ของดีที่มีมากไปมันอาจทำลายเราได้

20200223

เราเคยได้ยินเรื่องราวดาราเด็กในฮอลลีวู้ด ที่โตขึ้นมาติดยาและเป็นโรคซึมเศร้า

หรือเรื่องราวนักกีฬาที่เคยร่ำรวยมหาศาลแต่ไม่มีทรัพย์สินหลงเหลือในตอนแก่

รวมถึงคนที่บรรลุอิสรภาพทางการเงินจนได้ early retire แต่สักพักทนไม่ได้ ต้องกลับมาทำงานอยู่ดี

ดาราเด็กไม่รู้วิธีการจัดการกับชื่อเสียงและความคาดหวัง

นักกีฬาไม่รู้วิธีการจัดการเงินและการลงทุนอย่างมีสมอง

และคนที่ early retire ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับเวลาว่างที่มีมากมาย อยู่เฉยๆ แล้วเหงา อยู่เฉยๆ แล้วเฉา อยู่เฉยๆ แล้วฟุ้งซ่าน

ของดีๆ ที่เราหลายคนโหยหา แต่พอได้มันมาในปริมาณที่มากเกินไปก็อาจทำให้ชีวิตเราแย่ลงกว่าเดิม

สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้แจ็คพ็อตแตกอย่างคนที่ผมกล่าวไปข้างต้น อาจจะคิดว่าเรื่องนี้ไม่เห็นจะเกี่ยวกับเรา

แต่จริงๆ ผมว่ามันเกี่ยวนะครับ

เพราะสาเหตุของปัญหา คือ “กล้ามเนื้อ” บางส่วนแข็งแรงไม่พอ

ดาราเด็กไม่มีกล้ามเนื้อการจัดการกับชื่อเสียง นักกีฬาไม่มีกล้ามเนื้อของ financial literacy ส่วนคนที่ early retire ก็ไม่มีกล้ามเนื้อของการอยู่กับตัวเอง

พอมองกลับมาที่คนปกติอย่างเราเรา ก็จะเห็นว่าบางคนกล้ามเนื้อฟีบในบางเรื่อง

นักเรียนที่เรียนเก่งมากๆ อาจไม่เคยฝึกกล้ามเนื้อแห่งความล้มเหลว เพราะสอบได้คะแนนแย่หน่อยเดียวก็จิตตกได้ทันที

ผู้หญิงที่สวยมากๆ และมีแต่คนรุมจีบอาจไม่ได้ฝึกกล้ามเนื้อของการเป็นคนน่ารัก เพราะถึงนิสัยไม่ค่อยน่ารักคนก็ยังยอมให้

หรือผู้บริหารดาวรุ่งพุ่งแรง อาจมีกล้ามเนื้อความเห็นอกเห็นใจที่แคระแกร็น เพราะเขาจับจ้องแต่ results จนลืมมอง relationships

ของดีที่มีมากเกินไปอาจทำลายเราได้

ลองสำรวจตัวเองว่ามีกล้ามเนื้อส่วนใดที่ฟีบไปรึเปล่า จะได้บริหารมันเอาไว้บ้าง

จะได้ปิดจุดอ่อน จะได้ไม่เดือดร้อนในวันที่เรื่องดีๆ โหมกระหน่ำครับ

—-

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

รู้แค่บางกะปิอย่าเล่าถึงยุโรป

20200220

ประโยคนี้ผมได้มาจากการอ่านข้อเขียนของพี่ธนา เธียรอัจฉริยะ ในเพจเขียนไว้ให้เธอ

มันเป็นคำแนะนำของพี่โน้ต อุดม แต้พานิช นักเล่าเรื่องระดับปรมาจารย์

เมื่อปรมาจารย์กล่าวสิ่งใด ศิษย์ปลายแถวอย่างเราควรฟังและนำมาปรับใช้ในชีวิตส่วนตัวและหน้าที่การงาน

เรื่องนึงที่ปรับใช้ได้แน่ๆ คือการพรีเซนต์ในที่ทำงาน

คือพูดเท่าที่เรารู้ อย่าพูดเกินจากสิ่งที่เรารู้

ถ้าเจอคำถามที่เราตอบไม่ได้ ก็เพียงยอมรับว่าตอบไม่ได้ อย่ามั่วคำตอบเพราะคนฟังเขาจับได้อยู่แล้ว

รู้แค่บางกะปิอย่าเล่าถึงยุโรป

เคล็ดลับสั้นๆ ง่ายๆ แต่มีประโยชน์มากมายครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

ไม่ต้องเป็นคนถูกตลอดเวลาก็ได้

20200220b

เอาจริงๆ คนที่ถูกอยู่ตลอดเวลานั้นไม่ค่อยน่าคบหรอก เพราะเขามักจะทำให้คนอึดอัด มักทำให้อีกคนรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า

ความสัมพันธ์ทั้งหลายพังทลายลงไม่ใช่เพราะเราใช้อารมณ์มากเกินไป แต่เพราะเราใช้เหตุผลมากเกินไปต่างหาก

เลือกให้ดีว่าจะเล่นเกมไหน

อยากจะเป็นคนที่ถูกตลอดเวลาแต่โดดเดี่ยว

หรือจะเป็นคนที่ถูกบ้างผิดบ้างเป็นบางวัน เพื่อจะได้มีกันและกันไปนานๆ ครับ

นิทานหมากัดแกะ

20200212b

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชาวนาคนหนึ่งเลี้ยงแกะเอาไว้หลายสิบตัว

เพื่อนบ้านของชาวนาเป็นนายพรานซึ่งมีหมาล่าเนื้อสองตัวที่ดุร้ายมาก พวกมันมักจะมุดรั้วมาวิ่งไล่กัดแกะเป็นประจำ

ชาวนาพยายามขอให้นายพรานล็อกหมาไว้ในกรง แต่นายพรานทำอยู่ได้ไม่กี่วันก็ปล่อยหมาออกมาเพ่นพ่านและกัดแกะของชาวนาอีก

ชาวนาสุดจะทนจึงเข้าเมืองไปแจ้งความที่โรงพัก

สารวัตรซึ่งรู้จักทั้งชาวนาและนายพรานมานานได้ฟังแล้วจึงตอบว่า

“ผมจะจับนายพรานมาเข้าคุกก็ได้นะ แต่ถ้าผมทำอย่างนั้นคุณจะมีศัตรูเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน คุณอยากได้เพื่อนบ้านที่เป็นมิตรหรือเพื่อนบ้านที่เป็นศัตรูล่ะ”

“ผมก็ต้องอยากได้เพื่อนบ้านที่เป็นมิตรอยู่แล้วสิครับ”

“งั้นคุณลองทำตามที่ผมบอกดูก่อนมั้ย?”

ชาวนาฟังคำแนะนำของสารวัตรแล้วจึงกลับมาที่ฟาร์ม คัดเลือกลูกแกะที่น่ารักที่สุดมา 3 ตัวแล้วนำไปให้นายพราน

“คิดว่าเด็กๆ น่าจะชอบครับ” ชาวนากล่าวกับนายพราน

ลูกๆ ของนายพรานดีใจมาก และออกไปเล่นกับลูกแกะทุกวันหลังเลิกเรียน

นายพรานกลัวว่าถ้าปล่อยหมาออกมาเพ่นพ่าน ลูกๆ ของตนจะโดนกัด จึงจับหมาใส่กรงเอาไว้ตลอด

และฝูงแกะของชาวนาก็ไม่เคยโดนหมากัดอีกเลย

—–

ดัดแปลงมาจากนิทานภาษาจีนที่ส่งมาทางไลน์

ถ้าอยากเติบใหญ่ก็ต้องพร้อมเผชิญความไม่แน่นอน

20200218

Comfort Zone นั้นมันอุ่นใจ แต่ไม่ค่อยมีอะไรสนุก

ถ้าเกมนี้เรารู้ว่าเมื่อไหร่จะออกหัว เมื่อไหร่จะออกก้อย ก็ไม่มีอะไรให้ลุ้นอีกต่อไป

เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามคาดการณ์ ข้อดีคือเราจะไม่พลาด อัตตาตัวตนไม่โดนรังแก

ข้อเสียคือเราจะไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เราวันนี้ไม่ได้เก่งกว่าเราเมื่อวานนี้เลย

ถ้าอยากเป็นคนที่ดีกว่าวันที่แล้ว ฉลาดกว่าวันที่แล้ว ก็ต้องพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน

เมื่อเผชิญความไม่แน่นอน เราก็จะผิดพลาด ทบทวน เรียนรู้ และเติบโต ซึ่งนั่นเป็นทางเดียวที่จะมีความมั่นคงในอาชีพการงานได้อย่างแท้จริงในยุคนี้

ในโลกสมัยก่อน พื้นที่อุ่นใจคือกับพื้นที่ปลอดภัยนั้นทับซ้อนกันอยู่

ในโลกสมัยใหม่ พื้นที่อุ่นใจไม่ได้ทับซ้อนกับพื้นที่ปลอดภัยอีกต่อไป จริงๆ แล้วมันจะกลายเป็นพื้นที่อันตรายในอีกไม่ช้าด้วยซ้ำ

ถ้าอยากเติบโตอย่างปลอดภัย ก็ต้องพร้อมออกจากพื้นที่อุ่นใจเพื่อเผชิญความไม่แน่นอน

ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว

—-

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer