บริษัทปฏิบัติต่อพนักงานอย่างไร พนักงานก็จะปฏิบัติต่อบริษัทอย่างนั้น

มันคือกฎข้อ 3 ของนิวตัน ว่าแรงอะไรที่ส่งออกไปย่อมจะได้แรงเดียวกันส่งกลับมา

ถ้าบริษัทแสดงออกว่าไม่ไว้ใจพนักงาน ด้วยการปรับเงินหากมาสาย ด้วยการขอใบรับรองแพทย์ทุกครั้งที่ลาป่วย ด้วยการต้องขออนุมัติไม่ว่าเรื่องจะเล็กน้อยแค่ไหน มี HR ไว้เป็นผู้รักษากฎและคอยจับผิด พนักงานก็จะตอบสนองด้วยการให้เพื่อนตอกบัตรแทนกัน ทำงานเท่าที่จำเป็น และอู้งานเมื่อโอกาสอำนวย

ในเมื่อกฎที่ออกมามันช่างไม่สอดคล้องกับบริบททางสังคมที่เปลี่ยนไปแล้ว แถมยังลดคุณค่าคนทำงานเป็นเพียงหนูถีบจักรตัวหนึ่ง เหตุใดเขาถึงต้องทุ่มเทให้กับองค์กรแบบนั้นด้วย

แต่ถ้าบริษัทเริ่มต้นจากความเชื่อใจก่อน HR เลิกจับผิดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ยกเลิกกฎที่ไม่ได้สร้างคุณค่าอะไร พนักงานก็จะเริ่มรู้สึกได้ว่าเขาได้รับการปฏิบัติอย่างมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีคนหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เขาคิด พูด และทำอะไรด้วยพลังด้านบวก

เมื่อบริษัทไว้ใจพนักงาน พนักงานก็จะพิสูจน์ตัวเองให้ดูว่าเขาเป็นคนที่น่าไว้ใจแค่ไหน – if the company trusts its employees, the employees will go to great lengths to prove how trustworthy they are.

แน่นอนว่าโลกไม่ได้สวยงาม มันมีพนักงานที่จ้องจะเอาเปรียบอยู่แล้ว แต่นั่นเป็นเพียงคนส่วนน้อยที่บริษัทต้องจัดการ เพื่อให้คนส่วนใหญ่ทำงานได้โดยไม่ต้องถูกกำกับด้วยกฎระเบียบที่ไม่สอดคล้องกับยุคสมัยอีกต่อไปครับ

อย่านึกว่าเราพิเศษกว่าคนอื่นทั้งทางบวกและทางลบ

พิเศษทางบวก

  • เราทำงานดีขนาดนี้ ควรจะได้เงินเดือนมากกว่าคนนั้นนะ
  • ไม่ต้องใส่เข็มขัดนิรภัยก็ได้ ไปแค่ปากซอยเอง
  • ความคิดเห็นทางการเมืองของเราสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและมีความถูกต้องมากกว่าคนอื่น
  • ถึงสูบบุหรี่ก็ไม่เป็นมะเร็งหรอก วันละไม่กี่ตัวเอง ที่ตรวจๆ มายังไม่เคยเจออะไรเลย
  • ของแค่นี้น่าจะผ่อนไหวแหละ เราไม่ใช่คนสุรุ่ยสุร่ายซะหน่อย

พิเศษทางลบ

  • ทำไมมีแต่คนจ้องจะเอาเปรียบเราอยู่เรื่อยเลย
  • เราน่าจะเป็นคนอาภัพเรื่องความรักนะ
  • ปลูกต้นไม้แล้วตายหมด สงสัยเป็นคนมือร้อน
  • ผลงานของเราก็โอเคอยู่นะ แต่ไม่มีใครใช้บริการเราเลย
  • ถึงพูดไปเขาก็ไม่ฟังเราหรอก

พิเศษทางบวกนั้นเราน่าจะเป็นกันทุกคนอยู่แล้ว ส่วนพิเศษทางลบเราก็เป็นเหมือนกัน เพียงแต่เรามักจะไม่รู้ตัวว่ามันคือการมองตัวเองว่าเป็น “ข้อยกเว้น” และไม่ได้อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เหมือนคนอื่นๆ

ถึงจะมีคนบอกว่าโลกนี้คือละคร แต่เราก็ไม่ควรสำคัญตัวว่าเป็นพระเอกที่จะโชคดีตลอดกาล แล้วก็ไม่ควรคิดว่าตัวเองคือลิ่วล้อที่ตายก่อนเสมอ

ละครนั้นมีหลายเรื่อง บางเรื่องเราก็เป็นพระเอก บางเรื่องเราเป็นพระรอง บางเรื่องเราเป็นผู้ร้าย แต่ส่วนใหญ่เราจะเป็นแค่ตัวประกอบ

เตือนตัวเองว่าเราไม่ได้พิเศษกว่าคนอื่นทั้งทางบวกและทางลบครับ

ชีวิตเราจะ pivot ไปอย่างไร

ใครที่ใช้ Excel มาระดับหนึ่ง ย่อมรู้จักสิ่งที่เรียกกันติดปากว่า “ไพวอตเทเบิล” Pivot Table (จริงๆ อ่านว่า พิเวิต) ซึ่งช่วยให้เรานำข้อมูลที่มีอยู่มาสรุปเป็นตารางได้อย่างรวดเร็ว

คำว่า pivot มาโด่งดังอีกครั้งจากหนังสือ The Lean Startup ของ Eric Ries ที่บอกว่าธุรกิจสตาร์ตอัปนั้นสามารถ “มุ่งสู่ทิศทางใหม่” โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับเป้าหมายธุรกิจที่ตั้งเอาไว้แต่แรก

แอปในการช็อปปิ้งชื่อ Tote พิเวิตตัวเองมาเป็น Pinterest

บริษัททำพอดคาสท์ชื่อ Odeo พิเวิตตัวเองมาเป็น Twitter

แอป Burbn ที่เอาไว้ใช้เช็คอินตามร้านอาหาร พิเวิตตัวเองมาเป็น Instagram

และบริษัทที่สร้าง Operating System ให้กล้องดิจิทัลก็พิเวิตมาเป็น Android

อย่านึกว่าการ pivot นี้มีอยู่ในแต่สตาร์ทอัพเท่านั้น เพราะ BMW ก็เริ่มต้นด้วยการผลิตเครื่องยนต์ในเครื่องบิน Nokia เริ่มต้นจากการเป็นผู้ผลิตเยื่อกระดาษ และ Samsung ก็เริ่มต้นจากการเป็นร้านขายของชำ

บริษัทไทยก็ pivot ตัวเองไปไม่น้อย ที่เห็นชัดๆ ก็เช่น RS ที่ pivot จากค่ายเพลงไปขายเครื่องสำอาง

เมื่อบริษัทยัง pivot ตัวเองได้ ทำไมปัจเจกบุคคลจะ pivot ตัวเองไม่ได้

ยิ่งในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วขนาดนี้ ชุดความรู้ที่เรามีอาจใช้ไม่ได้ในอีก 3 ปีข้างหน้า บริษัทที่เราอยู่และยอด followers ที่เรามีไม่อาจมอบความมั่นคงให้กับเราได้ แต่ถ้าเรายืดหยุ่นมากพอทั้งทางความคิดและทางทักษะ เราก็พร้อมจะ pivot เมื่อวิกฤติและโอกาสมาถึง

วันนี้วันจันทร์ วันแรกของการทำงานในสัปดาห์ นอกจากจะตั้งใจทำงานตรงหน้าให้ดีแล้ว อย่าลืมสำรวจความเป็นไปได้ด้วยนะครับว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้มันเอื้อให้เรา pivot ไปทำอะไรในอนาคตได้อีกบ้าง

ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่มนุษย์ก็ยังเหมือนเดิม

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ไปพูดที่รัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ว่าด้วยเรื่องมุมมองที่ผมเห็นว่าจำเป็นสำหรับทศวรรษถัดไป

ผมเล่าย้อนกลับไปช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 63 ช่วงที่โควิด-19 เริ่มแพร่ระบาดจากจีนเข้ามาในภูมิภาคนี้

ลูกสาวของผมยังเรียนอยู่ชั้นอนุบาล 1 มีเพื่อนร่วมห้องที่มีแม่เป็นคนไทยและพ่อเป็นชาวจีนที่เพิ่งบินจากเมืองจีนมาเยี่ยมลูกสาว ไม่มีใครในครอบครัวแสดงอาการอะไร แต่พอมีคนรู้ก็กลายเป็นข่าวใหญ่จนผ.อ.สั่งปิดโรงเรียนเพื่อทำการฆ่าเชื้อ และให้นักเรียนทุกคนในห้องลูกสาวผมหยุดเรียน 14 วันเพื่อเฝ้าดูอาการ

แต่เรื่องก็ไม่ได้จบอยู่แค่นั้น เพราะผู้ปกครองของชั้นอนุบาล 2 และอนุบาล 3 ก็แจ้งมาอีกว่านักเรียนในห้องนี้มีพี่ชาย/พี่สาวที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนเดียวกัน ต้องถือเป็นกลุ่มเสี่ยงและให้เด็กกลุ่มนี้หยุดเรียน 14 วันด้วยเช่นกัน มีการเปิดโพลในกรุ๊ปไลน์เพื่อให้ผู้ปกครองท่านอื่นมาลงชื่อว่าเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้หรือไม่เพื่อเป็นการกดดันกลายๆ จนผู้ปกครองห้องลูกสาวผมรู้สึกเหมือนกำลังโดน sanction ไปโดยปริยาย

ผมอ่านบทสนทนาแล้วรู้สึกว่ามันชักจะเหมือนการล่าแม่มดเข้าไปทุกที

ปรากฎการณ์ “ล่าแม่มด” นั้นเกิดขึ้นในยุโรปช่วงค.ศ. 1700 หากชาวบ้านไม่ชอบใจคนไหนก็จะกล่าวหาว่าคนคนนั้นเป็นแม่มดหรือตกอยู่ภายใต้เวทมนตร์ของแม่มด และคนที่ถูกกล่าวหาก็จะถูกบังคับให้ซัดทอดว่าใครเป็นคนที่พาตัวเองไปเข้าลัทธิ หากไม่ยอมซัดทอดก็มีโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต

ผ่านมา 300 กว่าปีแล้ว การ “ล่าแม่มด” ก็ยังเกิดขึ้น โดยเฉพาะกับคนที่เห็นต่างทางการเมือง

ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่มนุษย์ก็ยังเหมือนเดิม

ภายนอกเราเดินทางมาไกลมาก แต่ภายในเหมือนเรากำลังย่ำอยู่กับที่ ไม่ต่างอะไรกับเมื่อ 2563 ปีก่อน

ยังมีทั้งชอบและชัง รักและกลัว ถ่อมตนและถือดี พวกเราและพวกมัน ด้านสว่างและด้านมืด เป็นมาอย่างนี้ทุกยุคทุกสมัย

เมื่อปัญหามันซับซ้อนและตึงเครียด คนเรามีแนวโน้มจะสาดความมืดเข้าหากันโดยมีโซเชียลมีเดียเป็นอาวุธที่ใช้จนคล่องมือ

แต่ถ้าเราระลึกได้ว่าไม่มีใครที่ถือความจริงทั้งหมด เราถูกของเรา เขาก็อาจจะถูกของเขาเพียงแต่เรายังไม่เข้าใจ ก็อาจจะช่วยลดอุณหภูมิในใจเราได้

พี่วรพจน์ พันธุ์พงศ์เคยกล่าวไว้ว่า เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง

ในโมงยามนี้ ขอให้ทุกคนใช้แสงสว่างนั้นก่อนจะพูดหรือทำอะไรลงไปนะครับ

นิทานผู้สืบทอด

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ซามูไรผู้หนึ่งมีลูกชาย 3 คน ต่างก็มีความเชี่ยวชาญในเชิงซามูไร

พอถึงวาระที่ซามูไรผู้พ่อจะต้องมอบตราประจำตระกูลให้ลูกชายเพื่อสืบทอดต่อไปนั้น เขาก็ใช้วิธีทดสอบความสามารถของลูกๆ ทั้ง 3 คน โดยซามูไรผู้พ่อเข้าไปนั่งอยู่ในห้อง แล้วเรียกให้ลูกชายเข้าไปหาทีละคน

ลูกชายคนโตถูกเรียกก่อน พอขยับประตูเลื่อน ก็มองเห็นหมอนอยู่ข้างบน จึงเอื้อมมือไปหยิบ แล้วเลื่อนประตูเข้าไปหาพ่อ

ซามูไรผู้พ่อสั่งให้เอาหมอนไปไว้ที่เดิม แล้วให้นั่งรออยู่ในห้อง

ลูกชายคนกลางถูกเรียกเป็นคนต่อไป เมื่อเดินไปถึงประตูก็เลื่อนประตูเปิด ทันใดนั้นหมอนก็ตกลงมา ลูกชายคนกลางรีบรับเอาไว้ทันที แล้วจึงเดินเขาไปหาพ่อ ซามูไรผู้พ่อจึงสั่งให้เอาหมอนไปวางไว้ที่เดิม แล้วให้นั่งรออยู่ในห้องเช่นกัน

ลูกชายคนเล็กถูกเรียกเป็นคนสุดท้าย พอเดินถึงประตูก็เลื่อนเปิดทันที หมอนจึงตกลงมา ดาบซามูไรปลิวออกจากฝักในชั่วพริบตา หมอนถูกฟันขาดเป็นสองท่อน แล้วลูกชายคนเล็กก็เดินอย่างสง่าและสงบเข้าไปหาพ่อ

ซามูไรผู้พ่อได้พูดกับลูกทั้งสามว่า

“เจ้าทั้งสามคิดว่าพวกเจ้าพี่น้อง ใครเหมาะจะเป็นผู้สืบทอด”

“น้องรองขอรับท่านพ่อ เพราะมีความว่องไวเป็นเลิศ” ลูกชายคนโตตอบ

“น้องเล็กขอรับท่านพ่อ เพราะมีฝีมือดาบดีที่สุด” ลูกชายคนรองเห็นต่าง

“แต่พ่อคิดว่าพี่ใหญ่ของเจ้าเหมาะสมที่สุด เจ้าคนเล็ก เจ้ามีฝีมือดาบดีก็จริง แต่เจ้าต้องรู้จักใช้ปัญญาว่าเวลาไหนควรที่จะใช้ดาบ เจ้าคนรอง เจ้ารู้จักใช้ปัญญา ไม่คิดที่จะใช้ดาบในทันใด แต่พี่ใหญ่ของเจ้า นอกจากจะมีปัญญาแล้วยังมีความรอบคอบ รู้ว่าอะไรควรไม่ควรก่อนทำการทั้งปวง”