นิทานคำภาวนา

20180104_prayer

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

“โปรดเหลียวมองลูกผู้น่าละอาย มีชีวิตอยู่ราวถูกใครไล่ล่า

โปรดให้ก้าวเดินอันรีบเร่งวุ่นวายของลูก ผ่อนลงเป็นเดินช้าๆ ด้วยเถิด

โปรดให้ลูกฟังเสียงอย่างเข้าอกเข้าใจ แม้เป็นเพียงเสียงลมเหนือพัดปลายหลังคาบ้าน

โปรดให้ลูกทำการใดๆ สำเร็จลุล่วง รู้จักรักษาและเห็นคุณค่า แม้เป็นเพียงเศษใยแมงมุมน้อยนิด

โปรดนำบทเพลงกล่อมเด็กที่ลูกเฝ้าร้องในวัยเยาว์ให้อยู่คุ้นปากตลอดเวลา

โปรดประทานความอ่อนโยนอย่างทิวทุ่งหญ้า แม้เป็นเพียงสายลมเปล่าเปลี่ยว ก็ขอจงพัดเรี่ยใบหน้าลูกยามจิตใจแข็งกระด้าง

เมื่อใดที่ลูกชอบวลีหนึ่งในหนังสือ โปรดให้ลูกรู้จักเงยหน้ามองฟ้าด้วยใจขอบคุณสักครู่

แม้เป็นเพียงน้ำชาจอกเดียว แต่โปรดให้ลิ้นของลูกรู้คุณค่า และพึงใจรสของมันได้นานแสนนาน

แม้ดอกเบญจมาศน้อยดอกเดียว เพียงแย้มกลีบจากรอยแยกของหินใด โปรดให้หัวใจลูกสัมผัสความงามของมันได้

แม้เพียงเศษตะไคร่น้ำบนกระเบื้องหลังคาบ้าน แต่โปรดให้ลูกรู้จักศึกษาบางสิ่งจากมันด้วยเถิด”

เมื่อคำภาวนาจบลง มีเสียงหนึ่งลอยมาตามสายลม

“เรื่องเหล่านี้ ต่อให้ไม่มีเราคอยช่วย เจ้าเองก็ทำได้เช่นกัน และหากเจ้าทำได้ครบทุกเรื่อง เราต่างหากที่ต้องขอบใจเจ้า”

—–

ขอบคุณนิทานจากหนังสือ คิดถูกก็สุขใจ ชุดนิทานเติมพลังความคิด Chung, Che-bong เขียน, ตรองสิริ ทองคำใส แปล 

มันไม่ได้ทำให้เรามีความสุขด้วยซ้ำ

20180103_doesntmakeyouhappy

มนุษย์เป็นผลผลิตของความเคยชิน

อะไรหลายๆ อย่างที่เราทำ จึงไม่ใช่เพราะว่ามันมีประโยชน์ แต่เป็นเพราะเราชินที่จะทำมันเฉยๆ

นั่งกินข้าวแล้วหยิบมือถือขึ้นมาดู

กลับถึงบ้านแล้วต้องเปิดทีวีทิ้งไว้

กินขนมห่อนั้นต่อไปแม้จะคอแห้งผากแล้วแต่ก็ต้องกินให้หมดซอง

เช็ค Facebook / Instagram ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง

ช่วงสองสามนาทีแรกอาจจะสุขเพราะสมองหลั่งโดพามีน แต่แม้จะผ่านจุดที่สุขที่สุดไปแล้ว เราก็ยังไม่เลิกใช้ เพราะคนที่ออกแบบผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีเป้าหมายเดียวคือทำให้เราใช้เวลาอยู่กับมันให้นานที่สุด

เราจึงไถฟีดที่เป็นอนันต์และดูดทุกสิ่งทุกอย่างทั้งเวลาและความฝันของเราไป

แต่เราก็ยังไม่หยุดไถ ทั้งๆ ที่มันไม่ได้ทำให้เรามีความสุขด้วยซ้ำ

ลองสังเกตอุปนิสัยของเราดีๆ นะครับ ว่าเราเป็นทาสของความเคยชินอยู่รึเปล่า

เมื่อใช้ชีวิตอย่างรู้ตัว ความเป็นทาสจะน้อยลง แล้วเราจะมีอิสระมากขึ้นครับ

ผลลัพธ์ขั้นที่ 2

20180103_secondorder

ตอนนี้ผมกำลังอ่านหนังสือ Principles ของ Ray Dalio อยู่ครับ

เป็นหนังสือที่คุณรวิศ หาญอุตสาหะ CEO ของศรีจันทร์บอกว่ามันคือหนังสือที่ดีที่สุดที่เขาได้อ่านในปีที่ผ่านมา

ช่วงนี้ผมจึงอาจจะมีพูดถึงเนื้อหาที่มาจากหนังสือเล่มนี้บ่อยหน่อยนะครับ

เค้าว่ากันว่า ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตามแต่ มันจะมีผลลัพธ์ขั้นที่หนึ่ง (first-order consequence) และผลลัพธ์ขั้นที่สองเสมอ  (second-order consequence)

ผลลัพธ์ขั้นที่ 1 คือผลลัพธ์ที่เห็นกันจะจะ ตรงไปตรงมา ส่วนผลลัพธ์ขั้นที่ 2 คือสิ่งที่จะตามมาในภายหลัง และบางทีก็มีผลลัพธ์ขั้นที่ 3 ที่ตามมาหลังจากนั้นอีก

ยกตัวอย่างเช่น

การกระทำ – ยกเวต
ผลลัพธ์ขั้นที่ 1 – ปวดกล้ามเนื้อ ระบมไปทั้งตัว
ผลลัพธ์ขั้นที่ 2 – กล้ามเนื้อแข็งแรง ร่างกายบึกบึน
ผลลัพธ์ขั้นที่ 3 – มีความมั่นใจมากขึ้น มีสาวๆ (หรือหนุ่มๆ) มาติดพันมากขึ้น

การกระทำ – แบ่งเงิน 15% ทุกเดือนเอาไว้ซื้อกองทุน LTF
ผลลัพธ์ขั้นที่ 1 – มีเงินจับจ่ายน้อยลง ต้องเก็บตังค์นานขึ้นเพื่อซื้อมือถือใหม่
ผลลัพธ์ขั้นที่ 2 – มีเงินก้อน ประหยัดภาษีได้ปีละหลายหมื่นบาท
ผลลัพธ์ขั้นที่ 3 – เก็บเงินครบล้านได้เร็วกว่าที่คิด

การกระทำ – สูบบุหรี่
ผลลัพธ์ขั้นที่ 1 – คลายเครียด ได้เมาธ์มอยกับเพื่อน
ผลลัพธ์ขั้นที่ 2 – ปากมีกลิ่น เปลืองตังค์
ผลลัพธ์ขั้นที่ 3 – มะเร็ง

การกระทำ – กินของหวาน
ผลลัพธ์ขั้นที่ 1 – อร่อย ฟิน ได้ถ่ายรูปอวดเพื่อน
ผลลัพธ์ขั้นที่ 2 – น้ำหนักเพิ่มขึ้น เงินในกระเป๋าลดลง
ผลลัพธ์ขั้นที่ 3 – น้ำตาลในเลือดสูง

การกระทำ – รถปาดหน้าเลยปาดหน้ากลับ
ผลลัพธ์ขั้นที่ 1 – สะใจ
ผลลัพธ์ขั้นที่ 2 – เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ
ผลลัพธ์ขั้นที่ 3 – ทะเลาะเบาะแว้งติดคุกติดตาราง

ถ้าผลลัพธ์ขั้นที่ 1 เป็นบวก ผลลัพธ์ขั้นที่ 2 & 3 มักจะเป็นลบ

ถ้าผลลัพธ์ขั้นที่ 1 เป็นลบ ผลลัพธ์ขั้นที่ 2 & 3 มักจะเป็นบวก

คนที่ไม่ประสบความสำเร็จคือคนที่ให้น้ำหนักกับผลลัพธ์ขั้นที่ 1 มากไป และให้น้ำหนักกับผลลัพธ์ขั้นที่ 2 น้อยไป

พอลองฝึกวิ่งแล้วปวดน่อง หรือคุมอาหารแล้วทรมานตอนดึก เขาก็เลยล้มเลิกเอาง่ายๆ เพราะใจดันไปจดจ่อกับผลลัพธ์ขั้นที่ 1 จนลืมนึกถึงผลลัพธ์ขั้นที่ 2

ส่วนคนที่ประสบความสำเร็จ คือคนที่เข้าใจว่าแม้ผลลัพธ์ขั้นที่ 1 ไม่ค่อยน่าอภิรมย์เท่าไหร่ แต่ก็พร้อมจะยอมทนเพราะผลลัพธ์ขั้นที่ 2 มันคุ้มค่า

สูตรความสำเร็จในชีวิตจึงอาจเรียบง่ายกว่าที่คิด

นั่นคือ ถ้าอยากมีชีวิตที่ดี ให้ใส่ใจกับผลลัพธ์ขั้นที่ 2 ให้มากๆ ครับ

ความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคนทำงาน

20180101_biggestmistake

คือการคิดว่าเขากำลังทำงานเพื่อคนอื่น

“The biggest mistake that you can make is to believe that you are working for somebody else.”
-Earl Nightingale

คนที่คิดว่า “ทำงานแทบตายเจ้านายรวยคนเดียว” นอกจากจะแทบไม่มีโอกาสก้าวหน้าแล้ว ยังเป็นคนน่าสงสารอีกด้วยเพราะต้องอยู่กับความคิดลบๆ ตลอดทั้งวัน

ลองเปลี่ยนมาคิดว่า “ทำอะไรเราก็ได้เองทั้งนั้น” น่าจะมีประโยชน์กว่า

ถ้างานมันหนัก นี่คือโอกาสที่จะได้แสดงผลงาน เหนื่อยนักนอนพักก็หาย แต่ผลงานที่เราสร้างไว้จะติดตัวเราไปตลอด

ถ้างานมันน่าเบื่อ นี่คือโอกาสดีที่จะได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่จะทำให้งานมันสนุกขึ้นหรือกำจัดงานน่าเบื่อทิ้งไปด้วยงานชิ้นอื่นๆ ที่มีคุณค่ามากกว่า

ถ้าเจอเพื่อนร่วมงานไม่น่ารัก ก็เป็นโอกาสดีที่เราจะได้ฝึกขันติและความมีเมตตา

ถ้าบริษัทให้เงินเดือนไม่สูงเท่าความสามารถที่เรามี นั่นแสดงว่าเรามีทางเลือกมากมาย จะเดินขึ้นไปขอเงินเดือนเจ้านายก็ได้ หรือจะลองสมัครงานที่อื่นที่เห็นคุณค่าเราก็ได้ สถานการณ์นี้ดีกว่าการที่บริษัทให้เงินเดือนสูงกว่าความสามารถของเรานะครับ เพราะนั่นหมายถึงเรากำลังติดอยู่ในกับดักแห่งความสบายจนเราแทบไม่มีทางเลือกเลย

เรามาทำงานก็เพื่อตัวเอง ได้แก้ปัญหา ได้ใช้ความสามารถ ได้เพิ่มพูนบารมี (วิริยะบารมี ขันติบารมี ฯลฯ) แถมยังได้เงินมากินอะไรอร่อยๆ เลี้ยงดูคนที่เรารัก และยังมีเหลือไว้สร้างอนาคตอีก

มีแต่ได้กับได้จริงๆ

ปีใหม่นี้ มาทำงานเพื่อตัวเองกันนะครับ

อย่าหยุดตอนที่มันยาก

20180101_dontstop

ปีใหม่นี้หลายๆ คนคงจะมีปณิธานสำหรับปี 2561

จะลดความอ้วน จะเลิกบุหรี่ จะหารายได้เสริม

แพทเทิร์นที่คุ้นเคยคือเราจะเริ่มต้นด้วยความกระตือรือล้น แต่พอทำไปได้ซักเดือนนึง ก็จะเริ่มเจออุปสรรคเช่นงานยุ่ง ป่วย เงินไม่พอใช้ ฯลฯ จนแผนการต่างๆ ที่เราวางไว้มันผิดเพี้ยนไปหมด

คำแนะนำของผมอย่างเดียวก็คือ “อย่าหยุด”

อย่าหยุดตอนที่มันยาก เพราะยังไงมันต้องยากอยู่แล้ว ถ้าไม่ยากเราคงทำได้ตั้งนานแล้วจริงมั้ย?

แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ แม้จะทำไม่ได้ตามแผนที่เราวางไว้ แต่ตราบใดที่เรายังไปต่อ ยังไงเสียเราก็จะผ่านอุปสรรคตรงนั้นมาได้ เพราะอุปสรรคเป็นเรื่องชั่วคราวเสมอ

แล้วพอผ่านอุปสรรคมาได้ คราวนี้สิ่งที่ตั้งใจจะทำก็จะง่ายขึ้นแล้ว

และซักพักมันก็จะยากอีก

และซักพักมันก็จะง่ายอีก

ยาก-ง่าย-ยาก-ง่าย สลับกันไป

แต่สิ่งหนึ่งที่เราจะมีมากขึ้นแน่ๆ คือ “ภูมิคุ้มกันความยาก”

พอเราคุ้นชินที่จะอดทนกับเรื่องยากๆ โอกาสในการทำปณิธานสำเร็จก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ

สำคัญคืออย่าหยุดตอนที่มันยากเท่านั้นเอง

เพราะถ้าหยุดตอนนี้ มันจะไม่มีวันง่ายเลยนะครับ