Morning Star บริษัทที่ไม่มีหัวหน้าแม้แต่คนเดียว

20180707_nobosses

The Morning Star Company เป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันที่ตั้งอยู่ในเขต Woodland รัฐแคลิฟอร์เนีย มีผลิตภัณฑ์คือมะเขือเทศและซอสมะเขือเทศเข้มข้น (คนละบริษัทกับ Morningstar ที่จัดเรตติ้งให้กองทุน)

ความพิเศษของบริษัทนี้ก็คือไม่มีใครเป็นหัวหน้าใครเลย!

พอไปสอบถามพนักงานว่า ใครเป็นหัวหน้าของคุณ เขาจะตอบว่า I’m my own boss – ฉันเป็นนายตัวเอง

หรือไม่ก็ My mission statement is my boss – เป้าหมายประจำปีคือเจ้านายของผม

ในแต่ละปี บริษัทจะประกาศเป้าหมายของบริษัท จากนั้นพนักงานแต่ละคนจะต้องไปเขียน mission statement ของตัวเอง แล้วเอา missiong statement นี้ไปคุยกับพนักงานคนอื่นที่เขาจะต้องทำงานด้วยเพื่อช่วยรีวิวและให้คอมเม้นท์ พอ mission statement นิ่งเมื่อไหร่ เขาก็จะใช้มันเป็นตัวนำทางไปตลอดทั้งปี

แล้วจะไว้ใจได้อย่างไรว่าพนักงานจะทำตามเป้าหมาย?

Morning Star มองว่าพนักงานทุกคนโตๆ กันแล้ว ไม่เคยมีใครต้องมาบอกเราให้เติมน้ำมันตอนไหน หรือจะขับรถมาบริษัทอย่างไร ทุกคนสามารถพาตัวเองมาถึงออฟฟิศได้ตามเวลาที่กำหนดไว้โดยที่ไม่ต้องมีใครมาคอยจับตามอง

ดังนั้นพนักงานทุกคนก็ควรจะรับผิดชอบงานของตัวเองได้โดยไม่ต้องมีใครมาคอยจับตามองเช่นกัน

หลายคนอาจจะคิดว่าที่ทำได้เพราะ Morning Star เป็นบริษัทเล็กๆ ที่เพิ่งเกิดใหม่รึเปล่า

แต่ความเป็นจริงก็คือบริษัทนี้ตั้งมาแล้ว 48 ปี มีพนักงาน 400 คน และมีรายได้ปีละ 700 ล้านดอลล่าร์หรือสองหมื่นกว่าล้านบาท!

แม้ว่า Morning Star จะไม่มี managers แต่ก็มีคนทำหน้าที่ management พวกเขาจะดูว่าโปรเจ็คที่จะทำอยู่นี้คือเรื่องอะไร และคนที่เหมาะสมจะนำทีมในเรื่องนี้ที่สุดก็จะได้เป็นผู้นำกลุ่มในเรื่องนั้นๆ พอจบโปรเจ็คก็แยกย้ายกันไป

แล้วเวลาพนักงานมีปัญหากัน ใครจะมาช่วยไกล่เกลี่ย?

ที่ Morning Star พนักงานที่มีปัญหาจะคุยกันและพยายามหาทางออกกันเอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็จะไปให้เพื่อนพนักงานอีกคนมาช่วยเป็นกรรมการ

แล้วถ้ามีคนทำงานได้แย่สุดๆ ใครจะรับหน้าที่เป็นคนตัดสินใจไล่ออกล่ะ?

คำตอบก็คือพนักงานทุกคนสามารถเดินไปบอกเพื่อนร่วมงานคนไหนก็ได้ว่าเขาคนนั้นควรจะลาออกไปเถอะ!

แต่คนที่ถูกขอให้ลาออกก็มีสิทธิ์ปฏิเสธ และถ้ายังตกลงกันไม่ได้ ก็จะหาบุคลลที่สามเข้ามาช่วยตัดสิน โดยบุคคลที่สามอาจจะเป็นคนๆ เดียวหรือเป็นกลุ่มพนักงานก็ได้

แต่ถ้าคนที่โดนเชิญออกยังยืนกรานที่จะไม่ลาออกอยู่ดี ทางออกสุดท้ายคือการส่งเรื่องไปยัง Chris Rufer เจ้าของและผู้ก่อตั้ง Morning Star ซึ่งต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนจะตัดสินใจว่าจะปลดพนักงานคนนี้ออกหรือไม่

งั้นก็แปลว่าจริงๆ แล้ว Morning Star ก็ยังมีหัวหน้าอยู่ดี นั่นคือคริสที่เป็นนายใหญ่ใช่หรือไม่

ในมุมของคริส เขาให้นิยาม “หัวหน้า” ว่าเป็นคนที่มีสิทธิ์อำนาจโดยเด็ดขาดในการกระทำของพนักงานคนอื่น – My definition of boss is somebody who has unilateral and absolute authority over another person’s actions in the enterprise.

ซึ่งถ้ามองในมุมนี้ เขาก็ยืนยันว่า Morning Star ไม่มีหัวหน้าหรือ boss เพราะไม่มีใครมีอำนาจขนาดนั้น แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไล่ใครออกตามอำเภอใจ แต่เขามีความรับผิดชอบที่จะต้องทำให้องค์กรเดินหน้าต่อไปได้ดีที่สุด ซึ่งถ้านั่นหมายถึงการเป็นที่พึ่งสุดท้ายในการเชิญพนักงานออก เขาก็จำเป็นต้องทำ

Google เคยพยายามจะยกเลิกตำแหน่งหัวหน้าแล้วครั้งหนึ่งแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นตำแหน่งหัวหน้าก็น่าจะยังมีความจำเป็นกับหลายองค์กรอยู่ดี

การเขียนบทความนี้จึงไม่ได้ต้องการชักชวนให้บริษัทไหนยกเลิกตำแหน่งหัวหน้า แต่แค่ชี้ให้เห็นถึงอีกความเป็นไปได้หนึ่ง เผื่อเราจะไปลองศึกษาเพิ่มเติม แล้วดึงเอาบางแง่มุมมาปรับใช้ดู

หากอยากเข้าใจวิธีการบริหารสไตล์นี้เพิ่มเติม ขอเชิญอ่านต่อได้ที่ Morning Star Self-Management Institute ครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก WorkLife with Adam Grant: A World without Bosses 

อยากวิ่งให้กินช็อคโกแล็ต

20180704_chocolate

ใครที่เคยอ่านหนังสือของ The Power of Habit ของ Charles Duhigg จะได้รู้จักกับคำว่า Habit Loop หรือวงจรนิสัย ซึ่งมีองค์ประกอบอยู่สามอย่าง

Cue = สิ่งเร้า / สัญญาณ
Routine = กิจวัตร
Reward = รางวัล

cue จะมีอยู่ 5 ประเภท ได้แก่ เวลา สถานที่ อารมณ์ คนที่เราอยู่ด้วย หรือสิ่งที่เราทำก่อนหน้านั้น

routine คือสิ่งที่เราทำจนเป็นนิสัย

ส่วน reward ก็คือความรู้สึกดีๆ ที่ได้รับหลังทำสิ่งนั้นเสร็จแล้ว

Cue->Routine->Reward->Cue->Routine->Reward วนหลูปกันไป

เล่นฟิตเนส
Cue = เลิกงาน (เวลา)
Routine = เข้าฟิตเนส
Reward = ได้ดูกล้ามตัวเองในกระจก ได้โพสรูปโชว์เพื่อน

สูบบุหรี่
Cue = ทำงานเครียด / เพื่อนชวน (อารมณ์ / คนที่เราอยู่ด้วย)
Routine = สูบบุหรี่
Reward = ได้คุยกับเพื่อน ได้ผ่อนคลาย

แปรงฟัน
Cue = ตื่นขึ้นมา เดินงัวเงียเข้าห้องน้ำ (สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้า & สถานที่)
Routine = แปรงฟัน
Reward = รู้สึกปากมันวิ้งๆ พร้อมออกไปพบปะผู้คน

เวลาเราคุยกันเรื่องนิสัย เรามักจะนึกถึงแต่ก้อนตรงกลางคือ routine แต่เรามักจะไม่ได้นึกถึง cue หรือ reward

แต่ถ้าสำรวจตัวเองดีๆ มันจะมี cue และ reward เสมอ

ถ้าเราอยากสร้างนิสัยใหม่ๆ เราแค่ต้องหา cue ที่เราไว้ใจได้และเกิดขึ้นบ่อยเพียงพอที่จะเอื้อให้เราได้ทำ routine นั้นบ่อยๆ

และที่สำคัญไม่แพ้กัน เราต้องหา reward มาตบท้ายเมื่อเราทำสิ่งนั้นสำเร็จ

Charles Duhigg เลยพูดติดตลกว่า วิธีง่ายที่สุดที่จะช่วยสร้างนิสัยรักการวิ่ง คือเวลาคุณวิ่งเสร็จแล้ว (routine) จงกินช็อคโกแล็ตเป็นรางวัลให้ตัวเอง (reward)

ฟังดูขัดกับสามัญสำนึก ออกกำลังกายกับกินของหวานมันจะไปด้วยกันได้อย่างไร

แต่ช็อคโกแล็ตเป็นเพียงรางวัลที่เอาไว้หลอกสมองในช่วงแรกๆ เท่านั้น เมื่อถึงจุดหนึ่งที่คุณวิ่งจนเป็นนิสัย คุณจะเลิกกินช็อคโกแล็ตไปเอง เพราะสารเอ็นโดรฟินที่หลั่งออกมาตอนที่คุณวิ่งจะกลายเป็นรางวัลในตัวมันเอง (intrinsic reward) จนคุณไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพารางวัลจากภายนอก (extrinsic reward) อีกต่อไป

อ้อ ช็อคโกแล็ตเป็นเพียงแค่ตัวอย่างนะครับ ประเด็นคือคุณควรจะหาอะไรที่คุณชอบมาเป็นรางวัลในช่วงที่คุณพยายามสร้างนิสัยใหม่ๆ อาจจะเป็นการดื่มน้ำปั่น เล่นเกม หรือซื้อของออนไลน์ก็ได้

ลองเอาไปปรับใช้ดูครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Good Life Project: Charles Duhigg: The Power of Habit [Best of] 

นิทานเรือล่ม

20180706_sinkingship

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในห้องเรียนมัธยมต้น อาจารย์กำลังเล่านิทานให้เด็กฟัง

“เรือสำราญลำหนึ่งประสบอุบัติเหตุและกำลังจะจม เมื่อสามีภรรยาคู่หนึ่งวิ่งมาถึงทางออกที่มีเรือชูชีพ ก็พบว่าเหลือที่เพียงที่เดียวเท่านั้น

สามีกระโดดขึ้นเรือชูชีพ และปล่อยให้ภรรยาอยู่บนเรือสำราญ ขณะที่เรือกำลังจะจม ผู้หญิงคนนั้นก็ตะโกนประโยคหนึ่งซ้ำๆ กับฝ่ายชาย”

อาจารย์หยุดเล่านิทานแล้วหันไปถามนักเรียน

“พวกเธอคิดว่าผู้หญิงคนนั้นพูดว่าอะไร?”

“ฉันเกลียดแก!” นักเรียนเกือบทั้งห้องตอบ

อาจารย์เห็นเด็กคนหนึ่งนั่งก้มหน้า จึงหันไปถามเด็กคนนั้น “แล้วเธอคิดว่ายังไง?”

หลังจากเงียบอยู่หนึ่งอึดใจ เด็กคนนั้นก็ตอบว่า

“อาจารย์ครับ ผมว่าผู้หญิงน่าจะพูดว่า “ดูแลลูกของเราด้วยนะ””

อาจารย์แปลกใจ “เธอเคยได้ยินเรื่องนี้แล้วเหรอ”

“เปล่าครับ แต่ก่อนที่แม่ผมจะจากไป แม่ก็พูดกับพ่อแบบนี้”

อาจารย์อึ้งอยู่ชั่วครู่ “ใช่ ผู้หญิงคนนั้นเขาพูดประโยคเดียวกันนี่แหละ”

“เมื่อรอดชีวิตจากอุบัติเหตุ ผู้ชายก็กลับมาบ้านและเลี้ยงลูกสาวด้วยตัวคนเดียวมาตลอด

เวลาผ่านไปหลายสิบปี หลังจากที่ผู้เป็นพ่อจากไป ลูกสาวเข้าไปเก็บห้องของพ่อและพบไดอารี่ที่พ่อบันทึกวันเวลาเหล่านั้นไว้

หมอวินิจฉัยว่าแม่เป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาและจะอยู่ได้อีกไม่นาน พ่อจึงตัดสินใจพาแม่ไปล่องเรือสำราญซึ่งเป็นทริปในฝันของแม่มาช้านาน เมื่อเรือประสบอุบัติเหตุ พ่อจึงต้องยอมเป็นคนใจร้าย ทิ้งแม่ไว้ตรงนั้น เพื่อจะได้กลับมาดูแลหน่อเนื้อเชื้อไขของทั้งคู่ต่อไปได้

นักเรียนคิดว่าพ่อทำผิดหรือทำถูกแล้ว?”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Aniket Kadam’s answer to What interesting thing did you read today?

ทำแล้วให้อะไร

20180704_give

ในปีแรกที่ผมเขียนบล็อก น้องที่ออฟฟิศคนหนึ่งถามผมว่า เห็นพี่ขยันเขียนบล็อกจังเลย ได้เงินเยอะมั้ยพี่

ผมก็ตอบว่าเปล่า ไม่ได้เงินซักบาท มีแต่เสียเงิน ทั้งค่าสมาชิกรายปีของ WordPress และค่าบู๊สต์โพสต์ Facebook เป็นครั้งคราว

น้องหน้างง “งั้นพี่ทำแล้วได้อะไรอ่ะ?”

ผมได้แต่ยิ้มตอบ

คนเราชอบถามว่า “ทำแล้วได้อะไร” เพราะเมื่อลงแรงไปแล้วก็ย่อมต้องหวังผลตอบแทน

แต่อีกคำถามหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ “ทำแล้วให้อะไร”

ถ้าเราทำสิ่งนี้แล้ว เราได้มอบประโยชน์อะไรให้กับโลกบ้าง เราได้ใช้ความสามารถและโอกาสที่เรามีเพื่อทำให้ชีวิตของคนอื่นดีขึ้นรึเปล่า

คนอย่าง Bill Gates ที่ก่อตั้งมูลนิธิ Bill & Melinda Gates Foundation และช่วยชีวิตคนไปแล้วอย่างน้อย 6 ล้านคน น่าจะถามตัวเองอยู่ทุกวันว่า “ทำแล้วให้อะไร”  มากกว่าจะถามว่าทำแล้วเขาจะได้อะไรกลับมา

แต่เราไม่จำเป็นต้องรอให้รวยอย่างบิลเกตส์แล้วค่อยถามคำถามนี้นะครับ

ถ้าคุณกำลังอ่านบล็อกนี้อยู่ คุณก็อยู่ในสถานะที่ดีพอที่จะสร้างประโยชน์ได้มากมายแล้ว

ย้อนกลับไปตอนที่ผมเขียนบล็อกใหม่ๆ ถ้าวัดกันที่ตัวเงินอย่างเดียว ผมก็ไม่ได้อะไรเลยจริงๆ แต่ผมก็ไม่ใช่พระเอกที่จะสละตนเพื่อชาวโลกขนาดนั้น เพราะผมมีความเชื่ออยู่ลึกๆ ว่า อะไรก็ตามที่เราให้ไป สุดท้ายเราจะได้กลับคืนมา เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกัน และพลังงานไม่มีวันหายไปไหน

ต้องขึ้ันปีที่สามแล้วนั่นแหละ บล็อกที่ผมเขียนถึงจะเริ่มให้ผลตอบแทนผ่านการขายหนังสือและงานอบรม ทั้งที่ผมจัดเองและที่มีบริษัทติดต่อเข้ามา

“ทำแล้วได้อะไร?” คำตอบอาจอยู่เหนือความควบคุมและต้องใช้เวลา

“ทำแล้วให้อะไร?” คำตอบจะเรียบง่ายและเห็นผลทันตาครับ

จะพอประมาณหรือจะตัดขาด

20180704_moderator

วันก่อนได้ฟังคอนเซ็ปต์หนึ่งที่น่าสนใจเลยอยากเอามาเล่าให้ฟังครับ

เขาบอกว่าคนเรามีสองประเภทคือ moderator หรือ abstainer

moderator คือคนที่สามารถคุมตัวเองได้ จึงสามารถเสพอะไรได้ในระดับที่พอประมาณ

ส่วน abstainer คือคนที่ไม่สามารถคุมตัวเองได้ ถ้าทำก็ทำสุด ถ้าจะหยุดก็ต้องหยุดแบบตัดขาดไปเลย

ยกตัวอย่างเช่นคนดื่มเหล้า เราจะมีเพื่อนบางคนสามารถกินแก้วสองแก้วแบบกึ่มๆ ก็พอ (moderator) แต่ก็จะมีเพื่อนบางคนที่ถ้ากินแล้วจะหยุดไม่ได้ ลองถ้าได้เริ่มดื่ม คืนนี้ความเมาเละเทะเป็นสิ่งที่พึงหวังได้แน่นอน ดังนั้นทางที่ดีคืออย่าเริ่มกินเสียดีกว่า (abstainer)

เราต้องรู้ว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน ถ้าเราเป็น abstainer แต่ดันไปพยายามทำตัวเป็น moderator มันก็จะกลายเป็นปัญหา

โดยส่วนตัว ผมว่าเราอาจจะเป็น moderator ในบางเรื่อง และเป็น abstainer ในบางเรื่องด้วย

ถ้าต้องดื่มเหล้าเพื่อเข้าสังคม ผมเองจะเป็น moderator เพราะไม่ได้ชอบรสชาติมันขนาดนั้น แต่ถ้าผมเล่นเกมที่ชอบ ผมจะไม่สามารถเล่นแบบพอประมาณได้เลย จบตีสามตีสี่ประจำ (สมัยที่ยังโสดอยู่นะครับ)

ดังนั้น ลองสำรวจพื้นที่ต่างๆ ในชีวิตตัวเองดูนะครับว่า เราเป็นคนแบบไหน อะไรที่เราสามารถเสพได้แต่พอดี และอะไรที่เราควรตัดขาดอย่างสิ้นเชิงครับ

—–

ขอบคุณเนื้อหาจาก Gretchen Rubin: Back by Popular Demand: Are You an Abstainer or a Moderator?