เรากำลังทำเรื่องอะไรที่ไม่ฉลาดอยู่รึเปล่า

20191016

ลองมองไปรอบตัว เราจะเห็นคนที่ฉลาดสุดๆ ทำเรื่องที่ไม่ค่อยฉลาด

เช่นศาสตราจารย์ที่สูบบุหรี่วันละซองจนมีโรครุมเร้า

หรือหมอที่นอนแค่คืนละ 4 ชั่วโมงจนสุขภาพแย่กว่าคนไข้

หรือเจ้าของกิจการที่กินเหล้ากับลูกน้องแล้วขับรถกลับบ้านเอง

ถ้าคนที่ฉลาดระดับศาสตราจารย์ยังทำเรื่องที่คนอย่างเราดูก็รู้ว่าไม่ฉลาด นั่นแสดงว่าเราเองก็มีโอกาสที่จะทำอะไรที่ไม่ฉลาดอยู่เช่นกัน

อย่างตัวผมเองบางทีก็กินของไม่มีประโยชน์บ่อยเกินไป หรือบางทีก็นั่งทำงานไม่ลุกไปไหนราวกับต้องการจะเชื้อเชิญ office syndrome ให้มาเยี่ยมเยียน

สำรวจดูนะครับว่าเรากำลังทำเรื่องอะไรที่ไม่ฉลาดอยู่บ้าง ถ้าเจอก็หยุดเสีย

จะได้ไม่ต้องมานั่งเขกหัวตัวเองทีหลังครับ

เพราะหิวจึงกินข้าวอร่อย

20191014b

เพราะเหนื่อยจึงนอนหลับได้สนิท

เพราะแพ้มาก่อนจึงดื่มด่ำกับชัยชนะ

เพราะเคยเจอคนแย่ๆ จึงเห็นคุณค่าของคนดีๆ

ประสบการณ์ที่ยากลำบากนั้นเป็นพร เพราะมันสอนให้เราไม่ประมาท

ก็ได้แต่หวังว่าในวันที่คุณภาพชีวิตดีขึ้นมาก เราจะไม่ take things for granted จนมองไม่เห็นสิ่งดีๆ ที่รายล้อมเราอยู่

สิ่งดีๆ ที่ครั้งหนึ่งเราเคยใฝ่ฝันว่าอยากจะมีครับ

จงเห็นแก่ตัว

20191014

ด้วยการตั้งใจทำงาน จะได้เติบโตทั้งตำแหน่งและเงินเดือน

จงเห็นแก่ตัว ด้วยการนอนเยอะๆ จะได้มีสมองที่โปร่งใส

จงเห็นแก่ตัว ด้วยการกินของที่มีประโยชน์ จะได้มีพลังไปทำสิ่งดีๆ

จงเห็นแก่ตัว ด้วยการเก็บหอมรอบริบ จะได้มีเงินใช้ยามแก่เฒ่า

จงเห็นแก่ตัว ด้วยการรักตัวเองให้มากๆ เมื่อตัวเองได้รับความรักเพียงพอ เราจึงจะสามารถรักคนอื่นได้

เห็นแก่ตัวให้ถูกวิธีแล้วชีวิตน่าจะโอเคครับ

Book Insights – The Concise Mastery

20191013_mastery

เกมที่เราควรเล่นคือหา niche (ตลาดจำเพาะ) ที่เราสามารถ dominate ได้ โดยเราอาจจะเริ่มจากสายงานที่เราถนัดก่อน แล้วค่อยๆ ขยับเข้าสู่สายงานที่แคบลงเรื่อยๆ จนไปเจอ niche ที่ยังไม่มีใครครอบครอง ซึ่ง niche นี้จะสะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ในตัวเราที่ไม่มีใครลอกเลียนแบบได้

เวลาเลือกงาน ให้เลือกงานที่จะให้โอกาสเราได้เรียนรู้มากที่สุด ความรู้ที่ practical คือสินทรัพย์ที่จะปันผลให้เราอย่างงามไปอีกหลายสิบปี

ถ้าเราเลือกงานโดยดูว่าใครจ่ายหนักสุด สุดท้ายเราจะโฟกัสผิดจุด เพราะรู้สึกว่าต้องพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลา เราจะมัวกังวลว่าคนอื่นจะมองเรายังไง เราต้องเอาอกเอาใจใครบ้าง ฯลฯ

เวลาฝึกฝน เราต้องพาตัวเองเข้าสู่ the cycle of accelerated returns ให้ได้ เพราะเมื่อเข้าสู่วงจรนี้เราจะสนุกไปกับการฝึกฝนจนทำให้เราฝึกได้ยาวนานขึ้น ซึ่งก็จะทำให้เราพัฒนาในอัตราเร่งขึ้นอีก ซึ่งกว่าจะเข้าสู่วงจรนี้ได้ เราต้องกัดฟันเพื่อผ่านช่วงแรกที่ยากลำบากที่เราไม่เก่ง-ไม่ชอบไปให้ได้ก่อน

คนเราเมื่อพัฒนามาถึงจุดนึงแล้วก็จะตัน เพราะเรามักจะฝึกฝนด้วยวิธีเดิมๆ ไปเรื่อยๆ ทำให้เราไม่เก่งขึ้นเสียที ถ้าเราอยากจะก้าวข้ามจุดนี้ไปให้ได้ เราต้องทำ Resistance Practice ซึ่งก็คือการ “ฝืนธรรมชาติ” ฝืนที่จะไม่ผ่อนปรนกับตัวเอง ต้องเป็นนักวิจารณ์ที่เข้มงวดผับผลงานที่เราผลิตออกมา ต้องมองให้ออกว่าอะไรที่เรายังอ่อนอยู่และขยี้ไปตรงจุดนั้น

ถ้าต้องการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต เราต้องมีความรู้ที่ “กลมกล่อม” อันเกิดจากส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างศาสตร์และศิลป์ เมื่อ 500 ปีที่แล้ว วิทยาศาสตร์กับศิลปะถูกแยกขาดออกจากกัน แต่จริงๆ แล้วเมื่อสองสิ่งนี้อยู่ร่วมกันมันจะสร้างสิ่งอัศจรรย์ได้ นี่คือเหตุผลที่ทำไมงานของดาวินชีถึงยังอมตะเหนือกาลเวลา

เราควรจะเรียนรู้ทักษะให้หลากหลายมากที่สุด หากเรารู้แค่ไม่กี่เรื่องและเดินตาม career path อย่างตายตัวและเคร่งครัด สุดท้ายพออายุ 40 กว่าเราจะติดหล่มในอาชีพใดอาชีพหนึ่งโดยไม่สามารถย้ายงานไปทำอย่างอื่นได้ แต่ถ้าเรียนรู้ทักษะให้หลากหลายเข้าไว้ โอกาสจะยังมีเข้ามาไม่ขาดสาย

เหตุผลที่เราควรมี mentor เพราะว่าชีวิตเรานั้นสั้นเกินกว่าจะที่เรียนรู้ผ่านการลองผิดลองถูก การเรียนรู้ผ่านตัวหนังสือนั้นก็ไม่ efficient พอเพราะเนื้อหาในหนังสือไม่ได้ customized สำหรับตัวเรา การได้ mentor ที่เปี่ยประสบการณ์และมองขาดว่าเรายังต้องปรับปรุงเรื่องอะไรจะทำให้เราพัฒนาได้ในอัตราเร่ง

คนที่เป็น Masters ส่วนใหญ่จะเจอปัญหาเรื่องงานและข้อมูลที่ถาโถมพวกเขา หากเราสามารถแบ่งเบาภาระเหล่านี้ให้เขาได้ เราก็มีโอกาสที่เขาจะเมตตาเรามากกว่าลูกศิษย์คนอื่นๆ ที่ไปขอฝากตัวด้วย

คนที่เพิ่งรู้จักกับเราได้ไม่นานแต่เอ่ยปากชมเราเกินเหตุมีแนวโน้มที่จะริษยาเราอยู่ลึกๆ และกำลังหาโอกาสเข้าใกล้เพื่อทำร้ายเรา

บางทีเราก็ต้องทำตัวลึกลับ บางทีเราก็ต้องตรงไปตรงมา อย่าวางตัวให้คนอื่นๆ เดาทางเราออกง่ายเกินไป

Masters จะต้องมี Original Mind หรือการมองอะไรเหมือนกับเห็นเป็นครั้งแรกราวกับเด็กๆ

ด้วยความรู้ที่ลึกซึ้งและจิตใจที่เปิดกว้าง ทำให้ Masters จึงมี creativity สูงมาก

วิธีที่จะได้ไอเดียสร้างสรรค์ที่ดีที่สุดคือค่อยๆ คิดไปเรื่อยๆ ค้นคว้าให้เยอะและอย่ารีบร้อน แม้มันดูต้องลงแรงและเวลามหาศาลแต่วันหนึ่งข้างหน้าเมื่อมองย้อนกลับมา เราจะรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรหรอก

การเรียนรู้ที่ดีคือการเอามันไปประยุกต์ใช้จริงๆ เปลี่ยนความรู้ของคนอื่นมาเป็นความรู้ของเราด้วยการมองให้เห็นความเชื่อมโยงของความรู้หลายแขนงและอนุมานกฎหรือสูตรที่อยู่เบื้องหลังชุดความรู้เหล่านั้นให้ได้

ไม่มีช่วงเวลาใดที่สูญเปล่าถ้าเราใส่ใจกับทุกบทเรียนที่ติดมากับทุกประสบการณ์

อย่าลืมฝึกฝน memory เราด้วย งานที่เราเคยต้องใช้ความจำอย่างเบอร์โทรศัพท์ การคำนวณอย่างง่ายๆ หรือการจดจำเส้นถูกเทคโนโลยีทำแทนให้หมแล้ว หากเราไม่ใช้กล้ามเนื้อสมองส่วนความจำนี้บ้างมันก็จะฝ่อไม่ต่างจากกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ

เราต้องหัดสังเกตสิ่งแวดล้อม ไม่ต่างอะไรกับสมัยบรรพบุรุษเรายังอยู่ในทุ่งสะวันนาในแอฟริกา ในที่ทำงานเราต้องหัดเป็นคนช่างสังเกต ทุกสีหน้า ท่าทาง และน้ำเสียงคือสัญลักษณ์ให้เราถอดรหัสและตีความ ยิ่งเราสามารถเชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเราได้มากเท่าไหร่ เรายิ่งได้เปรียบมากขึ้นเท่านั้น

—–

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ The Concise Mastery by Robert Greene 

(Book Insights ไม่ใช่ Book Summary และไม่ใช่ Book Review ดังนั้นจึงจะไม่พยายามพูดถึงหนังสือทั้งเล่ม และจะไม่วิจารณ์ด้วยว่าดีไม่ดี หรือผมเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร สิ่งที่ Book Insights จะทำคือการดึงเฉพาะประเด็นที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ขึ้นมาพูดเป็นข้อๆ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับเนื้อหาแบบลัดสั้นที่สุดครับ)

ต้นทุนของนิสัย

20191012

The costs of your good habits are in the present.
The costs of your bad habits are in the future.

ต้นทุนของนิสัยที่ดีนั้นเกิดขึ้นวันนี้
ต้นทุนของนิสัยที่แย่นั้นเกิดขึ้นวันหน้า

-James Clear

ต้นทุนของนิสัยที่ดี เช่นออกกำลังกาย ขยันทำงาน มีสติอยู่บ่อยๆ มันคือสิ่งที่เราต้องจ่ายในตอนนี้ เพื่อสุขภาพที่ดีทั้งกายใจและการเงิน

ส่วนการสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ใช้จ่ายเงินเกินตัว ทำงานแบบหยิบโหย่ง นั้นคือการได้มาซึ่งความสุข ความสบาย ความเพลิดเพลินในวันนี้ แล้วค่อยไป “จ่าย” ในวันหลัง

นิสัยที่ดีนั้นต้นทุนต่ำในวันนี้เพื่อผลตอบแทนสูงในวันหน้า

ส่วนนิสัยที่แย่นั้น เราจะได้ผลตอบแทนต่ำเตี้ยในวันนี้ เพื่อจ่ายราคาที่สูงลิบลิ่วในวันหน้าครับ