เมื่อวานฉันฉลาด ฉันเลยอยากเปลี่ยนโลก

20170704_changetheworld

วันนี้ฉันเป็นปราชญ์ ฉันเลยอยากเปลี่ยนตัวเอง

“Yesterday I was clever, so I wanted to change the world. Today I am wise, so I am changing myself.”
― Jalaluddin Rumi

วัยยี่สิบกว่าๆ คือวัยที่เราคิดว่าเรารู้ เราเข้าใจไปเสียทุกอย่าง

อาจเป็นเพราะเราอ่านมาเยอะ คิดมาเยอะ ข้อมูลจึงลอยฟ่องเต็มสมองไปหมด

เมื่อคิดว่าตัวเองรู้ และพบว่าคนอื่นไม่ได้คิดแบบเดียวกับตัวเอง ก็เลยนึกว่าพวกเขารู้ไม่เท่าเรา

การเปิดศึกจึงเริ่มขึ้น ด้วยการพยายามเปลี่ยนความคิดคนอื่นผ่านการโต้แย้งถกเถียง สาดข้อมูลและตรรกะใส่กัน

เพียงเพื่อจะพบว่า เมื่อโต้แย้งจบแล้ว ต่างฝ่ายต่างกลับยึดมั่นในความคิดของตัวเองมากกว่าเดิม

การโต้แย้งของหนุ่มสาว จึงไม่ใช่กระบวนการค้นหาความจริง แต่กลับเป็นเพียงการเล่นเกมป้องอัตตา

พอเราโตมาระดับหนึ่ง ถึงจะรู้ว่า สิ่งที่เราเคยคิดว่ามันถูกแน่ๆ นั้นมีโอกาสพลิกโผได้เสมอ

พอเห็นการพลิกโผบ่อยๆ เข้า ใจเราก็จะยอมรับได้เองว่า บางทีเราก็ถูก บางทีเราก็ผิด

แล้วเราก็อาจจะเริ่มเห็นด้วยว่า การพยายามเอาความคิดของเราไปยัดใส่หัวคนอื่นนั้นเป็นเรื่องเสียเวลาชะมัด

เมื่อเราหยุดตัดสินและเลิกพยายามเปลี่ยนแปลงคนอื่น เราก็จะมีเวลากลับมาสำรวจตัวเองมากขึ้น จนพบว่าเราเองก็ยังมีจุดบกพร่องอีกมากมาย

เมื่อเรากลับมาใส่ใจปรับปรุงตัวเอง ชีวิตก็จะเรียบง่าย และความสุขจะเกิดได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องรอให้โลกมาหมุนรอบตัวเราครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

เรารักตัวเองมากกว่าคนอื่น

20170703_loveourselves

แต่เรากลับแคร์สายตาคนอื่นมากกว่าความคิดตัวเอง

“It never ceases to amaze me: we all love ourselves more than other people, but care more about their opinion than our own.”
-Marcus Aurelius

เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เวลาจะทำอะไรเราจึงมักกังวลอยู่เสมอว่าคนอื่นจะคิดยังไง

ถ้าเราออกความเห็นมากไปจะดูก้าวร้าวรึเปล่า ถ้าเรากลับบ้านเร็วจะโดนมองว่าไม่ทุ่มเทกับงานรึเปล่า

แต่เวลาอยู่ที่บ้าน เรากลับไม่เคยกังวลเรื่องแบบนี้เลย

อาจเป็นเพราะเรารู้ว่า ต่อให้เราทำตัวแย่หรือไม่ได้เรื่องแค่ไหน คนที่บ้านก็จะยังรักเราและยอมรับเราอยู่แล้ว ในขณะที่คนที่ออฟฟิศนั้นเราไม่รู้ว่าเขาจะตัดสินเราแบบไหน เลยต้องทำตัวให้น่ารักไว้ก่อน

คงไม่มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียวสำหรับเรื่องนี้ ทำได้แค่เพียงตระหนักถึง “ช่องว่าง” ระหว่าง ตัวตนของเราที่ออฟฟิศ และตัวตนของเราที่บ้าน

และคอยเตือนตัวเองไม่ให้เป็นคนน่ารักเกินไปเวลาอยู่ที่ออฟฟิศ และไม่ใจร้ายเกินไปเวลาอยู่ที่บ้านครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

ชีวิตทำไมยากเย็นขนาดนั้น

20170702_struggle

คำถามนี้มักจะเกิดขึ้นตอนที่เราต้องพาไปอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ หรือได้รับหน้าที่ใหม่ๆ เช่นการโดนโปรโมต ย้ายทีม หรือย้ายที่ทำงาน

ถ้าตอนนี้เรากำลังท้อแท้ ทำอะไรก็ไม่ได้ดีซักอย่าง อารมณ์เหมือนคนกำลังจมน้ำตลอดเวลา จนเกิดคำถามว่าเราเหมาะกับตรงนี้จริงเหรอ ผมมีคำแนะนำ 2 ข้อ

หนึ่ง คือกลับมาดูแลตัวเอง ด้วยการ กินให้ดี เคลื่อนไหวร่างกายให้เยอะๆ (ออกกำลังกาย) และพักผ่อนให้เพียงพอ (Eat / Move / Sleep)

จากประสบการณ์ของผม เวลาชีวิตกำลังยากลำบาก เราจะยิ่งทำงานหนักมากขึ้น ใส่เวลาลงไปกับหน้าจอคอมมากขึ้น จนเราแทบไม่เหลือเวลากินข้าว ออกกำลังกาย และหรือพักผ่อนเลย

ก็ดูทุ่มเทดีอยู่หรอก แต่ผมไม่เคยเห็นว่ามันจะช่วยให้อะไรดีขึ้น เพราะถ้าเราไม่ดูแลตัวเองแล้ว ทุกอย่างย่อมจะรวนไปหมด ยิ่งนอนน้อย ยิ่งหงุดหงิดง่าย ยิ่งไม่มีสมาธิ ยิ่งทำงานได้แย่ลง ยิ่งต้องกลับมาแก้งาน ยิ่งทำให้นอนน้อย ฯลฯ เป็นวงจรอุบาทว์ที่ไม่ควรพาตัวเองเข้าไปอย่างยิ่ง

เพราะคุณภาพของงานไม่อาจดีไปกว่าคุณภาพของจิตใจตอนที่ทำงานชิ้นนั้นได้ การทำงานหนักยิ่งขึ้นจึงไม่น่าจะใช่คำตอบ

คำแนะนำข้อที่สอง คือเราต้องเผชิญกับความจริงที่ว่า ความคิด ความเชื่อ หรือการกระทำบางอย่างที่มันเคยเวิร์คสำหรับเรามาโดยตลอด อาจไม่เวิร์คกับบริบทปัจจุบันอีกต่อไป

“We can not solve our problems with the same level of thinking that created them”
-Einstein

เราไม่อาจแก้ปัญหาด้วยความคิดระดับเดียวกับที่เราสร้างปัญหานั้นขึ้นมาได้

ถ้าอยากจะหลุดจากวังวนตรงนี้ เราก็ต้องยอมเปลี่ยนความเชื่อและเปลี่ยนการกระทำอะไรบางอย่าง

อาจต้องเป็นเพอร์เฟคชั่นนิสต์ให้น้อยลง อาจต้องหัดขอความช่วยเหลือ อาจต้องยอมเป็นคนที่ไม่ได้เก่งไปเสียทุกเรื่อง

เพราะถ้าเราหวังผลเลิศกับงานทุกชิ้นในตอนที่เรายังปรับตัวไม่ได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือเราจะทำไม่ได้ดีซักอย่างเดียว

ลองเข้าไปคุยกับหัวหน้าเพื่อจะเข้าใจตรงกันว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด 3 อย่างที่เราต้องทำให้ได้ (น้อยกว่านี้ได้แต่ห้ามมากกว่านี้)

ถ้าเราดูแลตัวเองดี เราจะมีกำลังใจและกายที่จะทำสามสิ่งนี้ให้ออกมาดี รวมถึงมีจิตที่แข็งพอที่จะไม่ฟุ้งซ่านไปกับงานอื่นๆ ที่สำคัญรองลงมา

ชีวิตทำไมยากเย็นขนาดนั้น

นั่นอาจเป็นสัญญาณที่ดีที่บอกว่าเราต้องกลับมาใส่ใจร่างกายและวิธีคิดของตัวเอง

และเมื่อเราผ่านจุดนี้ไปได้ เราจะเก่งขึ้น แกร่งขึ้น และฉลาดขึ้นแน่นอน


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives