ปรารถนาสิ่งใดจงเอ่ยปาก

20190924

แต่เราไม่ค่อยกล้าพูดออกมาเพราะ

หนึ่ง กลัวโดนปฏิเสธ

สอง เราเชื่อว่าถ้าเขาแคร์เราพอ เขาย่อมจะทำให้เราเอง

จึงขอให้คิดอย่างนี้

หนึ่ง ถ้าเราเอ่ยปาก โอกาสแม้จะต่ำเตี้ยแค่ 1 ใน 100 ก็ยังสูงกว่า 0 ใน 100 หากเราไม่พูดเลย

สอง เขาอ่านใจคนไม่ได้ หรือถึงอ่านได้ก็ไม่เท่าที่เราหวัง แถมเขาเองก็มีเรื่องให้วุ่นวายมากพออยู่แล้ว

ช่วยทำให้ชีวิตง่ายขึ้นทั้งสองฝ่ายด้วยการบอกสิ่งที่เราต้องการ ถ้าโดนปฏิเสธก็ถือเสียว่าเป็นการฝึกฝน

และเป็นการเพิ่มโอกาสสำหรับการขอครั้งต่อไปครับ

โหยหาการมองเห็น

20190923b

หนึ่งในความต้องการส่วนลึกที่สุดของคนเรา คือความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ

และถ้าเขาไม่ได้รับความรู้สึกนี้จากคนในครอบครัวหรือจากคนใกล้ตัว เขาก็จะแสวงหาความรู้สึกนี้จากที่อื่นแทน

นี่คือเหตุผลว่าทำไมเด็กแว้นถึงไปแต่งท่อมอเตอร์ไซค์ให้เสียงดังหนวกหูชาวบ้าน เพราะเวลาเขาพูดที่บ้านไม่ค่อยมีใครฟังเขาเลย

เป็นเหตุผลที่เด็กหลังห้องก่อเรื่องผิดระเบียบจนอาจารย์ผู้ปกครองเรียกไปคุยอยู่บ่อยๆ เพราะพ่อแม่ไม่เคยมีเวลาคุยด้วย

เหตุผลที่หญิงสาวบางคนแต่งตัวโป๊ๆ โชว์เนื้อหนังในอินสตาแกรม เพราะอยู่ที่โรงเรียนไม่มีใครสนใจ

เหตุผลที่บางคนโพสต์เฟซบุ๊กทุกวันเพื่อบอกว่าชีวิตของฉันดีแค่ไหน เพื่อขอความมั่นใจว่าชีวิตฉันยังดีอยู่

เขาเพียงต้องการจะบอกกับโลกว่า “มองเห็นฉันมั้ย มองเห็นฉันสิ มองเห็นฉันรึยัง”

Now you see me…

ถ้าเราเจอคนที่โหยหาการมองเห็น อย่าเพิ่งรำคาญหรือหมั่นไส้ ทุกอย่างมีที่มาที่ไป เพราะเขาพร่องภายในเขาจึงต้องแสวงหาจากภายนอก

และบางครั้งเราเองก็มีอาการไม่ต่างกัน

ก็ได้แต่หวังว่าวันหนึ่งทั้งเราและเขาจะได้รับการมองเห็นจากคนที่เรารักอย่างเพียงพอ

จะได้ไม่ต้องคอยพึ่งพาสายตาของคนอื่นคนไกลไปตลอดชีวิตครับ

เวลาเรากำลังพูดถึงใคร

20190923

ให้ระลึกไว้ว่าเรากำลังพูดถึงตัวเอง

ไม่ว่าเราจะชื่นชมว่าเขาเป็นคนดี หรือด่าทอว่าเขาเป็นคนใช้ไม่ได้

สุดท้ายเราก็แค่ตัดสินจากสิ่งที่เราเห็น และจากสิ่งที่เราคิดว่าเขาเป็นเท่านั้น

“ที่เขาทำอย่างนี้ เพราะต้องมีเจตนาอย่างนี้แน่ๆ เลย”

กระบวนการคิดอย่างนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเขาเลยสักนิด มันสะท้อนความเป็นตัวเราล้วนๆ เพราะเราจะใช้บรรทัดฐานของเราในการตัดสินการกระทำของคนอื่นเสมอ

เราไม่มีทางรู้จักเขาได้ดีพอ ขนาดตัวเองเรายังรู้จักได้ไม่ดีพอเลย

ดังนั้นโปรดระวังเวลาที่เรากำลังพูดถึงคนอื่น

เพราะมันเป็นการพูดถึงตัวเองอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว

ทำเรื่องง่ายก่อนที่มันจะกลายเป็นเรื่องยาก

20190922

ในชีวิตส่วนตัวและในเรื่องการงาน มีหลายอย่างที่การทำแต่เนิ่นๆ นั้นง่ายกว่ามาก

ยกตัวอย่างเช่นการจองสถานที่จัดงานปีใหม่ให้กับบริษัทที่มีพนักงานหลายร้อยหรือนับพันคน

ถ้าเราเริ่มหาสถานที่ก่อนวันจัดงานประมาณ 6 เดือน เราจะ “สวยเลือกได้” ทั้งในแง่สถานที่และงบประมาณ

แต่ถ้าเรามาหาสถานที่ก่อนวันจัดงานแค่เดือนเดียว ตัวเลือกจะเหลือเพียงน้อยนิด ราคาก็อาจบานปลาย ตวามเครียดยังพุ่งสูงปรี๊ด

อีกตัวอย่างนึงที่หลายคนน่าจะเคยประสพกับตัวเอง ก็คือการไม่ยอมเติมน้ำมันตอนที่มันเหลือสามขีด มารู้ตัวอีกทีตอนที่ไฟมันกะพริบเตือนแล้ว แถมบางครั้งยังรถติดอยู่บนทางด่วนอีก ต้องลุ้นกันจนตัวโก่ง ถ้าน้ำมันหมดกลางทางขึ้นมา แผนการทั้งหมดของวันนั้นย่อมกระทบตามไปด้วย

การปล่อยให้งานที่มันควรจะง่ายกลายเป็นงานยาก จึงถือเป็นการทำร้ายตัวเองที่น่าเขกหัว

สำรวจ to do list ของเราดูนะครับว่ามีเรื่องง่ายๆ เรื่องไหนที่อาจจะกลายร่างเป็นเรื่องยากในอนาคตบ้าง

เมื่อพบแล้วก็จัดการให้อยู่หม้ดเลยนะครับ

อนาคตนั้นยาวไกล อดีตนั้นใกล้นิดเดียว

20190921_faraway

เมื่อวานซืน เฟซบุ๊คมีภาพขึ้นมาเตือนว่า 7 ปีที่แล้วผมไปกินข้าวกับเพื่อนสมัยม.ต้น

เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ทุกคนในรูปยังโสด มาวันนี้เกือบทุกคนแต่งงานมีลูกวิ่งได้กันหมดแล้ว

เวลาบนโลกผ่านไป 7 ปี แต่เวลาในใจเหมือนผ่านไปแค่ปีเดียว

—–

อีกเดือนนิดๆ “ปรายฝน” ลูกคนโตของผมก็จะอายุครบ 4 ขวบ

ช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ปรายฝนถามแทบทุกสัปดาห์ว่าเมื่อไหร่จะได้เป่าเค้กวันเกิด คำตอบของผมก็ไล่มาตั้งแต่ “อีก 3 เดือน” “อีก 2 เดือนกว่าๆ” “อีกประมาณ 2 เดือน” “อีกเดือนกว่าๆ”

ปรายฝนเฝ้าเพียรถามอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และคงคิดในใจว่าทำไมวันเกิดยังมาไม่ถึงซักที

—–

เมื่อวานซืนตอนที่รับปรายฝนกลับจากโรงเรียน ปรายฝนบอกว่าอยากขับรถ ถามผมว่าเมื่อไหร่เขาจะขับรถได้เหมือน daddy บ้าง

ผมตอบไปว่าน่าจะอีกอย่างน้อย 10 ปี ปรายฝนต้องตัวโตกว่านี้ ขาต้องยาวกว่านี้ถึงจะเหยียบคันเร่ง-เหยียบเบรคถึง

ปรายฝนเงียบไป คงไม่ค่อยเข้าใจความหมายว่า 10 ปีนั้นนานแค่ไหน

แต่ถ้า 3 เดือนยังนานจนรอแทบไม่ไหว 10 ปีสำหรับปรายฝนคงไม่ต่างอะไรกับอนันตกาล

—–

ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์บอกว่า ยิ่งเราเคลื่อนที่ใกล้ความเร็วแสงเท่าใด เวลาก็จะยิ่งเดินช้าลงเท่านั้น

ชีวิตวัยเด็กนั้นเคลื่อนที่เร็ว เพราะเด็กได้พบเจอสิ่งใหม่ๆ มากมาย มีอะไรให้เรียนรู้ได้ทุกวัน ทุกอย่างเป็นเรื่องอัศจรรย์และน่าค้นหา เวลาของพวกเขาจึงเดินช้ากว่าคนแก่ที่ชีวิตแต่ละวันเหมือนกันไปหมด ไม่มีอะไรให้ตื่นตา ไม่ค่อยมีสิ่งใดให้น่าจดจำ

สำหรับเด็กวัย 4 ขวบที่เดินทางใกล้ความเร็วแสง เวลา 10 ปีที่รออยู่ข้างหน้าจึงดูเหมือนไกลแสนไกลราวกับเป็นอนันตกาล

สำหรับวัยกลางคนอย่างผม เวลา 10 ปีที่ผ่านไปแล้วนั้นราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ส่วน 10 ปีข้างหน้า แม้จะรู้สึกว่ายาวนานกว่า 10 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้ยาวนานเหมือนอย่างที่เคยรู้สึกตอนเด็กๆ อีกต่อไปแล้ว

และเมื่อวันที่ชีวิตเดินทางถึงบั้นปลาย ผมก็อาจรู้สึกว่า 10 ปี, 40 ปี หรือแม้กระทั่ง 80 ปีที่ผ่านมานั้นเกิดขึ้นในชั่วพริบตาเดียว

คำถามต่อมาก็คือเราจะพอทำอะไรได้บ้าง?

หนึ่ง เราควรอยู่กับปัจจุบัน ไม่ต้องโหยหาอดีต และอย่ากังวลถึงอนาคตให้มากนัก เดี๋ยวมันก็จะมาถึงและจะกลายเป็นอดีตอย่างรวดเร็ว

สอง พาตัวเองไปเจอสิ่งใหม่ๆ คงไว้ซึ่งความไร้เดียงสา ดังคำของสตีฟ จ๊อบส์ที่ว่า stay hungry, stay foolish.

สาม ให้เวลากับคนในครอบครัว เด็กน้อยยังต้องการเพื่อนร่วมทางไปสู่อนาคตที่ทอดยาว ส่วนพ่อแก่แม่เฒ่าก็ต้องการความทรงจำที่ดีสำหรับอดีตที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

เพราะอนาคตนั้นยาวไกล ส่วนอดีตนั้นใกล้นิดเดียวครับ