งชิ้นแล้ว ให้รีสตาร์ทคอมพิวเตอร์ หรืออย่างน้อยก็ปิด Application ทุกอย่างทิ้งเพื่อให้พร้อมสำหรับการเริ่มงานชิ้นใหม่ ถ้าทำอย่างนี้หลายๆ ครั้งในหนึ่งวัน หัวสมองและคอมพิวเตอร์เราก็จะปลอดโปร่ง ไม่สับสน

2. Task Diet – เปิดแอป To Do List ที่เราใช้ขึ้นมาแล้วท้าทายตัวเองให้ลบ tasks จนเหลือแค่ครึ่งเดียว เพราะการจะทำให้ทุกอย่างใน To Do List ให้เสร็จนั้นเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ การตัดเรื่องที่ไม่จำเป็นออกไปจึงถือเป็นจุดประสงค์หนึ่งของการใช้ To Do List ได้เช่นกัน

3. Rocket Start ใช้กฎ 80:20 คือตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะทำงาน 80% ให้เสร็จโดยใช้เวลาแค่ 20% ถ้ามีเอกสาร 100 หน้าที่ต้องทำให้เสร็จภายใน 1 เดือน ก็ตั้งใจทำให้เสร็จ 80 หน้าภายใน 4 วันแรก มันคือการทุ่มเทเวลาจำนวนมากในตอนแรก ทำงานเหมือนกับว่าใกล้ถึงกำหนดส่งแล้ว วิธีคิดแบบหน้ามือเป็นหลังมือจะทำให้ผลลัพธ์เปลี่ยนไป


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Life Hacks มูฟออนชีวิตเริ่มคิดแบบเล็กๆ นาสะตะเกะ โฮริ เขียน จุฬาลักษณ์ กรณ์สกุล แปล สำนักพิมพ์ SandClock Books

พอไม่ผิดเดี๋ยวมันก็ถูกเอง

เท่าที่ผมสังเกต คนที่เก่งๆ มักจะไม่บอกว่าเราควรทำอะไร แต่จะบอกว่าเราไม่ควรทำอะไร

คู่หูของ Warren Buffet อย่าง Charlie Munger เคยพูดไว้ว่า ไม่ต้องทำอะไรฉลาดๆ ก็ได้ แค่อย่าทำอะไรโง่ๆ ก็ได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวแล้ว

“It is remarkable how much long-term advantage people like us have gotten by trying to be consistently not stupid, instead of trying to be very intelligent.”
-Charlie Munger

ในหนังสือ What got you here won’t get you there ของ Marshall Goldsmith ก็บอกไว้ว่า ถ้าอยากเป็นหัวหน้าที่ดี คุณไม่ต้องทำอะไรมากหรอก แค่อย่าทำตัวแย่ๆ ก็พอ – Don’t be a jerk.

สิ่งที่เราคุ้นเคยอย่างศีล 5 หรือบัญญัติ 10 ประการ ก็ไม่ได้บอกว่าเราควรทำอะไร แค่บอกว่าเราไม่ควรทำอะไรเท่านั้น

ถ้าเราไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดลูกผิดเมีย ไม่โกหก ไม่เสพของมึนเมา ทำได้ครบห้าอย่างนี้ ชีวิตก็อยู่กับร่องกับรอยและถือว่าเป็นคนที่ใช้ได้แล้ว

Nassim Taleb ผู้เขียน The Black Swan กล่าวไว้ว่า You know what is wrong with a lot more confidence than you know what is right – เราสามารถมั่นใจว่าเรื่องไหนผิดได้มากกว่ามั่นใจว่าเรื่องไหนถูก

เพราะสิ่งที่เราคิดว่าถูกนั้นบางทีก็อาจไม่ใช่ เหมือนการเห็นหงส์ขาวมานับพันตัวไม่อาจยืนยันได้ว่า “โลกนี้มีแต่หงส์สีขาว” แต่การเห็นหงส์ดำเพียงแค่ตัวเดียวก็เพียงพอที่จะตอบได้แล้วว่า “โลกนี้มีแต่หงส์สีขาว” นั้นไม่ใช่เรื่องจริง

ฉันใดฉันนั้น เราไม่อาจรู้ได้หรอกว่าทางที่ถูกคืออะไร แต่เราค่อนข้างมั่นใจได้ว่าทางที่ผิดคืออะไร

ถ้าอยากก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ก็อย่ามัวแต่เล่นโซเชียลมีเดีย อย่าส่งงานช้า อย่าทำงานพลาด อย่าเอาแต่แก้ตัว อย่ามัวแต่เที่ยวเล่น

ถ้าอยากสุขภาพแข็งแรง ก็อย่าสูบบุหรี่ อย่าดื่มเหล้าเยอะ อย่ากินแต่ของมันมัน อย่าเครียด อย่าอดหลับอดนอน

ถ้าอยากมีสุขภาพการเงินที่แข็งแรง ก็อย่าใช้เงินมากกว่าที่หามาได้ อย่าลงทุนโดยที่ไม่มีความรู้ อย่าซื้อของที่ไม่จำเป็นแม้ว่ามันจะผ่อน 0% ก็ตาม

“Invert, Always Invert.”
-Carl Gustav Jacob Jacobi

ไม่ต้องทำให้ถูกก็ได้ แค่อย่าทำผิดก็พอ

แล้วพอไม่ผิด เดี๋ยวมันก็ถูกเองครับ

เหตุผลที่ Netflix ยอมจ่ายเงินเดือนแพงที่สุดในตลาด

หนึ่งในหลักการการจ้างคนของ Netflix คือการ Pay top of personal market

ในองค์กรทั่วไป จะมีการแบ่งตำแหน่งงานเป็น Job Level คล้ายๆ กับที่ราชการไทยมี C1 ถึง C11

แต่ละ Job Level ก็จะมี “หลอดเงินเดือน” หรือ salary range ที่เหมาะสมกับระดับนั้นๆ โดยหลอดเงินเดือนของ Level ที่อยู่ติดกันก็อาจจะเหลื่อมกันได้

ถ้าพนักงานคนใดเงินเดือน “มิดหลอด” ก็หมายความว่าเงินเดือนชนเพดานของ Level นั้นแล้ว หากอยากขึ้นได้มากกว่านี้ ก็ต้องขยับ Level ขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งก่อน โดยต้องพิสูจน์ตัวเองว่ามีความสามารถและพร้อมจะแบกรับความรับผิดชอบที่มากขึ้น

แต่เน็ตฟลิกซ์ไม่มีหลอดเงินเดือน สิ่งเดียวที่เป็นตัวบ่งชี้ว่าพนักงานคนนั้นควรได้เงินเดือนเท่าไหร่ คือดูว่าตลาดพร้อมจะจ่ายค่าตัวเขาเท่าไหร่ แล้วเน็ตฟลิกซ์ก็จะจ่ายสูงกว่านั้นอีกเพื่อให้ได้ตัวพนักงานคนนั้นมา (แม้จะไม่ใช่ทุกตำแหน่ง)

ฟังดูเป็นการฟุ่มเฟือยเอามากๆ แต่เน็ตฟลิกซ์ก็มีเหตุผลที่ทำอย่างนี้

ในปี 1968 เคยมีการทดลองให้โปรแกรมเมอร์ฝึกหัดที่มีฝีมือ 9 คนได้ลองทำโปรเจ็คที่ให้เวลาทำ 2 ชั่วโมงเต็ม ผลปรากฏว่าคนที่เก่งที่สุดกับคนที่ได้ที่โหล่นั้นมีความแตกต่างกันอย่างมหาศาล

คนที่เก่งที่สุดเขียนโค้ดเร็วกว่า 20 เท่า debug ได้เร็วกว่า 25 เท่า และ execute ได้เร็วกว่าคนที่ช้าที่สุดถึง 10 เท่า การค้นพบนี้เป็นที่มาของหลักการ “rock-star principle” ซึ่งเป็นที่ถกเถียงในวงการซอฟต์แวร์ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา

งานสไตล์ operational อย่างคนทำสะอาดหน้าต่าง คนตักไอติม หรือคนขับรถนั้น คนที่เก่งสุดๆ อาจจะดีกว่าค่าเฉลี่ยได้ไม่เท่าไหร่ คนตักไอติมที่เร็วที่สุดอาจตักได้เร็วกว่าคนตักไอติมปกติซัก 3 เท่า คนขับรถมือฉมังอาจมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุน้อยกว่าคนขับรถปกติครึ่งต่อครึ่ง ที่เน็ตฟลิกซ์ก็มีงานเหล่านี้เช่นกัน และบริษัทก็จ่ายเงินเดือนตามค่าเฉลี่ยของตลาดเพราะถึงจ่ายแพงผลตอบแทนก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่

แต่งานส่วนใหญ่ที่เน็ตฟลิกซ์เป็นงานเชิง creative jobs ที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ และคนที่เก่งที่สุดในสายนั้นจะสามารถสร้างผลงานได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 10 เท่า คนที่เทพเรื่อง PR จะสามารถคิดแคมเปญที่ทำให้ลูกค้าหันมาสนใจได้นับล้านคน คนที่มีสัญชาติญาณเรื่องการเลือกหนังอาจจะสามารถสร้างรายได้ให้กับองค์กรได้เป็นหลักร้อยล้าน

เน็ตฟลิกซ์เลยเชื่อว่าแทนที่จะจ่ายเงินเดือนให้คนที่เก่งระดับกลางๆ 10 คน สู้เอาเงินมาทุ่มจ่ายให้คนที่เทพสุดๆ หนึ่งคนไปเลยดีกว่า

อีกประโยชน์หนึ่งของการจ้างแต่ตัวเทพๆ ก็คือมันทำให้เน็ตฟลิกซ์มี lean workforce คือใช้คนไม่มากแต่แข็งแรงและคล่องตัว เพราะใครที่เป็นหัวหน้าทีมย่อมรู้ซึ้งว่าการ manage คนนั้นต้องใช้แรงและเวลาแค่ไหน และถ้าคนในทีมไม่ค่อยเก่งหรือเกเรด้วยก็ยิ่งเหนื่อยหนัก การมี lean workforce หมายความว่าหัวหน้าทีมในเน็ตฟลิกซ์ไม่ต้องดูแลคนเยอะ แถมลูกทีมแต่ละคนก็เก่งและเป็นผู้ใหญ่พอที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสม หัวหน้าจึงไม่ต้องมานั่งปวดหัวเรื่องคนและเอาเวลาไป add value ให้กับธุรกิจในมิติอื่นๆ ได้

แน่นอนว่าการจ่าย top of personal market อย่างที่ Netflix ทำอยู่นั้นไม่ใช่สิ่งที่ทุกองค์กรจะเลียนแบบได้ แต่ผมคิดว่าวิธีคิดที่อยู่เบื้องหลังนั้นน่าสนใจและอาจจะเอาปรับใช้ได้เมื่อถึงโอกาสที่เหมาะสมครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ No Rules Rules: Netflix and the Culture of Reinvention by Reed Hastings & Erin Myer

ปี 2022 เราจะยังใส่หน้ากากกันอยู่ไหม

ปี 2022 เราจะยังใส่หน้ากากกันอยู่ไหม

เมื่อประมาณ 3 เดือนที่แล้ว ผมได้เจอเพื่อนเก่าที่มีแฟนเป็นหมอรักษาเด็ก

ผมถามเพื่อนว่าแฟนยังทำงานอยู่ที่เดิมใช่มั้ย เพื่อนผมตอบว่าใช่ แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยดี

พอผมถามว่าไม่ดียังไง มันตอบว่าช่วงนี้เด็กไม่ค่อยป่วย เพราะทุกคนใส่หน้ากากกัน พอไม่ค่อยมีคนไข้ รายได้ค่าตรวจก็เลยน้อยลงไปด้วย

ถ้าตัดความรู้สึกที่ว่าหมอไม่ควรอยากให้คนไข้ป่วยออกไป สิ่งที่เพื่อนพูดก็มีเหตุผลและน่าเห็นใจหมออยู่เหมือนกันเพราะก็ได้รับผลกระทบจากโควิดเฉกเช่นเดียวกับอาชีพอื่นๆ


จำได้ว่าช่วงต้นปีที่มีการล็อคดาวน์ เรากลัวการไปโรงพยาบาลกันมาก เพราะเป็นสถานที่เสี่ยงลำดับต้นๆ เรื่องการติดเชื้อโควิด ถ้าเลี่ยงได้ก็อยากเลี่ยงให้มากที่สุด

แล้วผมก็ได้พบว่า ช่วงล็อกดาวน์นี่ผมไม่มีคนใกล้ตัวที่ป่วยเลยแม้แต่คนเดียว

ตอนนั้นไม่แน่ใจว่าไม่ป่วยเพราะไม่อยากไปโรงพยาบาล หรือไม่ป่วยเพราะไม่ป่วยจริงๆ

พอมองย้อนกลับไป ก็เมคเซ้นส์ที่คนจะไม่ป่วย เพราะเราแทบไม่ได้สุงสิงกับใครเลย อุปกรณ์ต่างๆ ก็เช็ดด้วยแอลกอฮอลเกือบตลอด ส่วนมือก็ล้างด้วยสบู่วันละหลายรอบ ลูกสาวสอนผมว่าตอนล้างก็ร้องเพลงช้าง ช้าง ช้าง น้องเคยเห็นช้างรึเปล่า ร้องจบก็ครบ 30 วินาทีพอดี


หลังจากที่คลายการล็อกดาวน์ไป คนไทยเริ่มกลับมาใช้ชีวิตกันตามปกติ คนกรุงเทพจะใส่หน้ากากเฉพาะในที่สาธารณะเท่านั้น พอถึงออฟฟิศก็ถอดหน้ากากราวกับออฟฟิศนั้นปลอดเชื้อ แอลกอฮอลที่เคยกดกันวันละหลายรอบเดี๋ยวนี้ก็ขายไม่ค่อยออก ส่วนการล้างมือด้วยสบู่ 30 วินาทีแทบไม่ต้องพูดถึง

คนเราจะใส่หน้ากากหรือไม่ จะใช้แอลกอฮอลรึเปล่า จึงดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องสุขภาพ แต่เป็นเรื่องของ social norms เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม คนอื่นใส่หน้ากากเราก็ใส่ คนอื่นไม่ใส่เราก็ไม่อยากเป็นตัวประหลาดที่ดูไม่คูล

ในอีก 2 ปีข้างหน้า ตอนนั้นวัคซีนโควิดน่าจะออกมาและได้ฉีดกันทุกคนแล้ว คนส่วนใหญ่อาจจะกลับไปสู่ old normal หน้ากากคงไม่ใส่ แอลกอฮอลคงไม่ใช้ และคงล้างมือน้อยลงไปเยอะ

แต่ผมกลับคิดว่า ถ้าเราบางคนยังรักษานิสัยใส่หน้ากากและล้างมือด้วยสบู่พร้อมร้องเพลงช้างเอาไว้ได้ตลอดชีวิต ก็น่าจะเป็นการดี

จะได้แข็งแรงไม่เจ็บไม่ป่วยเหมือนกับช่วงที่เราล็อกดาวน์กันครับ

เราเปลี่ยนความรู้สึกไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนการกระทำของเราได้

เพราะความรู้สึกนั้นแปรปรวน ขึ้นลงได้ทุกวัน

ถ้าเราใช้ชีวิตไปตามความรู้สึก สิ่งที่ได้มาคือความสบายใจ แต่สิ่งที่ต้องแลกคือผลลัพธ์ที่ขาดๆ เกินๆ

วันไหนฟิตๆ หน่อยก็ทำเสียเต็มที่ แต่พอวันไหนขาดแรงบันดาลใจก็หยุดไปเสียดื้อๆ

ทางเลือกที่ดีกว่าคือการ commit to the process, not the results ยึดมั่นในการกระทำ แต่ปล่อยวางกับผลลัพธ์

เหมือนที่ผมเคยเขียนไว้ในบทความ “กฎ 20 ไมล์

“ถ้าเราอยากจะประสบความสำเร็จในเรื่องใด เราควรจะสร้างความก้าวหน้าในเรื่องนั้นทุกวัน ไม่ว่าวันนั้นจะเจอเรื่องร้ายดีอย่างไร ‘สภาพอากาศ’ จะไม่เป็นใจแค่ไหน เราก็ไม่ควรหยุดเคลื่อนที่ และแม้ว่าวันไหนจะเส้นทางสดใสหรือเราจะมีกำลังเต็มพิกัด ก็ต้องระวังไม่หักโหมจนเหนื่อยล้าเกินไปในวันพรุ่งนี้”

สภาพอากาศในใจเราตอนนี้จะเป็นอย่างไร ก็อย่าปล่อยให้มันมามีอิทธิพลกับเราจนเกินไป

เราเปลี่ยนความรู้สึกไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนการกระทำของเราได้

เปลี่ยนการกระทำเสีย แล้วบางทีความรู้สึกก็จะตามมาเองครับ