ไม่ใช่รู้ไม่พอ แค่กล้าไม่พอเฉยๆ

20200604b

เราไม่ได้ต้องการข้อมูลมากกว่านี้ เราไม่ได้ต้องการเวลามากกว่านี้ เราแค่ต้องการความกล้ามากกว่านี้เท่านั้นเอง

กล้าที่จะบอกว่าไม่รู้ กล้าที่จะขอความช่วยเหลือ กล้าที่จะถูกมองว่าไม่เก่ง กล้าที่จะถูกมองว่าใจร้าย

ที่ปัญหามันยุ่งยาก ที่เรามัวแต่ต้องมานั่งอ้อมค้อมกันอยู่ ก็เพราะมัวแต่กังวลว่าใครจะมองเรายังไง

ใครจะมองเรายังไงมันก็เป็นสิทธิ์ของเขา และมันสะท้อนตัวตนของเขามากกว่าตัวตนของเราเสียอีก

เราทำได้ดีที่สุดเพียงหา “หลัก” ให้เจอแล้วยึดมันไว้ให้มั่น

จากนั้นผลอะไรจะตามมาก็แค่ยอมรับและแก้ปัญหากันไปครับ

จินตนาการสวยงามกว่าความจริง

20200603

อะไรที่อยู่ในจินตนาการมันมักจะเว่อร์ไปเสมอ เหมือนคอนเซ็ปต์สิบคะแนนเต็มในจินตนาการที่ผมเขียนไว้ในบทความ “ความสุขไม่มีอยู่จริง” เมื่อวันก่อน

เราเห็นมือถือรุ่นใหม่ออกมา เราคิดว่าถ้าเราได้มันมาครอบครองเราจะฟินมาก แต่พอเราได้มันมามันก็งั้นๆ แหละ

หากจินตนาการเกี่ยวกับอนาคตมักจะสวยงามกว่าความจริง ความทรงจำเกี่ยวกับอดีตก็มักจะสวยงามกว่าความจริงด้วยเช่นกัน

เราเลยรู้สึกโหยหา (nostalgic) ความทรงจำวัยเด็ก หรือวันที่ชีวิตมันตรงไปตรงมากว่านี้ ทั้งๆ ที่ตอนที่เราใช้ชีวิตอยู่ในตอนนั้นก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันพิเศษอะไร

ถ้าสิ่งที่ฝันถึงในอนาคตและสิ่งที่เราระลึกได้จากอดีตมักจะดีกว่าความเป็นจริง

ในทางกลับกัน สิ่งที่เราเผชิญอยู่ในปัจจุบัน อาจไม่ได้แย่อย่างที่คิดก็ได้

สิ่งที่เรามีในวันนี้ หลายอย่างมันคือชีวิตที่เราเคยฝันไว้ในอดีต และหลายสิ่งเราจะคิดถึงและกลับมาโหยหาในวันข้างหน้า

เมื่อระลึกได้ว่า ชีวิตตอนนี้มันก็ดีที่สุดเท่าที่มันควรจะเป็นแล้ว เราก็จะ appreciate ปัจจุบันมากขึ้น และไม่เร่งร้อนกับชีวิตจนเกินเลยครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากคำพูดของไอน์สไตน์ “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้”

ไม่ต้องกลัว New Normal หรอก กลัว Old Normal ดีกว่า

20200602

เพราะมนุษย์นั้นปรับตัวได้เก่งกว่าที่เราคิด หากมันมีอะไรที่บังคับให้เราต้องเปลี่ยน เราก็เปลี่ยนมันได้แทบจะชั่วข้ามคืน เหมือนที่อาจารย์มหาวิทยาลัยเปลี่ยนมาสอนออนไลน์ หรือผู้บริหารเปลี่ยนมาประชุมผ่าน Zoom จนมีคนแซวว่าโควิด-19 นี่เก่งกว่า CTO อีกเพราะทำให้ Digital Transformation เกิดขึ้นได้จริงๆ

สิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ล้วนเคยเป็น new normal ด้วยกันทั้งนั้น ที่เห็นชัดสุดคือการสื่อสารที่เปลี่ยนจากจดหมายมาเป็นอีเมล เปลี่ยนจากโทรศัพท์มาเป็นแชท

สมัยก่อนใครจะยอมให้เพื่อนอัพโหลดรูปของเราไปไว้ในเน็ตแถมให้คนไม่รู้จักมาเห็นหน้าเห็นชื่อเราได้ด้วย แต่ Facebook ก็ normalize มันไปเรียบร้อยแล้ว

สมัยก่อนใครจะยอมให้คนแปลกหน้าจากต่างแดนมานอนที่บ้านของตัวเอง แต่ Airbnb ก็ normalize พฤติกรรมนี้เรียบร้อยแล้ว (และต้องหาทาง normalize อีกรอบหลังโควิด)

สมัยก่อนดาราสวยๆ ที่ไหนจะมาเต้นตลกๆ ร้องเพลงลิปซิงค์ให้ฟรีๆ แต่ Tiktok ก็ normalize ให้เรียบร้อยแล้วเช่นกัน

ดังนั้น New Normal จึงไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เราคิด

สิ่งที่เราควรกลัวมากกว่าคือ Old Normal ต่างหาก

เมื่อเช้าฝนตกหนักเหมือนฟ้ารั่ว เพิ่งซาไปตอน 7 โมงนิดๆ โชคดีที่วันนี้ผมทำงานที่บ้าน ถ้าเป็นวันเดียวกันนี้เมื่อปีที่แล้วรถคงจะติดกันถล่มทลายเพราะทุกคนต้องไปทำงานแถมโรงเรียนยังเปิดเทอมแล้วด้วย

คำถามก็คือหลังจากจบโควิดแล้ว จะยังมีองค์กรไหนกลับไปใช้กฎกติกาที่ “การทำงาน” หมายถึงการ “มาถึงออฟฟิศแล้วตอกบัตรตอน 8 โมงเช้า” รึเปล่า เพราะถ้าผู้บริหารและ HR ยังทำอย่างนั้นก็นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากๆ

เทคโนโลยีเปลี่ยนไปตั้งมากมายในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่กฎอย่างการเข้างาน 8 โมงเช้านี่อยู่มา 40 ปีแล้วยังไม่ยอมเปลี่ยนกันอีก*

เมื่อโลกเปลี่ยน กติกาก็ควรจะเปลี่ยนตาม สมัยก่อนเดินออกจากออฟฟิศก็ถือว่าจบเวลาการทำงานแล้ว แต่สมัยนี้เทคโนโลยีเอื้อให้พนักงานทำงานจากที่ไหนและเมื่อไหร่ก็ได้ องค์กรจึงคาดหวังให้พนักงาน flexible พอที่จะตอบแชทแม้จะเป็นนอกเวลางาน แต่ถ้าองค์กรเองกลับไม่ flexible เรื่องเวลาและสถานที่ในการทำงานบ้างเลยก็คงดูเอาแต่ได้ไปหน่อย

ถ้าวันนี้ฝนตกหนัก การบังคับให้พนักงานต้องฝ่าฝนฝ่ารถติดเพื่อมาถึงออฟฟิศภายในเวลาเท่านั้นเท่านี้เพราะกฎเขียนบังคับเอาไว้ก็ต้องถือเป็นโศกนาฎกรรม

เวลาเข้างานนี่เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่ง ยังมีอีกหลายแง่มุมในองค์กรที่ “หมดเขต” ไปตั้งนานแล้วแต่เรายังทำเพียงเพราะความเคยชิน

เมื่อโควิดนำ New Normal มาให้ ก็ขอให้ใช้มันเป็นโอกาสในการลดละเลิก Old Normal ที่ไม่เมคเซ้นส์อีกต่อไป

ทำอย่างนี้ได้ก็น่าจะเป็นคุณกับทุกฝ่ายนะครับ

—–

* แน่นอนว่าในบางธุรกิจเช่นโรงงานหรืองานบริการ การมาถึงตรงเวลานั้นยังจำเป็นอยู่ แต่งานที่เป็น white collar หรืองานที่ไม่มีเวลาเลิกงานที่แน่นอนก็ควรยืดหยุ่นเวลาเริ่มงานด้วยเช่นกันครับ

ตามหาหนังสือ “ช้างกูอยู่ไหน” และ “Thank God It’s Monday” ได้ที่ whatisitpress.com และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปครับ

ไม่ต้องรอให้นายบอก

20200601

Steve Jobs เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในปี 1996 ว่า

“Apple was a very bottom-up company when it came to a lot of its great ideas. We hired truly great people and gave them the room to do great work. A lot of companies – I know it sounds crazy – but a lot of companies don’t do that. They hire people to tell them what to do. We hire people to tell us what to do. We figure we’re paying them all this money; their job is to figure out what to do and tell us. That led to a very different corporate culture, and one that’s really much more collegial than hierarchical.”

“ที่แอปเปิ้ลเราได้ไอเดียเจ๋งๆ ที่มาจากพนักงานมากมาย เรารับคนเทพๆ เข้ามาและเปิดพื้นที่ให้เค้าได้รังสรรค์ผลงาน องค์กรจำนวนไม่น้อย – ผมรู้ว่ามันฟังดูตลกนะ – แต่องค์กรจำนวนไม่น้อยไม่ได้ทำอย่างนั้น พวกเขาจ้างคนเข้ามาเพื่อจะบอกพนักงานเหล่านั้นว่าต้องทำอะไร แต่เราจ้างคนเข้ามาเพื่อให้เขาบอกว่าเราต้องทำอะไร ในเมื่อเราจ่ายเงินให้เขาขนาดนี้ หน้าที่ของเขาคือการคิดให้ออกและบอกเราว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำ มันทำให้เรามี culture องค์กรที่แตกต่างไปจากที่อื่น ให้อารมณ์เหมือนเป็นเพื่อนร่วมงานมากกว่าที่จะเป็นการบังคับบัญชาตามลำดับชั้น”

ในโลกสมัยนี้ ไม่มีใครรู้ทุกอย่างอีกต่อไป ต่อให้คนที่เก่งที่สุดในองค์กรก็มีเรื่องที่เขารู้น้อยยิ่งกว่าพนักงานปฏิบัติการ ผู้บริหารจึงไม่มีหน้าที่ไปกะเกณฑ์ว่าควรจะทำงานอะไรหรือควรทำงานนี้อย่างไร สิ่งที่ดีที่สุดที่ทำได้คือช่วยหาคนเก่งๆ เข้ามา ตั้งเป้าหมายให้ชัด สื่อสารให้ทุกคนเห็นภาพตรงกัน จากนั้นก็ get out of the way เพราะบ่อยครั้งการพยายาม add value ที่ล้นเกินอาจเป็นการชักใบให้เรือเสียก็ได้

ในมุมกลับ พนักงานก็ไม่ควรรอให้หัวหน้าสั่งว่าวันนี้ต้องทำอะไร ถ้าเราอยากก้าวหน้า เราควรมองให้เห็นว่าอะไรที่ยังเป็น pain อยู่บ้าง ขบคิดและหาทางออก และนำไปเสนอกับหัวหน้าหรือคนที่มีอำนาจตัดสินใจ แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกไอเดียจะได้รับการนำไปต่อยอด แต่ถ้าพนักงาน 100 คน มี 100 ไอเดียทุกสัปดาห์ ครบ 100 สัปดาห์ก็จะมี 10,000 ไอเดียที่มีศักยภาพที่จะขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าได้

“They hire people to tell them what to do. We hire people to tell us what to do.”

องค์กรที่จะอยู่รอด คือองค์กรที่พนักงานบอกผู้บริหารได้ว่าเราควรต้องทำอะไรบ้างครับ

ขอบคุณ Quote จาก Google Books: 185 Quotes & Thoughts from Steve Jobs