เล่นบทเพื่อนพระเอกบ้างก็ได้

20200811

เท่าที่สังเกตตัวเองและคนรอบข้าง เรามักจะชอบสวมบทบาทอยู่สองบท

หนึ่งคือบทพระเอก ซึ่งมักจะมีแนวความคิดประมาณนี้
– เราเป็นฮีโร่ของเรื่องนี้
– ทุกสายตาจับจ้องมาที่เรา
– สิ่งที่เราทำนั้นถูกต้อง ชอบธรรมแล้ว
– เราจะคลาดแคล้วจากเรื่องร้ายๆ ต่างๆ เพราะเราพิเศษกว่าคนอื่น

แต่พอชีวิตพลิกผัน เรามักจะหันไปสวมบท “ผู้ถูกกระทำ”
– ชอบถามตัวเองว่า “ทำไมต้องเป็นเราด้วย”
– คนอื่นไม่เข้าใจเราเลย
– เรามันกระจอกสิ้นดี
– ทุกอย่างจบสิ้นกันแล้ว

แต่ผมคิดเล่นๆ ว่าบางทีเราเล่นบทเป็นเพื่อนพระเอกบ้างก็ดีนะ

เพื่อนพระเอกอาจจะไม่หล่อเท่าพระเอก แต่ก็ไม่คิดมากจนน่ารำคาญ รักเพื่อนพ้อง มักจะพูดประโยคฉลาดๆ เวลาพระเอกทำตัวโง่ๆ และเป็นคนที่เข้ามาช่วยพระเอกในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน

เราไม่ได้พิเศษกว่าใครๆ เหมือนพระเอกในละคร แต่โลกก็ไม่ได้ใจร้ายให้เราเป็นผู้ถูกกระทำอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน

สวมจิตวิญญาณของเพื่อนพระเอกหรือเพื่อนนางเอกดูบ้าง แล้วชีวิตเราจะมีความบาลานซ์มากขึ้นครับ

เมื่อเครียดเรื่องที่ทำงานให้นึกถึงกฎ 80/20

20200810

กฎ 80/20 หรือ Pareto principle บอกว่า ผลลัพธ์ส่วนใหญ่มาจากสาเหตุส่วนน้อย

นักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาเลียนชื่อ Vilfredo Pareto สังเกตว่าที่ดิน 80% ของประเทศตกอยู่ในมือของคนเพียง 20% เท่านั้น

80% ของบทสนทนาประจำวันใช้คำศัพท์เพียง 20% ที่เรารู้

รายได้ 80% ของบริษัทมาจากลูกค้าเพียง 20%

80% ของการประเมินผลประจำปีจะเกิดจาก 20% ของงานที่เราทำ

สัดส่วนมันไม่จำเป็นต้อง 80/20 เป๊ะๆ จะ 90/10 , 99/1 หรือแม้กระทั่ง 99/5 ก็ได้ ยังถือว่าเป็น Pareto principle เช่นเดิม

คราวนี้กลับมาที่หัวข้อเรื่องในวันนี้ เมื่อเครียดกับที่ทำงานให้นึกถึงกฎ 80/20

เรื่องที่ทำให้เราเครียดได้มีอยู่ไม่กี่เรื่อง และหนึ่งในนั้นคือเรื่องคน

80% ของความเครียดของเราเกิดจากคนเพียง 20%

เผลอๆ 99% ของความเครียดของเราเกิดจากคนเพียงคนเดียวด้วยซ้ำ

ดังนั้น ถ้าเรามีความกล้าหาญพอที่จะจัดการคนๆ นั้นได้ ปัญหาของเราจะหายไปเกือบหมด

แต่หลายองค์กรไม่กล้าพอ และเลือกที่จะ “เหมาเข่ง” คือไม่จัดการคน 1% ที่ก่อปัญหา แต่ไปฟาดงวงฟาดงาหรือออกกฎระเบียบใหม่ๆ ที่ทำให้คนอีก 99% ที่เขาไม่รู้อิโหน่อิเหน่เดือดร้อนไปด้วย ปัญหาก็เลยคาราคาซังหรือแย่ลงกว่าเดิม

แก้ปมให้ถูกจุดแล้วทางออกอาจจะอยู่ใกล้กว่าที่คิดครับ


“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

ช้างกูอยู่ไหน_๒๐๐๑๐๓_0017

สามปีของนิกที่ Wongnai กับผู้ชายที่ชื่อ “ยอด ชินสุภัคกุล”

20200809

สัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนอาจทราบข่าวที่ LINE MAN กับ Wongnai จะควบรวมกัน โดย “ยอด” ยอด ชินสุภัคกุล ที่เป็น CEO และ Co-Founder ของ Wongnai จะขึ้นเป็น CEO ของบริษัทใหม่ในเดือนกันยายนนี้

สิ้นเดือนสิงหาคมจึงจะเป็นวันสุดท้ายของบริษัท วงใน มีเดีย จำกัด

และวันที่ 1 กันยายน 63 จะเป็น “วันแรก” ของ LINE MAN Wongnai

วันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา ยอดโพสต์ความรู้สึกที่มีต่อโอกาสครั้งใหม่นี้ลงเฟซบุ๊ค

และ “บอย” ซึ่งเป็น CTO และ co-founder ก็โพสต์เล่าความหลังให้ฟังด้วยเช่นกัน

เมื่อวานนี้ ผมไปอ่านเจออีกโพสต์หนึ่งของ “นิก” ที่ตอนนี้เป็น Marketing & Operations Director ของ Wongnai คิดว่ามีประโยชน์สำหรับการทำงานและการใช้ชีวิต เลยขออนุญาตนิกมาลงในบล็อกนี้ครับ

—–

“วันแรกที่พบกัน”

– นัดสัมฯ บ่ายสองที่ปานจิตต์ ไปถึงเลท 15 นาที คิดในใจสงสัยไม่รอดแน่ รอซักพัก คนสัมฯ เดินมาเรียกเองที่หน้าประตู คำแรกที่พูดกับเราคือ “นิก เชิญ” น้ำเสียงห้วน ๆ โหด ๆ หน่อย

– สัมฯ อยู่นานพอควร ตำแหน่ง BD โดนบอกตอนนั้นเลยว่า “คุณไม่ใช่ BD”

– สัมฯ เสร็จออกมาถาม feedback พี่หลุยส์ ได้คำตอบว่า “ยอดบอกแค่ว่านิกดูเป็นคนดีนะ” คิดในใจ คงไม่ได้ทำงานที่นี่ละ

– สรุปวันถัดมา ยังไม่เกิน 24 ชั่วโมงหลังจากสัมฯ พี่เมโทรมา “บริษัทรับเข้าทำงานตำแหน่ง Offline Marketing & PR Manager นะคะ” ทั้งที่เราไม่มีประสบการณ์ด้านนี้เลยแม้แต่น้อย

– งงมาก แต่ก็ใช้เวลาตัดสินใจรับ offer ภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที เงินเดือนมากกว่าที่เก่าไม่เท่าไหร่ แต่การตัดสินใจครั้งนี้คือเปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล และตั้งแต่นั้นเราก็ไม่เคย say no กับสิ่งที่พี่ยอดพี่หลุยส์ offer ให้แม้แต่ครั้งเดียว

>> พี่ยอด ผู้ที่มองถึง potential มากกว่าสิ่งที่เห็นหรือเป็นอยู่ตรงหน้า เป็นเหตุผลที่ทำให้เราก้าวมาถึงจุดนี้ที่ Wongnai ในทุกวันนี้ ซึ่งต่างจากวันแรกที่เข้ามามาก ๆ มาไกลแบบที่เรายังไม่เชื่อในตัวเองด้วยซ้ำว่าเราจะมาอยู่ตรงนี้ได้ แต่พี่ยอดเชื่อไปก่อนหน้านั้นแล้ว และทำให้เราบอกตัวเองเสมอว่าจะไม่ทำให้พี่ยอดผิดหวัง

“บทเรียนจากการทำงานกับพี่ยอด”

– Speed is king “เดี๋ยวนี้ปลาเร็วกินปลาช้ากันทั้งนั้น”

– Don’t be perfectionism “อย่าไปหวังว่าทุกอย่างจะสมบูรณ์แบบ
ตั้งเป้าไว้สาม ทำได้หนึ่งก็ถือว่าทำได้บ้างแล้ว อย่าใจร้ายกับตัวเอง”

– Impact matters “ทำแล้วได้อะไรมั้ย ถ้าทำแล้วไม่ได้ให้เลิกทำ ระบบ ระเบียบ วิธีการ เปลี่ยนได้ทั้งนั้น ถ้ามันไม่เวิค”

– No silo “Make the company great ไม่ใช่ make your team great เอา goal ของบริษัทเป็นที่ตั้งเสมอ”

– The way you type reflects yourself “พิมพ์ให้ถูก สะกดให้ถูก แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจ ตั้งใจ และเป็นมืออาชีพ”

– Stop being bureaucratic “อย่าให้คำว่าระบบมาตีกรอบ ระบบทำให้ทุกอย่างช้า ถ้าสอนให้ทีมเข้าใจเป้าหมายและสิ่งที่เค้าควรทำ ระบบก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป”

– Done is better than perfect “คุณคิดเยอะคิดนานไปก็เท่านั้น คิดไปทำไปแก้ไป ถึงจะทันคนอื่นเค้า”

– Saying yes with some conditions is much better than saying no “อย่าตีกรอบตัวเองด้วยคำว่าทำไม่ได้ ทำได้แต่ compromise บางอย่าง อย่างน้อยมันก็ยังได้ทำ”

– Emailing is an art “เขียนอีเมลหรือบทความให้คิดถึงคนอ่าน มันเป็นศาสตร์ของคนเป็น leader”

– Negative feedback grow you, not positive “อย่าหลงดีใจไปกับคำชม คำติต่างหากที่ทำให้เราเติบโต”

– Always lead by example “วิธี lead ทีมที่ดีที่สุดคือการทำให้ดู”

>> พี่ยอด ผู้เป็นเสมือนครู สามปีที่ได้เรียนกับครูคนนี้เราเดินทางมาไกลมาก และเดินไปในทิศทางที่มั่นใจว่าถูกต้อง เคยโกรธ เคยน้อยใจพี่ยอดเวลาโดนดุโดนว่า แต่สุดท้ายทุกครั้งที่ตั้งสติได้และพยายามทำความเข้าใจ นำสิ่งนั้นมาปฏิบัติทีไร กลายเป็นเราที่ได้พัฒนาปรับปรุงตัวเองไปทีละนิด มาถึงวันนี้วิธีคิดหลายอย่างเปลี่ยนไปมากมายจริง ๆ ถึงเราอาจจะยังไม่ดีที่สุด แต่เราดีขึ้นกว่าวันแรกแน่ ๆ

“คำสอนนอกห้องเรียน”

– วันยกน้ำชาตอนแต่งงาน พี่ยอดให้พรว่า “อย่าเอาความ perfectionist มาใช้กับชีวิตคู่นะ” คำนี้ทำให้มีสติในการใช้ชีวิตคู่อยู่ตลอดจริง ๆ

– หลังแต่งงานพี่ยอดบอกว่า “คนเราต้องมีลูกนะ ถ้าเราเชื่อมั่นว่าเราเป็นประชากรที่ดี เราต้องส่งต่อประชากรที่ดีให้กับโลกใบนี้ต่อไป” คำนี้ทำให้คนที่เคยไม่อยากมีลูกอย่างเราเริ่มเปลี่ยนความคิด

– หลังจากเริ่มคิดที่จะมีลูก พี่ยอดบอกว่า “บริษัทสนับสนุนเต็มที่ ไม่ต้องกังวลนะ something is more important than work” คำนี้ทำให้เราพยายามใส่ใจครอบครัวมากขึ้น

>> พี่ยอด ผู้ที่เข้าใจและให้ความสำคัญกับชีวิตด้านอื่น ๆ ของพนักงาน พี่ยอดนอกเวลางานคือคนที่คุยเล่นกับพนักงาน ถามไถ่หลายสิ่งอย่าง และใส่ใจจำมันได้มากกว่าที่เราคิด พี่ยอดคือคนที่มีอิทธิพลกับชีวิตเราในหลาย ๆ ด้าน

เผลอแป๊บเดียวเวลาก็ผ่านไปสามปีกว่าแล้ว

สามปีที่ Wongnai ผ่านไป ปีแรกของ LMWN กำลังจะเริ่มขึ้น ขอบคุณพี่ยอดที่ทำให้พวกเราได้มีโอกาสสัมผัส once-in-a-lifetime experience ในครั้งนี้

So proud to be a part of this legend. I commit myself to make your mission come true. We’re gonna bring pride to Thai startup.

***ทุกปาร์ตี้ที่บริษัทเรามักจะขอให้วงดนตรีเล่นเพลง “เรือเล็กควรออกจากฝั่ง” ให้พี่ยอดในตอนจบเสมอ เพราะท่อนฮุคของเพลงนี้มันบอกแทนสิ่งที่พี่ยอดกำลังทำอยู่จริง ๆ ฟังเพลงนี้เวอชันไหน ก็ไม่ขนลุกเท่าเวลาพี่ยอดตะโกนใส่ไมค์และมีพนักงานกอดคอกระโดดกันร้องตามอย่างบ้าคลั่ง (วงไหนจะมาเล่นในงานที่บริษัทเรา ต้องแกะเพลงนี้มานะ)

“เราจะออกไปแตะขอบฟ้าด้วยกัน”
#LMWN #dayone


ขอบคุณเนื้อหาจาก

นิก บันทึกไว้เตือนความทรงจำ…สามปีของนิกที่ Wongnai กับผู้ชายที่ชื่อ “ยอด ชินสุภัคกุล” 

ถ้ายังอินอยู่ ตามไปอ่านโพสต์ของยอด ของบอย และบล็อกของผมได้ครับ

ยอด: https://www.facebook.com/yod.chinsupakul/posts/10223503012863396

บอย: https://www.facebook.com/pattrawoots/posts/10158463473478043

ผมเขียนถึงยอดในปี 2018 : ถอดรหัสการทำงานของ ยอด Wongnai

และถ้าอ่านมาจนถึงตรงนี้ ก็ขอ tie-in เบาๆ ว่าเรากำลังเปิดรับคนกว่า 100 ตำแหน่งครับ >> careers.lmwn.com

เป็นคนใจเย็นที่ทำงานเร็ว

20200808

เป็นคนใจกว้างที่มัธยัสถ์

เป็นคนใจดีที่เด็ดขาด

เป็นคนฉลาดที่ยอมเสียเปรียบ

เป็นคนเงียบๆ ที่พูดน่าฟัง

เป็นคนดังที่สันโดษ

เป็นคนเก่งโคตรๆ ที่ถ่อมตัว

ดูย้อนแย้ง แต่ไม่ขัดแย้ง

คนแบบนี้จะสร้างประโยชน์ให้แก่โลกได้โดยไม่สูญเสียความเป็นมนุษย์ไปครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากธรรมบรรยายตอนหนึ่งใน Youtube ของพศิน อินทรวงศ์

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

ช้างกูอยู่ไหน_๒๐๐๑๐๓_0017

นิทานคำพูดของนายท้าย

20200803b

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เหตุเกิดในประเทศจีนเมื่อ 300 ปีที่แล้ว

“อาเหลียง” เป็นข้าราชการที่มีภารกิจต้องเดินทางไปยังเมืองเจิ้งโจวด้วยเรือโดยสาร เขามีสัมภาระและเอกสารมากมาย มีเด็กรับใช้คอยติดตาม

กว่าเรือจะจอดเทียบท่าพระอาทิตย์ก็คล้อยลงต่ำ เขายังต้องเดินเท้าอีกกว่า 10 ลี้ถึงจะถึงทางเข้าเมือง อาเหลียงจึงเอ่ยถามนายท้ายเรือว่า

“พวกข้าจะไปทันก่อนประตูเมืองปิดหรือไม่?”

นายท้ายเรือเหลือบมองไปที่สัมภาระแล้วตอบว่า

“ถ้าไม่รีบก็น่าจะทันอยู่นะ”

อาเหลียงงงเล็กน้อยกับคำตอบแต่ก็ไม่ได้ซักถามอะไรต่อ รีบลงจากเรือแล้วออกเดินทันที

ฟ้ายิ่งมืดลงเท่าใด อาเหลียงยิ่งร้อนรนขึ้นเท่านั้น เขาและเด็กรับใช้จึงเปลี่ยนจากเดินมาเป็นวิ่งเหยาะๆ และจากวิ่งเหยาะๆ มาเป็นวิ่งด้วยความเร็ว

ปรากฎว่าเด็กรับใช้สะดุดล้ม สัมภาระเทกระจาด เอกสารนับร้อยแผ่นปลิวว่อน ต้องเสียเวลาอยู่นานกว่าจะเก็บเอกสารหมด

เมื่ออาเหลียงเดินทางถึงเจิ้งโจว ประตูเมืองก็ปิดเสียแล้ว อาเหลียงจึงรำพันขึ้นมา

“นายท้ายหมายความว่าอย่างนี้นี่เอง”


ดัดแปลงจากเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ จากหนังสือ The 48 Laws of Power by Robert Greene