วันหยุดยากกว่าวันทำงาน

20190106_weekendsareharder

ไม่รู้มีใครรู้สึกเหมือนกันรึเปล่าว่าบางทีวันหยุดก็จัดการได้ยากกว่าวันทำงาน

เพราะวันทำงานมันมีโครงสร้างที่ค่อนข้างชัดเจน ต้องตื่นเวลานี้ ออกจากบ้าน แวะกินข้าวเช้า ถึงออฟฟิศ นั่งทำ To-do list เริ่มทำงาน พักเที่ยง ทำงานต่อตอนบ่าย เลิกงาน ทำกิจกรรมหลังเลิกงาน กลับบ้าน ฯลฯ แล้วเข้านอน

แต่พอเป็นวันหยุด โครงสร้างต่างๆ รวมถึงกิจวัตร (routines) ต่างๆ ก็มักจะละลายหายไปหมด

ตื่นสายโด่ นอนอยู่บนเตียงนานเกินควร โดนแม่ใช้ให้ไปทำธุระ ขากลับแวะช็อปปิ้งแต่ใช้เวลานานไปหน่อย ตอนค่ำเปิดซีรี่ส์ดูแล้วติดลมดูจนถึงรุ่งเช้า วันอาทิตย์ตารางเวลาก็เลยยิ่งเละ ฯลฯ

แล้วยิ่งถ้าเรามีลูกเล็กๆ ซึ่งเป็นสิ่งทีมีชีวิตที่คาดเดาหรือควบคุมไม่ได้ การต้องอยู่กับเขาเกือบทั้งวันยิ่งทำให้เราจัดการตัวเองยากขึ้นไปอีก ยกตัวอย่างบทความนี้ที่ผมต้องเขียนๆ หยุดๆ ถึงสี่รอบเพราะลูกสาวคอยร้องหา

สิ่งที่ตั้งใจว่าจะเอาไว้ทำตอนที่ “มีเวลา” เลยไม่ได้ทำเสียที ไม่ว่าจะเป็นออกกำลังกาย อ่านหนังสือ สร้างธุรกิจเสริม ฯลฯ

ข้อแนะนำเดียวที่ผมพอจะมีคือพยายามรักษากิจวัตรบางอย่างของวันธรรมดาเอาไว้ เช่นตื่นนอนเวลาเดิม หรือทำ To-do list ของวันหยุดขึ้นมา อาจไม่ต้องจริงจังเหมือนวันทำงาน แค่เขียน 2-3 อย่างที่เราตั้งใจจะทำในวันนั้นแล้วจัดการมันให้เสร็จเรียบร้อย เพื่ออย่างน้อยเราจะได้ทำอะไรที่มีคุณค่ากับตัวเองบ้าง

จากนั้น อยากจะปล่อยตัวปล่อยใจแค่ไหนก็ตามสบายครับ

—–

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้เปิดรับสมัครแล้ว ดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

วิธีดูว่าเรามีความเป็นผู้ใหญ่หรือยัง

20190501_maturity.png

คนที่มีความเป็นผู้ใหญ่ คือคนที่รู้ว่าอะไรควรทำ แล้วก็ทำสิ่งนั้นจริงๆ

ส่วนคนที่ยังไม่มีความเป็นผู้ใหญ่ ก็รู้เท่ากับคนที่มีความเป็นผู้ใหญ่นั่นแหละ เพียงแต่ทำไม่ได้เท่านั้นเอง

ใครที่อายุเกิน 18 ย่อมโตพอจะรู้หมดแล้วว่าอะไรดี อะไรไม่ดี อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ

ลงทุนก่อนใช้จ่าย รักษาเวลา ไม่เที่ยวเล่นจนเสียการงาน เล่นมือถือแต่พอประมาณ ใจกว้างพร้อมเรียนรู้ ไม่ด่วนตัดสินใคร เคารพสิทธิ์ของคนอื่น เรื่องเหล่านี้ใครๆ ก็รู้ แต่มีแต่คนที่เป็นผู้ใหญ่เท่านั้นที่ทำได้

การเป็นผู้ใหญ่จึงไม่ได้มีอะไรซับซ้อน

แค่ทำในสิ่งที่รู้ว่าถูกต้อง และไม่ทำในสิ่งที่รู้อยู่แก่ใจว่าผิดเท่านั้นเอง

นิทานหญิงสาวกับชายหนุ่ม

20180104_girlboy

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หญิงสาวคนหนึ่งมีชีวิตคู่ที่เพียบพร้อม เธอไม่ต้องทำงานเพราะว่าสามีของเธอมีรายได้เพียงพอที่จะดูแลทั้งคู่แถมยังมีเงินเก็บเหลือเฟือ งานของสามีค่อนข้างอันตราย ตารางของเขาจึงมีวันหยุดติดต่อกัน 7 วันทุกเดือน และทุกๆ วันหยุดพวกเขาก็จะไปไหนมาไหนด้วยกัน ไม่ว่าจะไปเยี่ยมพ่อแม่ของเธอ หรือเยี่ยมลูกของสามีที่เกิดกับภรรยาคนที่แล้ว บางทีเขาก็ไปเที่ยวด้วยกันสองต่อสอง

ผู้หญิงคนนั้นมีเวลาได้ทำงานเขียนที่ตัวเองรักอย่างเต็มที่จนได้ตีพิมพ์หนังสือออกมาหนึ่งเล่มและสร้างรายได้ให้เธอประมาณหนึ่ง พวกเขาซื้อบ้านหลังใหม่และสร้างห้องอ่านหนังสือ บ้านหลังนั้นมีสวน สนามหญ้าและอ่างอาบน้ำ ทุกคนต่างบอกว่าไม่เคยเห็นสามีของเธอมีความสุขเช่นนี้มาก่อน แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมเธอถึงดูไม่มีความสุขเท่าไหร่

เธออยู่บ้านทั้งวันจึงมีเวลาจัดบ้านและดูแลสวน ทุกๆ เย็นเธอจะทำอาหารหน้าตาดีที่เมนูไม่เคยซ้ำกันตลอดเดือนแถมยังอบเค้กและพายทุกสัปดาห์ไม่เคยขาด

แล้วเธอก็ตั้งท้อง ทุกอย่างช่างดูดีงาม

แล้วเธอก็แท้งลูก ทั้งสองหย่ากัน เธอย้ายออกจากบ้านและเริ่มคุยกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง ส่วนผู้ชายก็ลาออกจากงานและย้ายไปอยู่ภาคเหนือและตัดขาดการสื่อสาร

ผู้คนเริ่มซุบซิบนินทา ผู้หญิงคนนี้ต้องแอบคบชู้แน่ๆ ช่างเป็นคนหน้าเงินที่ไร้ซึ่งความซื่อสัตย์ เป็นคนใจดำที่สมควรโดนประณาม

—–

ในช่วงที่แต่งงานกัน ผู้ชายทำร้ายเธอทั้งทางวาจาและทางเพศ ผู้หญิงรู้สึกว่าตัวเองช่างไร้ค่าและไม่คิดจะต่อสู้ เขาชอบเหลือเกินที่ทำให้เธออ่อนแอได้ถึงเพียงนี้ เธอพยายามจะสมัครงาน แต่เขามักจะตะคอกถามเธอว่าถ้าเธอไปทำงานแล้วใครจะดูแลบ้าน ใครจะทำสวน ใครจะทำกับข้าว แล้วพวกเขาจะไปเที่ยวกันยังไงถ้าวันหยุดไม่ตรงกัน?

เธอแท้งเพราะว่าท้องนอกมดลูกอันเกิดจากเนื้อร้ายที่ไปเบียดรังไข่ เธอเกือบเสียชีวิตจากการแท้งครั้งนี้ ผู้ชายดีใจที่เธอแท้งลูกเพราะเขาไม่ได้อยากมีลูกเพิ่มอีกแล้ว เขายื่นฟ้องหย่าตอนที่เธอยังอยู่ในห้องไอซียู ครอบครัวของเธอไม่ว่างมาเยี่ยมเธอที่โรงพยาบาล เธอจึงคุยกับเพื่อนที่คอยอยู่เคียงข้างเธอมากกว่าทุกคน

หลังจากที่ออกจากโรงพยาบาล การหย่าก็เสร็จสมบูรณ์ ผู้ชายลาออกเพราะไม่อยากอยู่แถวนั้นและอยากจะไปให้พ้นผู้คน ส่วนเธอย้ายกลับไปบ้านเกิดเพื่อเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เธอยังคงติดต่อเพื่อนคนนั้นของเธอ ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นแฟน และกลายมาเป็นสามีในที่สุด

เธอตั้งท้องกับสามีใหม่ ส่วนสามีเก่าพยายามสร้างธุรกิจที่ภาคเหนือแต่ก็ล้มเหลว จึงกลับมาทำงานประจำเงินดีในเมืองเดิม ผิดแต่ว่าตอนนี้เขาอาศัยอยู่ในรถบ้าน เธอทำงานประจำเต็มเวลา และเขียนหนังสืออกมาได้อีกหนึ่งเล่ม

ชีวิตเป็นเรื่องยาก แต่เราก็มีความสุขกันได้ตามอัตตภาพ

ภาพลักษณ์ภายนอกนั้นไร้ความหมาย เรื่องราวของคนคนหนึ่งก็เป็นเรื่องราวของคนคนนั้นเท่านั้น คำวิจารณ์และคำพิพากษาจากคนนอกไม่เคยถูกต้องตรงความเป็นจริงหรอก

เรื่องที่ฉันโดนประณาม ก็ไม่ต่างจากเรื่องที่ทุกคนต่างเคยโดนด่า-โดนนินทาจากผู้คนที่เลือกจะเชื่อเพียงสิ่งที่เขาอยากเชื่อเท่านั้น

เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าจริงๆ แล้วชีวิตคนๆ หนึ่งต้องเจออะไรบ้าง เราจึงไม่ควรด่วนตัดสินหรือด่วนสรุปในเรื่องราวที่เราไม่มีวันรู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด

ทุกคนมีเรื่องราว แต่เรารู้เรื่องของเขาแค่บทเดียว

Everyone has a story. You only know a chapter.

—–

ขอบคุณนิทานที่สร้างจากเรื่องจริงโดย Yayenia Thompson’s Quora answer to Can you write something that will fundamentally change how I see the world? 

เรื่องยากๆ ทิ้งเอาไว้มันก็ไม่ง่ายขึ้นหรอก

20190103

เข้าใจว่าของบางอย่างก็ต้องใช้เวลาทำใจ แต่ก็อย่าทำใจนานเกินไป

ปัญหาเรื่องเงิน ปัญหาเรื่องลูกน้องในทีม ปัญหาเรื่องสุขภาพ

ตอนนี้มันยากก็จริง แต่ถ้ารู้ว่ายิ่งทอดเวลามันจะยิ่งยากขึ้น แสดงว่าแก้ตอนนี้ก็ง่ายที่สุดแล้ว

กัดฟันจัดการกับมัน เดี๋ยวก็จบ

ดีกว่าทนอยู่กับมันแบบเจ็บรอนๆ กลับไม่ได้ไปไม่ถึงให้เปลืองพลังงานชีวิตครับ

เป้าหมายปี 2019

20190102

ผมไม่ได้ตั้งเป้าหมายประจำปีมาอย่างน้อย 4 ปีแล้ว

แต่ปีนี้ขอลองตั้งดูซะหน่อย

เป้าหมายปี 2019 ของผม:

เจริญสติ 1 นาที
อ่านหนังสือ 1 นาที
ออกกำลังกาย 1 นาที
วางแผนประจำวัน 1 นาที
เขียนบล็อก 1 นาที

แล้วทำทุกวัน

ดูจิ๊บจ๊อยเกินกว่าจะสร้างแรงกระเพื่อม

แต่ผมได้ค้นพบแล้วว่า สิ่งที่สร้างแรงกระเพื่อมจริงๆ ไม่ใช่การกระทำที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นการกระทำเล็กๆ ที่เราทำทุกๆ วันติดๆ กันจนเกิด “ผลประโยชน์ทบต้น” ต่างหาก

อีกอย่าง การตั้งเป้าเล็กๆ ทำให้เราไม่กลัวที่จะเริ่มต้น และไม่ต้องกลัวที่จะล้มเหลว

การผูกทุกอย่างไว้กับเวลา 1 นาที เพราะเราชอบอ้างว่าไม่มีเวลา แต่ต่อให้เรายุ่งแค่ไหน แต่ทุกคนควรจะหาเวลาอย่างน้อย 1 นาทีสำหรับการทำสิ่งที่มีคุณค่าให้กับตัวเองได้

1 นาทีดูเหมือนจะน้อย แต่คุณลองวิดพื้นให้ได้ 1 นาทีแล้วจะรู้ว่าแค่นี้ก็เหนื่อยพอแล้ว

อีกสิ่งหนึ่งที่คุณจะพบก็คือ ลองได้เริ่มต้นแล้ว หลายครั้งคุณอาจทำได้เกิน 1 นาทีเสมอ ซึ่งถ้าได้ก็นับเป็นโบนัส

ไว้อีกซักสามเดือนจะมารายงานผลนะครับ

(ป.ล.) บทความนี้ใช้เวลาเขียนประมาณ 4 นาที

—–

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้เปิดรับสมัครแล้วดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt