วินัยที่จะเริ่มต้น

20190903

นักเขียนชื่อ Steven Pressfield เคยบอกไว้ว่า การเขียนหนังสือนั้นไม่ยาก ยากตรงพาตัวเองมานั่งหน้าจอคอมแล้วเริ่มเขียน

ตอนเช้าที่ผมวิ่งรอบหมู่บ้าน ก็รู้สึกคล้ายๆ กัน คือการซ้อมวิ่งนั้นไม่ยาก ยากตรงพาตัวเองลุกจากเตียง แต่งตัว ผูกเชือกรองเท้า แล้วมายืนอยู่หน้าบ้าน

ส่วนการทำงานใหญ่นั้นไม่ยาก ยากตรงการเปิดไฟล์ใหม่ขึ้นมาแล้วเริ่มลงมือพิมพ์

ถ้าสิ่งที่ยากที่สุดคือการเริ่มต้น หากเราเริ่มได้ นั่นก็แปลว่าเราสำเร็จไปกึ่งหนึ่งแล้ว

การทำงานใหญ่ การซ้อมวิ่ง การเขียนหนังสือ อาจไม่ต้องใช้พรสวรรค์หรือสติปัญญามากที่เราคิด หรือมากที่เรากลัว

ขอแค่มีใจ และมีวินัยที่จะ “เริ่มต้น” วันแล้ววันเล่า

ความสำเร็จก็อาจเข้าหาเราโดยไม่ได้ตั้งตัวครับ

เราวุ่นวายกับเรื่องเล็กน้อย

20190902

จะได้ไม่มีเวลาคิดเรื่องใหญ่ๆ

เพราะการคิดเรื่องใหญ่ๆ มันเหนื่อย และมัน uncomfortable

เรื่องความต้องการที่แท้จริง เรื่องที่เรายังบกพร่อง เรื่องพ่อแก่แม่เฒ่า เรื่องที่เราไม่ค่อยมีเวลาให้ลูก เรื่องสุขภาพร่างกาย เรื่องสุขภาพการเงิน

เราเลยหลีกเลี่ยงเรื่องยากๆ ด้วยการทำให้ชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องยิบย่อยมากมาย

จะดูเน็ตฟลิกซ์เรื่องอะไร จะถ่ายเซลฟี่ยังไงให้ดูไม่อ้วน จะซื้อไดร์เป่าผมยี่ห้อไหน จะใช้ฟอนต์ไหนทำพรีเซนต์ ฯลฯ

เราแก้โจทย์ง่ายๆ นับร้อยนับพัน แต่ไม่เคยแก้โจทย์ใหญ่ๆ แม้สักข้อ

โจทย์ที่สุดท้ายแล้วก็จะกลับมาหลอกหลอนเราอยู่ดี

อย่ามัวแต่วุ่นวายกับเรื่องเล็กน้อย จนกลายเป็นข้ออ้างให้เราไม่ต้องคิดเรื่องใหญ่ๆ เลยนะครับ

ทำอะไรอย่าลืมมองข้ามช็อตด้วย

20190902b

หลายคนน่าจะเคยเล่นบิลเลียดมาก่อน

บิลเลียดคล้ายกับสนุกเกอร์ อาจจะต่างกันตรงกติกา ขนาดของโต๊ะ และขนาดของหลุม แต่มีวิธีการเล่นคล้ายๆ กันคือใช้ไม้ยาวๆ ยิงลูกขาวไปโดนลูกเป้าหมายให้ลงหลุม ใครยิงครบ 8 ลูกก่อนชนะ

สำหรับมือสมัครเล่นอย่างผม แค่แทงลูกขาวให้โดนยังยาก ไหนยังต้องพยายามมองเหลี่ยมอีกว่าจะพาลูกขาวไปชนลูกเป้าหมายยังไง

จึงเป็นเรื่องปกติที่เราจะคิดถึงแค่ช็อตถัดไป ทำยังไงก็ได้ให้ลูกนั้นลงหลุม

แต่สำหรับมืออาชีพ การยิงให้ลงหลุมเป็นเรื่องง่าย สิ่งที่ยากและสำคัญกว่า คือเมื่อยิงลูกขาวออกไปแล้ว จะควบคุมลูกขาวอย่างไรเพื่อให้สามารถกินลูกถัดไปได้ด้วย

มืออาชีพจึงมองข้ามช็อตเสมอ

ไม่ต่างกับชีวิตและการทำงาน

การโฟกัสกับเรื่องที่อยู่ตรงหน้า กับเป้าหมายที่ตามองเห็นเป็นเรื่องสำคัญก็จริง แต่เราต้องไม่ลืมว่าเกมของเราไม่ได้จบแค่การยิงลูกถัดไปให้ลง

เกมของเราคือยิงลูกฝั่งของเราให้ครบ เพื่อจะได้สิทธิ์ชิงดำ

คำถามสำคัญก็คือ ลูกดำของเราคืออะไร?

ถ้าเราไม่รู้ว่าลูกดำของเราคืออะไร การเล่นบิลเลียดชีวิตก็จะสะเปะสะปะไร้ยุทธศาสตร์ เราอาจภูมิใจที่ยิงลง แต่หารู้ไม่ว่าบางช็อตที่เราไม่ระวังก็อาจทำให้ “ขาวเปลี่ยน” หรือลูกขาวลงหลุมจนเกมของเราต้องสะดุด

จะเอาเกียรตินิยม จะเก็บตังค์แต่งงาน จะซื้อบ้านหลังใหญ่ เหล่านี้ล้วนเป็นช็อตสำคัญ แต่มันอาจยังไม่ใช่ “ลูกดำ” ของเราก็ได้

ทำอะไรอย่าลืมมองข้ามช็อต เมื่อตาเนื้อกำลังเพ่งกับการยิงลูกถัดไปให้ลงหลุม ขอให้ตาใจมองเห็นการคอนโทรลลูกขาวด้วย

ถ้าไม่ระวัง กำลังแทงลงอยู่ดีๆ อาจพลิกกลับมาแพ้ได้เฉยเลยนะครับ

จะเจ็บตอนนี้หรือจะเจ็บทีหลัง

20190902

ผมว่าคนเราอาจแบ่งคร่าวๆ ได้สองประเภท

คือคนที่ยอมเจ็บตอนนี้ กับคนที่ยอมเจ็บทีหลัง

นักเรียนที่ยอมเจ็บตอนนี้ คือเด็กที่ตั้งใจเรียน ทำการบ้าน อ่านหนังสือก่อนสอบเป็นอาทิตย์

เขายอมเจ็บปวดตลอดเทอม แลกกับการไม่ต้องเจ็บปวดในห้องสอบ

นักเรียนที่ยอมเจ็บทีหลัง คือเด็กที่โดดเรียน ไม่ทำการบ้าน อ่านหนังสือหน้าห้องสอบ แล้วค่อยไปเจ็บปวดกับการทำข้อสอบไม่ได้ และความเจ็บปวดตอนต้องบอกเกรดให้พ่อแม่รู้

คนทำงานที่ยอมเจ็บตอนนี้ คือคนที่เลือกงานยากขึ้นมาทำก่อน

คนทำงานที่ยอมเจ็บทีหลัง คือคนที่ทำงานยากตอนไม่มีทางเลือก แล้วยอมโดนเจ้านายด่าที่งานออกมาไม่ดี

นักวิ่งที่ยอมเจ็บตอนนี้ คือนักวิ่งที่ซ้อมอย่างสม่ำเสมอ เก็บระยะจนวิ่งได้ครบเท่าที่ตัวเองต้องวิ่งในวันแข่ง

นักวิ่งที่ยอมเจ็บทีหลัง คือนักวิ่งที่ซ้อมๆ หายๆ แข่ง 21 โล ซ้อมได้แค่ 8 โล แล้วค่อยไปร่างพังในวันแข่งขัน

พระท่านบอกว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์ ยังไงเราก็เลี่ยงความเจ็บปวดไม่พ้น

คนที่ขยันขันแข็ง จริงๆ แล้วอาจไม่ใช่คนดีมีวินัยอะไร แค่เขาสามารถจินตนาการถึงความเจ็บปวดที่จะมาในตอนท้ายได้ดีกว่าคนอื่น ก็เลยเลือกที่จะเจ็บก่อนเท่านั้นเอง

เจ็บตอนนี้ ยังพอมีผลลัพธ์ดีๆ ให้ชื่นใจ

เจ็บทีหลัง นอกจากจะเจ็บหนักกว่า อาจยังต้องกลับบ้านมือเปล่าด้วยนะครับ