นิทานขายเก่ง

20200410

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

แขกหนุ่มอินเดียมาสมัครเป็นพนักงานขายหน้าร้านให้กับห้างสรรพสินค้าสุดหรูในลอนดอน

จริงๆ ต้องบอกว่าเป็นห้างนี้เป็นห้างที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย มีของขายทุกอย่างตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ

“เคยขายของมาก่อนรึเปล่า?” ผู้จัดการถาม

“เคยครับนาย ผมเคยเป็นเซลส์แมนตอนอยู่อินเดีย”

“โอเค ลองดู มาเริ่มงานพรุ่งนี้ได้เลย”

วันทำงานวันแรกของแขกนั้นเหน็ดเหนื่อยและยาวนาน พอถึง 6 โมงเย็นผู้จัดการจึงแวะมาถามไถ่

“วันนี้ขายไปได้กี่คนล่ะ?”

“คนเดียวครับนาย”

“คนเดียวเองเหรอ? อย่างนี้ไม่ไหวนะ คนอื่นเขาขายกันได้วันละยี่สิบสามสิบคน ถ้ายังอยากจะมีงานทำอยู่เธอต้องคุยกับลูกค้าได้มากกว่านี้ ว่าแต่ขายไปได้เท่าไหร่ล่ะ?”

“327,154 ปอนด์ครับ”

“ว่าไงนะ!? พูดเป็นเล่น ไหนเล่าให้ฟังหน่อยซิว่าขายอะไรไป”

“พอดีมีลูกค้าคนหนึ่งที่ผมขายเบ็ดตกปลาอันเล็กให้ครับนาย จากนั้นก็ขายเบ็ดตกปลาอันกลางให้ แล้วสุดท้ายก็ขายเบ็ดตกปลาอันใหญ่ แล้วผมก็ขายคันเบ็ดแล้วก็อุปกรณ์ตกปลาอื่นๆ จนครบเซ็ตครับนาย

แล้วผมก็ถามเขาว่าจะไปตกปลาที่ไหน เขาบอกว่าจะไปตกปลาที่ชายหาด ผมเลยบอกเขาว่างั้นเขาน่าจะต้องมีเรือใบซักลำ ผมก็เลยพาเขาไปแผนกเรือใบ ขายเรือใบติดเครื่องยนต์ขนาด 20 ฟุตให้เขาไปหนึ่งลำ

แล้วลูกค้าก็นึกขึ้นได้ว่าเขาไม่น่าจะขนเรือไปได้ เพราะเขาขับรถโฟล์ค ผมก็เลยพาไปแผนกรถ แล้วก็ขายรถจี๊ปให้เขาอีก 1 คันครับนาย

ผมถามเขาว่าจะไปพักที่ไหน เขาบอกว่ายังไม่ได้ตัดสินใจ ผมก็เลยพาเขาไปแผนกเดินป่าแล้วก็ขายเต๊นท์นอน 6 คนให้เขาอีก 1 หลังครับนาย

ก่อนส่งเขากลับบ้านผมก็พาเขาไปซื้อของในซูเปอร์อีกสองร้อยกว่าปอนด์และเบียร์อีกสองโหลครับนาย

ผู้จัดการอ้าปากค้าง

“เธอขายทั้งหมดนี่ให้กับคนที่จะมาซื้อเบ็ดตกปลาเนี่ยนะ!?”

“เปล่าครับนาย เขามาซื้อยาพาราเพราะปวดหัว ผมเลยบอกเขาว่าการไปนั่งตกปลาชิลล์ๆ นี่แก้ปวดหัวได้ชะงัดนักครับนาย”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Beny Raja’s answer to What are some great short stories with a twist ending?

จะส่งต่อแสงสว่างหรือจะส่งต่อความมืดมน

20200409

ในช่วงที่สถานการณ์โควิดยังไม่มีทางออกที่ชัดเจน ผู้คนกำลังเดือดร้อน อ่อนไหวและอ่อนแอ เป็นเรื่องง่ายมากที่ dark side ของเราจะปรากฎ

เราอาจจะเลือกส่งต่อความมืดมนด้วยการไม่นำพา ด้วยการกักตุนอาหาร ด้วยการส่งข่าวปลอม ด้วยการก่นด่า ด้วยการล่าแม่มด ด้วยการจ้องจับผิดคนอื่น

หรือเราจะเลือกส่งต่อแสงสว่าง ด้วยการคิดถึงส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว ด้วยการให้กำลังใจคุณหมอ ด้วยการแชร์ข้อมูลที่ถูกต้อง ด้วยการไม่เอาตัวรอดคนเดียว ด้วยการไม่ยอมทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เราทุกคนต่างมีแสงสว่างในตัวเอง มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป เราเลือกที่จะเปล่งแสงสว่างด้วยตัวเองก็ได้ หรือเลือกที่จะเป็นกระจกที่สะท้อนแสงสว่างของคนอื่นก็ได้

มาเป็นแสงสว่างให้กันและกันนะครับ

คนอ่อนแอจะแก้แค้น

20200408

คนเข้มแข็งจะให้อภัย

คนหัวไวจะมองข้าม

หนึ่งในความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ คือการได้รับความยุติธรรม

เมื่อเห็นความไม่ถูกต้อง เรามักรู้สึกว่าต้องทำอะไรบางอย่าง เพื่อให้ความถูกต้องนั้นกลับคืนมา

แต่หลายครั้งมันก็ทำให้เราเสียเวลาเกินควร โดยเฉพาะเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างการถกเถียงกันในโซเชียลมีเดีย

เมื่อมีใครก่อหนี้ทางใจให้กับเรา มันก็มีวิธีการจัดการหนี้นั้นได้หลายแบบ

การโต้ตอบเป็นวิธีหนึ่ง การหยุดทะเลาะก็เป็นวิธีหนึ่ง หรือการไม่ถือสาหาความตั้งแต่ต้นก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง

“Weak people revenge.
Strong people forgive.
Intelligent people ignore.”
-Albert Einstein

เวลาในชีวิตคนเรามีไม่มากนัก เรื่องสำคัญๆ ที่เรายังไม่ได้ทำมีอีกมาก

บางทีก็ต้องคิดแบบคนฉลาด แล้วหัดมองข้ามเรื่องบางเรื่องบ้างนะครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

ยิ่งข้างนอกแข็งกระด้างข้างในยิ่งบอบบาง

20200407

เหมือนหอยทากที่กระดองแข็งแต่ตัวของมันนุ่มนิ่ม

คนบางคนพอมีอำนาจแล้ววางตัวเหนือคนอื่น ใช้ตำแหน่งแห่งหนในการกดทับ อันนั้นก็เป็นสัญญาณของความอ่อนแออย่างหนึ่งเช่นกัน

คนอ่อนแอบางคนเป็นคนขี้โมโห เพราะจริงๆ แล้วความโกรธเป็นเพียงการแสดงออกของความกลัว คนไหนมักโกรธ ก็แสดงว่าคนนั้นมีความกลัวมากกว่าคนปกติ

คนที่เข้มแข็งจริงๆ จะไม่ค่อยโกรธ จะไม่โจมตีใคร จะไม่กดคนอื่นเพื่อสร้างเสริมความมั่นใจให้กับตัวเอง

ยิ่งข้างนอกแข็งกระด้างข้างในยิ่งบอบบาง

สร้างตัวตนที่แท้ให้เข้มแข็งเสียก่อน จะได้ไม่ต้องพึ่งพาเปลือกไปตลอดชีวิตครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

เราควรดื่มน้ำวันละ 8 แก้วจริงหรือ

20200406

ความเชื่อเรื่องการดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว น่าจะมีต้นตอมาจากบทความที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1945 โดย National Academy of Sciences Food and Nutrition Board

บทความนี้ระบุว่า “โดยปกติ ปริมาณน้ำที่เหมาะกับร่างกายผู้ใหญ่คือ 2.5 ลิตรต่อวัน” (A suitable allowance of water for adults is 2.5 litres daily in most instances)

บทความนี้ยังระบุต่ออีกว่า “(น้ำ)ส่วนใหญ่อยู่ในอาหารที่เรารับประทาน” (most of this quantity is contained in prepared foods)

ผักอย่างกะหล่ำหรือมะเขือนั้นเป็นน้ำถึง 92% และกระบวนการเผาผลาญอาหารก็ผลิตน้ำขึ้นมาด้วยเช่นกัน

แต่เนื้อหาที่ว่าน้ำส่วนใหญ่นั้นอยู่ในอาหารที่เรารับประทานอยู่แล้ว กลับหายไปจากสารบบ และน้ำ 2.5 ลิตร ก็กลายร่างมาเป็นน้ำ 8 แก้วเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ

จริงๆ แล้วปริมาณน้ำที่เราควรดื่มในแต่ละวันขึ้นอยู่กับขนาดตัว กิจกรรมที่เราทำ และสภาพอากาศ การดื่มน้ำมากเกินไปนั้นอาจเป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคหัวใจ

แล้วเราควรดื่มน้ำเท่าไหร่จึงจะพอดี

คำตอบนั้นง่ายมาก – กระหายน้ำเมื่อไหร่ก็ดื่มเมื่อนั้น เพราะร่างกายของเรามีกลไกที่จะคอยตรวจสอบอยู่แล้วว่าน้ำในร่างกายของเรามีเพียงพอรึเปล่า ถ้ามันเริ่มไม่พอเมื่อไหร่ สมองก็จะสั่งให้ร่างกายรู้สึกกระหายน้ำทันที

ส่วนวิธีดูว่าแต่ละวันเราดื่มน้ำพอหรือยัง ก็คือการดูสีของปัสสาวะ ถ้าเป็นสีเหลืองอ่อนก็ถือว่าใช้ได้แล้วครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก The Conversation: Do I have to drink eight glasses of water per day? We asked five experts 

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59