เรายังติดค้างอะไรอยู่บ้าง?

20190203_manofmyword

เมื่อวานอากาศดีขึ้น ได้ออกไปวิ่งรอบหมู่บ้าน แล้วก็พลันนึกถึงเรื่องที่ทำให้ผมไม่ค่อยสบายใจ

นั่นคือเรื่องที่ผมรับปากคนอื่นเอาไว้แต่ยังไม่ได้ทำ เช่น

– อัดรูปครอบครัวแล้วส่งให้แม่บ้านที่เคยดูแลเราที่นิวซีแลนด์ได้ดู

– เอาผ้าปูที่นอนและผ้านวมชุดสำรองไปให้คนที่เช่าห้องคอนโด

– นัดโค้ชชิ่งกับน้องที่มาขอให้เราโค้ชให้

– อ่านและรีวิวหนังสือเล่มใหม่ของสำนักพิมพ์อะไรเอ่ย (ที่พิมพ์หนังสือของผม)

และอื่นๆ อีกหลายเรื่อง รวมๆ กันแล้วนับสิบเรื่อง

เรื่องที่เรามักติดค้างคนอื่น มักจะมีคุณลักษณะดังต่อไปนี้

1. เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการงานหรือหน้าที่ของเราโดยตรง เพราะถ้าเกี่ยวกับงาน มันมักจะมีเดดไลน์ และเราเบี้ยวไม่ได้อยู่แล้ว

2. มักมีผลตอบแทนต่ำต่อเราเอง นั่นคือทำไปแล้วก็ไม่ได้อะไรมาก หรือถึงไม่ทำก็ไม่เสียอะไรเท่าไหร่

3. คนที่เรารับปากเอาไว้ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะ(กล้า)มาทวงถามอะไรกับเรา

พอไม่รีบ ไม่มีผลประโยชน์ และไม่มีใครตาม เราก็เลยมักจะหลงลืม

แต่เรื่องเหล่านี้แหละที่ทำให้ข้างในของเราไม่สงบสุข เพราะแม้จะ “ลืม” ไปแล้ว แต่ลึกๆ เราก็รู้อยู่แก่ใจว่ามีเรื่องที่เรารับปากไว้แต่ยังไม่ได้ทำ และมันมักจะผุดขึ้นมาตอนที่จิตใจเราไม่ได้วุ่นวาย เช่นตอนวิ่งออกกำลังกายเป็นต้น

เราจึงควรพยายามเคลียร์เรื่องเหล่านี้ซะ

อาจจะเริ่มจากเรื่องง่ายๆ ก่อนเช่นส่งนัดโค้ชชิ่งกับน้อง หรือเริ่มทำจากสิ่งง่ายๆ ก่อนเช่นนั่งเลือกรูปของครอบครัวซัก 10 รูป

ไม่ใช่เพื่อจะได้อะไรมา และไม่ใช่แม้กระทั่งเพื่อคนที่รอเราอยู่

แต่เพื่อรักษาความเป็นคนมีสัจจะของตัวเองครับ

เหตุผลที่เราไม่ควรเช็คเมลตอนเช้าตรู่

20190201_mail

หนึ่งในนิสัยที่ติดตัวคนทำงานคือการเช็คอีเมลเป็นอย่างแรกๆ หลังตื่นนอน

ไม่ว่าจะตอนเปิดมือถือขึ้นมาดู หรือตอนถึงโต๊ะแล้วเปิดคอมขึ้นมาดู อีเมลก็มักจะเป็นเรื่องแรกๆ ที่เราเปิดอ่านกัน

เหตุผลก็คืองานสำคัญๆ มักจะอยู่ในนั้น โดยเฉพาะเมลจากหัวหน้าหรือลูกค้า

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ สมองของเราได้ถูก “ฝึก” ให้สมองหลั่งโดพามีนหรือสารกระตุ้นความสุขทุกครั้งเวลาได้รับเมลใหม่ๆ ไม่ต่างอะไรจากเวลาที่เราเห็น notifications ในเฟซบุ๊ค

เมื่องานสำคัญก็อยู่ในนั้น แถมพอได้เมลใหม่ก็โดพามีนหลั่ง เราจึงมีอาการเสพติดการเช็คอีเมล

ผมเห็นด้วยว่าอีเมลป็นเรื่องสำคัญ และทักษะ Inbox Zero และการตอบอีเมลได้อย่างรวดเร็วนั้นเป็นสิ่งที่คนทำงานเก่งๆ ทุกคนเขามีกัน

แต่คำถามก็คือ ในเมลสำคัญๆ เหล่านั้น มันสำคัญกับใครกันแน่?

กล่องอีเมลหรือ Inbox มันคือแหล่งซ่องสุมของ “เรื่องสำคัญและเร่งด่วนของคนอื่นๆ” แต่มันอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญของเราก็ได้

ถ้าเราเอาแต่ตอบสนองต่อเรื่องสำคัญของคนอื่น เราก็จะไม่มีเวลามาใส่ใจในเรื่องสำคัญของเราเลย

ผมจึงอยากเชียร์ให้ทุกคนหันมาใส่ใจเรื่องสำคัญของเราก่อน ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่เคยอยู่ใน Inbox หรอก

ไม่ต้องห่วงว่าถ้าไม่เช็คเมล เราจะพลาดเรื่องสำคัญและเร่งด่วนสุดๆ ไป เพราะถ้ามันเร่งด่วนขนาดนั้นป่านนี้เขาโทร.มาหาเราแล้ว

บางคนอาจจะเถียงว่า เรื่องสำคัญของคนอื่นก็เป็นเรื่องสำคัญของเราเช่นกัน เพราะเราทำงานบริษัทเดียวกัน อะไรที่บอสหรือลูกค้าเห็นว่าสำคัญกับเขาก็ย่อมสำคัญกับเราอยู่แล้ว

แต่ถ้าเราปล่อยให้คนอื่นๆ กำหนดว่าอะไรคือเรื่องสำคัญสำหรับเราตลอดเวลา เราก็จะกลายเป็นคนที่ไม่มีคอนโทรลอะไรในชีวิตเลยนะครับ

If you don’t set your own priorities, someone else will.

ถ้าคุณไม่กำหนดว่าอะไรสำคัญในชีวิตคุณ คนอื่นจะกำหนดให้คุณเอง

ก่อนจะเช็คอีเมล ให้เวลาตัวเองซัก 5 นาทีในการวางแผนและตัดสินใจว่าอะไรบ้างที่สำคัญกับเราจริงๆ งานอะไรบ้างที่ถ้าเราทำได้สำเร็จจะนำไปสู่การเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างแท้จริง แล้วใช้ชั่วโมงแรกของวันในการทำงานชิ้นนั้น

เมื่อเราได้จัดการสิ่งที่สำคัญของเราเรียบร้อยแล้ว ค่อยเช็คอีเมลก็ยังไม่สายครับ

นิทานอะลาดิน 4.0

20190131_aladdin

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

อะลาดินหยิบตะเกียงวิเศษขึ้นมาถู แล้วยักษ์จินนี่ก็โผล่ออกมาจากตะเกียงในพริบตา

“มีอะไรให้ข้ารับใช้ล่ะนายท่าน แต่ข้าเป็นยักษ์ 4.0 นะ”

“ว่าไงนะ?”

“โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี ข้ายังสามารถมอบพรให้ท่านได้ 3 ประการนั่นแหละ แต่ข้ามีข้อแม้”

“ข้อแม้อะไรล่ะจินนี่?”

“ท่านต้องให้อะไรตอบแทนข้าด้วยเช่นกัน”

“ก็เอาสิ!”

“งั้นท่านก็ขอพรได้เลย”

“ข้าอยากรวยมากๆ อยากมีเงินซักร้อยล้าน”

“ท่านได้พรนั้นเดี๋ยวนี้! แต่ก่อนที่ข้าจะเสกให้เงินเข้าบัญชีท่าน ท่านต้องมอบหูทั้งสองข้างกับข้าเป็นการตอบแทน”

“ใครจะบ้าทำอย่างนั้น! มีเงินร้อยล้านแต่ไร้หูเนี่ยนะ ข้าไม่เอาด้วยหรอก”

“(ยักษ์จินนี่หัวเราะหึๆ) งั้นข้าก็คงทำตามความปรารถนาของท่านไม่ได้”

“ด้ายยยย!! ข้ายอมเสียหูให้เจ้าก็ได้ แต่ไม่ใช่เพื่อเงินแค่ร้อยล้านหรอก ข้าต้องการเงินหนึ่งหมื่นล้านบาท!”

“ไม่ยากเลยเจ้านาย แต่ถ้าท่านต้องการเงินหมื่นล้าน ข้าก็ต้องการดวงตาทั้งสองดวงของท่านเป็นค่าตอบแทน”

“จะเอาดวงตาข้าเนี่ยนะ! ใครมันจะไปยอม! มีเงินหมื่นล้านแต่อดเห็นของสวยๆ งามๆ มันจะไปคุ้มกันได้ยังไง”

(ยักษ์จินนี่หัวเราะหึๆ แต่ไม่พูดอะไร)

“เอางั้นก็ได้!! ข้ายอมมอบดวงตาให้เจ้าก็ได้ แต่ข้าไม่อยากได้เงินแค่หมื่นล้านแล้ว ข้าอยากได้เงินทั้งหมดในโลกใบนี้เลย!”

“ได้เลยเจ้านาย แต่ก่อนที่ข้าจะเอาเงินทั้งหมดใส่ลงบัญชีของท่าน ข้าต้องขอให้ท่านมอบสติสัมปชัญญะให้ข้าเป็นการตอบแทน”

“จะบ้าเหรอจินนี่! จะมีประโยชน์อะไรที่ข้าจะมีเงินหมดทั้งโลก แต่ต้องกลายเป็นคนปัญญาอ่อนง่อยเปลี้ยเสียขา ข้าไม่เอาด้วยหรอก กลับไปเถอะ กลับไปสู่ตะเกียงของเจ้าซะ!”

ยักษ์จินนี่ค่อยๆ ลอยเข้าไปในตะเกียง หันมายิ้มให้แล้วเอ่ยว่า

“ขอโทษจริงๆ ที่ข้าไม่สามารถช่วยอะไรเจ้านายได้ แต่ดูเหมือนเจ้านายก็รวยอยู่แล้วนะ”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Genius Turner’s answer to What did you learn too late in life?