Time Management: First Class

20170708_timemanagement

เมื่อวันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน ผมจัดเวิร์คช็อป Time Management สำหรับสาธารณชนเป็นครั้งแรก

ตอนที่เปิดรับสมัครสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ผมก็ใจตุ้มๆ ต่อมๆ ว่าจะมีคนสมัครมามั้ย เพราะแม้ผมจะเชื่อว่าคุ้มค่า แต่ค่าลงทะเบียนก็ถือเป็นเงินที่ไม่น้อยอยู่ ไหนจะต้องเสียเวลาเดินทางอีก

แต่แล้วก็มีคนสมัครเต็มภายในหนึ่งวัน และภายในสามวันทุกคนก็โอนเงินมากันหมด ทำให้ผมรู้แล้วว่าคราวนี้ต้องตั้งใจและใส่ใจมากเป็นพิเศษ เพราะที่ผ่านมาผมเคยสอนแต่ในบริษัท ซึ่งเรียนฟรี และบางคนก็ถูกบังคับให้มาเรียน แต่คราวนี้ทุกคนจ่ายเงินเอง และสมัครใจที่จะมาเรียนทั้งนั้น

ผมเลือกสถานที่เป็น THINK SOciety ซึ่งเป็น co-working space ที่อยู่ซอยสุขุมวิท 101/2 และใกล้กับรถไฟฟ้าอุดมสุขมาก คุณพัมเจ้าของบอกว่าเดี๋ยวจะจัดที่นั่งให้เป็น Bean bag จะได้บรรยากาศสบายๆ

คลาสเริ่ม 9.30 ผมกับแฟนไปถึงสถานที่ตอน 8.30 แล้วก็เริ่มจัดที่ทาง bean bag ที่เตรียมไว้ยังไม่พอกับจำนวนคนเลยต้องมีการจัดสรรที่ใหม่เล็กน้อย ตอนเซ็ทอัพคอมพิวเตอร์ก็มีติดๆ ขัดๆ นิดหน่อยจนคนเริ่มทยอยกันมาแล้วผมก็ยังไม่เรียบร้อยเท่าไหร่ แต่สุดท้ายก็ได้เริ่มตรงเวลา โดยมีคนมาทั้งหมด 14 คน

นักเรียนกลุ่มนี้มีความหลากหลายมาก บางคนเป็นตำรวจ บางคนเป็นตากล้องอิสระ บางคนเป็นหนุ่มแบงค์ บางคนทำสตาร์ทอัพ บางคนเป็นที่ปรึกษา บางคนทำบัญชี บางคนกำลังจะไปเรียนต่อเมืองนอก และก็มีหลายคนที่ทำงานด้าน IT

ต่างคนต่างที่มา แต่ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือการใช้เวลาที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด

แม้จะกินไปฟังไป แต่ก็สังเกตได้เลยว่าแต่ละคนตั้งใจกันมาก กิจกรรมกลุ่มก็คุยกันอย่างกับรู้จักกันมานาน แถมยังออกมาพรีเซนต์หน้าห้องกันอย่างสนุกสนาน

เป็น 3 ชั่วโมงที่อัดแน่นไปด้วยสาระและบันเทิง สอนเสร็จแล้วผมรู้สึกมีแรงมากกว่าเดิมอีก

จากนี้ไปอาจจะมีเวิร์คช็อป Time Management อีกหลายครั้ง แต่ First Class นั้นมีได้แค่ครั้งเดียว

ขอขอบคุณทั้ง 14 คนที่ทำให้ “ครั้งแรก” ของผมเป็นประสบการณ์อันน่าประทับใจจริงๆ ครับ


 

Time Management First Class is

1. ตั้ง
2. วิน
3. ปิง
4. จู
5. ดี
6. แท็ก
7. เอ๋
8. แพท
9. เจ
10.จิม
11.กอล์ฟ
12.โบ
13.ติ๋ง
14.อ้อม

 

บางคำตอบจากการประเมินหลังจบคลาส

3 เรื่องที่จะนำไปใช้หลังคลาสนี้

– paradigm shift , juggling ,time blocking
– เรื่องหลักการ / ให้ปล่อย ram สมอง/ tool ต่างๆ
– จัดการตัวเอง/toolมีมากมายเลือกและ adapt/focusที่หินก้อนใหญ่
– 4 quadrant activities, paradigm, time boxing
– Zen to done, Time boxing, Pomodoro
– การปรับความคิด การดึงเอาเทคนิคต่างๆ มาใช้ร่วมกัน ได้พูดคุยและรู้จักเพื่อนใหม่
– Paradigm, กฎ 2 นาที, Download ข้อมูล”
= Juggler บอล 5 ลูก
– The way that instructor integrates brain dump, time boxing, and zen to done concept.

 

สิ่งที่ชอบที่สุดเกี่ยวกับคลาสนี้

– มีตัวอย่างให้ดูเยอะ เห็นภาพชัด นำไปใช้ได้จริง
– คอร์สกลุ่มเล็กดีค่ะ ชอบๆ
– เข้าใจง่าย ทำได้จริง!
– สถานที่ดีมากครับ
– รู้สึกเหมือนโดนหมัดที่เข้าเป้าครับ เข้าใจง่ายแต่โดนใจครับ
– ได้อ่านบล็อก ก็ได้ประโยชน์ มาเข้าคลาส ก็ยิ่งชัดเจน เห็นภาพ ขอบคุณที่ได้รู้จักกัน
– ปกติเป็นคนที่ชอบอ่านและคอยหาเครื่องมือเทคนิคเรื่อง self management อยู่แล้ว เลยสนใจคอร์สนี้มาก และก็ไม่ผิดหวัง คุณรุตม์สามารถรวบรวมและนำมาถ่ายทอดให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น และทำให้ตัวเองที่ในช่วงนี้รู้สึกว่าชีวิตวุ่นวายจัดการไม่ค่อยได้ มีแรงบันดาลใจที่จะกลับไป manage ตัวเองให้ดีอีกครั้ง ขอบคุณมากค่ะ
– กิจกรรมดีมากๆ
– มาเรียนคอร์สนี้แล้วได้ทั้งหลักการ เทคนิค และ workshop พูดคุยกับพี่ๆ เพื่อนๆ ที่มาจากต่างที่ มีประสบการณ์ต่างกัน ได้มา share กัน และสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง จะลองเอาที่คุณรุตม์แนะนำไปปรับเพื่อพัฒนาตัวเองเกี่ยวกับ Time Management นะคะ
– คำว่า time management มันฟังเหมือนจะเป็น common sense ที่ทำทุกคนควรทำได้ ไม่ขี้เกียจก็ทำได้ มีสติโฟกัสก็จะสามารถทำได้ แต่ผมว่าแท้จริงแล้วมันไม่ใช่ซะทีเดียว คนที่เจอปัญหามันไม่ใช่แค่เวลาอย่างเดียว มันอาจรวมถึง manage expectation ด้วย เทคนิคต่างๆมันทำให้เราเอาไปปรับใช้ได้แล้วมีความสบายใจมากขึ้น
– เชื่อว่าtechniqueที่เรียนรู้ในวันนี้จะทำให้productivityเพิ่มขึ้นค่ะ

 

เรื่องที่ควรปรับปรุง

– ชอบทุกอย่าง แต่อาจจะเวลาน้อยไปหน่อย
– เปิดคอร์สอื่นๆ เพิ่ม 55+
– สถานที่ค่ะ มีเสียงเครื่องบดกาแฟ (รุตม์: คราวหน้าจะหาห้องที่ไม่มีเสียงรบกวนครับ)
– อยากได้ยินตัวอย่าง หรือ case study อื่นเพิ่มอีกสักหน่อย (รุตม์: จะไปหามาเพิ่มเติมนะครับ)
– เรื่องสถานที่อาจจะคับแคบไปหน่อยค่ะ แต่ข้อดีก็คือทำให้ได้อารมณ์แบบบ้านๆ ไม่เป็นทางการดีค่ะ (รุตม์: จะลองเปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอที่ๆ ลงตัวที่สุดครับ)
– อาจจะมีคอร์ส advance สำหรับคนที่รู้จักพื้นฐานมาบ้างแล้วค่ะ (รุตม์: ที่สอนนี่ก็แทบจะหมดเปลือกแล้วนะครับ!)
– เวลาพูดอย่าเกาหูได้ไหม (รุตม์: ไม่เคยรู้ตัวมาก่อนเลย คราวหน้าเลิกแน่นอนครับ!)
– พูดเร็วไปครับ คนที่รู้มาน้อยจะไม่ค่อยเข้าใจ (รุตม์: เรื่องพูดเร็วยังแก้ไม่หายครับ แต่เชื่อว่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ)
– มีความมั่นใจเพิ่มอีกหน่อยก็ดี (รุตม์: อาจจะประหม่าตรงที่ไม่เคยมีนักเรียนแบบนี้มาก่อนครับ) 
– เพิ่มเวลาได้ก็ดีครับ ไม่ก็ส่งข้อมูลคร่าวๆ มาก่อนก็ได้ครับ (รุตม์: คราวหน้าจะเผื่อเวลาให้มากกว่านี้ครับ)
– พี่รุตม์ตัวจริงดูแตกต่างจากในบล็อกมาก คาแรคเตอร์ในบล็อคอาจจะไม่ค่อยถูกใจผมเท่าไหร่เพราะดูเข้าถึงยากเพราะด้วยการนำเสนอในรูปแบบบทความ หรือนิทานซึ่งแอบดูแปลก แต่พอมาเจอตัวจริงแล้วเข้าถึงได้มากกว่า เชื่อถือได้มากกว่า ผมว่าถ่ายทอดคาแรคเตอร์ลงไปในบล็อกได้มากกว่านี้ครับ (รุตม์: น่าสนใจมากครับ จะลองปรับดูนะครับ)

ถ้าเพื่อนที่มีปัญหาเรื่อง Time Management มาถามว่าเขาควรลงคอร์สนี้หรือไม่ จะตอบว่า?

ควร: 14
ไม่ควร: 0

เต็ม 10 ให้กี่คะแนน?

8.9 (คะแนนเฉลี่ย)

 

IMG_2612

IMG_2590

IMG_2594

IMG_2606

IMG_2622

IMG_2623

IMG_2639

IMG_2644

IMG_2649

IMG_2647

IMG_2660

คนเอาแต่ให้

20170807_givers

Adam Grant ผู้เขียนหนังสือ Give and Take และอาจารย์ด้าน Management ที่ Wharton (หนึ่งในมหาลัยที่ดังที่สุดในโลกด้าน MBA) กล่าวไว้ว่า โลกนี้มีคนอยู่สามประเภทคือ Givers, Takers, และ Matchers

Givers คือคนประเภท “พี่นี้มีแต่ให้” ใครติดขัดอะไรก็ช่วย อาสาสอนคนนั้นคนนี้ และเป็นคนที่พึ่งพาได้เสมอ

ส่วน Takers คือคนที่ชอบ “ได้มา” มากกว่า “ให้ไป” จะคบกับใครหรือทำอะไรก็เพราะว่าหวังผลประโยชน์จากคนๆ นั้น แต่เวลาคนอื่นมาขอให้ช่วยอะไร เขาจะไม่ค่อยยอมทำให้

สุดท้าย Matchers คือคนที่ปรับตัวไปกับสภาพแวดล้อม ถ้าอยู่ในวง Givers เขาก็จะเป็น Givers ด้วย และถ้าเปลี่ยนไปอยู่ในกลุ่มที่คนส่วนใหญ่เป็น Takers เขาก็จะกลายเป็น Takers ไปด้วย

หนึ่งในสิ่งที่ Adam Grant ค้นพบจากงานวิจัยของเขาก็คือ ในบรรดาคนที่ไม่ประสบความสำเร็จนั้น จะมีสัดส่วนของ Givers มากกว่าปกติ (Givers are over-represented among the people who are least successful) ซึ่งก็พอจะเข้าใจได้ เพราะว่าคนเหล่านี้มัวแต่เอาเวลาไปช่วยคนอื่นเสียจนทำงานของตัวเองไม่เสร็จ สุดท้ายก็เลยต้องอยู่ดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ ก็เลยยิ่งทำให้ผลงานออกมาไม่ดี

อ่านถึงตรงนี้แล้วนึกถึงตัวเองหรือเพื่อนร่วมงานคนไหนรึเปล่าครับ?

ที่น่าสนใจก็คือ Adam Grant ยังพบอีกว่า ในกลุ่มของคนที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงนั้นก็มีสัดส่วนของ Givers มากกว่าปกติเช่นกัน!

พูดง่ายๆ ก็คือ คนที่ใจดี+ใจกว้าง ถ้าไม่ล้มเหลวสุดๆ ก็รุ่งสุดๆ ไปเลย (people who are generous were the most likely to fail big and succeed big)

แล้วความแตกต่างระหว่าง Givers ที่ล้มเหลวกับ Givers ที่ประสบความสำเร็จคืออะไร?

Givers ที่ล้มเหลวคือคนที่ใครมาขอให้ช่วยอะไร ก็หยุดงานที่ตัวเองทำ แล้วเอาเวลาไปให้เขาเสียหมด

แต่ Givers ที่ประสบความสำเร็จนั้นจะคำนึงถึงคำถาม Who/When/How

Who – คนที่มาขอให้ช่วยนั้นเค้าต้องการความช่วยเหลือแค่ไหน และคนๆ นี้มีแนวโน้มที่จะเอาเปรียบเรารึเปล่า

When – เราได้บล็อกเวลาอย่างเพียงพอเพื่อที่จะทำงานของตัวเองให้เสร็จรึยัง แล้วเราพร้อมจะให้เวลาคนที่เราจะช่วยแค่ไหน

How – เราจะช่วยคนๆ นี้อย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในตอนนี้และในอนาคต

คนไทยส่วนใหญ่นั้นใจดี แต่ก็มีบางคนที่เป็น takers ถ้าเรามัวแต่เป็นคน”เอาแต่ให้จนตัวตาย” คงไม่ใช่เรื่องที่แฟร์สำหรับเราและครอบครัวเท่าไหร่

มาเรียนรู้ที่จะเป็น Givers ที่ชาญฉลาดกันดีกว่า

จะได้เป็นทั้งคนที่น่ารักและประสบความสำเร็จครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก On Being with Krista Tippett: Successful Givers, Toxic Takers, and the Life We Spend at Work

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

นิทานปีนเขา

20170615_climbmountains

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ยังมีชายหนุ่มผู้หนึ่งที่นับได้ว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ เขาพยายามศึกษาหาความรู้ในศาสตร์หลายๆ แขนง แต่ทว่าในอาชีพการงานกลับมีความสำเร็จเพียงระดับหนึ่ง ไม่สามารถที่จะเจริญก้าวหน้าไปถึงยังจุดที่ตนเองหวังไว้ได้ เขาขบคิดไม่เข้าใจว่าเป็นเพราะเหตุใด จึงได้ไปขอคำชี้แนะจากอาจารย์เซน

เมื่ออาจารย์เซนได้รับฟังปัญหาของชายหนุ่ม กลับไม่เอื้อนเอ่ยอันใดออกมา เพียงแต่เชื้อเชิญให้ชายหนุ่มรับประทานอาหารเจด้วยกันที่วัด บนโต๊ะเรียงรายไว้ด้วยอาหารเจละลานตานับร้อยชนิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ชายหนุ่มไม่เคยพบเห็นมาก่อน เขาจึงได้พยายามลิ้มลองอาหารเหล่านั้นให้ครบทุกอย่าง ต่อเมื่อรับประทานครบ จึงค่อยวางตะเกียบและรู้สึกว่าตนเองอิ่มเกินไป

อาจารย์เซนถามว่า “อาหารที่ท่านรับประทานลงไปนั้นมีรสชาติเช่นไรบ้าง?”

ชายหนุ่มตอบด้วยความลำบากใจว่า “มีรสชาติร้อยพัน ยากที่จะจำแนกแยกแยะ สุดท้ายรู้สึกแค่เพียงว่ากระเพาะขยายอย่างยิ่ง”

อาจารย์เซนถามต่อไปว่า “เช่นนั้นแปลว่าท่านรู้สึกสบายดีและพอใจใช่หรือไม่?”

ชายหนุ่มตอบว่า “มิใช่ กลับทรมานอย่างยิ่ง”

เมื่ออาจารย์เซนได้ฟัง ก็เพียงแต่ยิ้มเล็กน้อย ไม่พูดจา

วันต่อมาอาจารย์เซนชวนชายหนุ่มปีนขึ้นไปบนยอดเขา แต่เมื่อทั้งสองปีนขึ้นไปถึงกลางทาง ชายหนุ่มได้พบกับหินคริสตัลสีสดสวยแวววาวมากมาย จึงเกิดความอยากได้ และเก็บหินเหล่านั้นใส่ย่ามของตนจนเต็มแน่น แต่น้ำหนักของหินที่มากเกินไปทำให้เขาไม่สามารถปีนขึ้นไปต่อได้ ขณะเดียวกันก็ไม่อาจตัดใจทิ้งคริสตัลเหล่านั้น

ขณะที่ยืนลังเลอยู่กลางทางนั้นเอง อาจารย์เซนจึงได้กล่าวขึ้นว่า “ท่านควร “วางลง” ได้หรือยัง? มิเช่นนั้นจะขึ้นไปถึงจุดสูงสุดได้อย่างไร?”

เมื่อชายหนุ่มได้ฟัง ก็พลันกระจ่างแจ้งในใจ สองมือวางก้อนหินเหล่านั้นลง พลางป่ายปีนขึ้นไปถึงยอดภูสูงได้สำเร็จ จากนั้นจึงกราบลาอาจารย์เซนเดินทางกลับ เมื่อเวลาผ่านไปอีกหลายปี ชายหนุ่มก็ประสบความสำเร็จดังที่มุ่งหวังไว้


ขอบคุณนิทานจาก Manager Online:  นิทานเซน : ได้อย่างเสียอย่าง

เราไม่อาจเปลี่ยนใครได้

20170706_tellyourself

แต่เราอาจเป็นเหตุผลให้เขาเปลี่ยนตัวเองได้

“You cannot change anyone, but you can be the reason someone changes.”
― Roy T. Bennett

หนึ่งในปัญหาคลาสสิคของนักปฏิบัติธรรมมือใหม่ คือความกระตือรือร้นที่อยากจะชวนคนอื่นมาดื่มด่ำกับธรรมะนี้ด้วย

เราจะเที่ยวพูดไปทั่วว่าการภาวนานี้ดีอย่างไร ทำแล้วจิตใจสงบแค่ไหน แล้วพอคนที่เราชักชวนเขาไม่สนใจ เราก็จะรู้สึกผิดหวังเหมือนคนอกหัก

พระท่านจึงย้ำว่า ไม่ต้องไปสอนคนอื่น กลับมาดูแลกายดูแลใจตัวเองให้ดีก่อนเถอะ เพราะเมื่อเราฝึกฝนตัวเองดีแล้ว คนรอบข้างก็จะสังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวเราจนเขาเข้ามาถามเองแหละว่าเราไปทำอะไรมา

—–

Seth Godin เคยกล่าวไว้ว่า

“People don’t believe what you tell them.
They rarely believe what you show them.
They often believe what their friends tell them.
They always believe what they tell themselves.”

คนอื่นเขาไม่เชื่อสิ่งที่เราบอกหรอก
นานๆ ทีเขาถึงจะเชื่อสิ่งที่เราแสดงให้ดู
บ่อยครั้งที่เขาจะเชื่อสิ่งที่เพื่อนบอก
แต่เขาจะเชื่อสิ่งที่เขาบอกตัวเองเสมอ

ข้อเขียนของผมจึงไม่อาจเปลี่ยนใครได้

อย่างมากที่สุดก็แค่สะกิดต่อมอะไรบางอย่างให้ตื่นขึ้น หรือย้ำเตือนในสิ่งที่ผู้อ่านรู้อยู่แล้วเพียงแต่อาจหลงลืมมันไป

และเมื่อผู้อ่านระลึกได้ถึงสิ่งนั้น เขาก็จะสร้างชุดความคิด คำอธิบาย และข้อสรุปที่เหมาะสมกับตัวเอง

ถ้ามีบทความใดทำให้ผู้อ่านได้พบประสบการณ์นี้ ก็ถือว่าบล็อก Anontawong’s Musings ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์แล้ว

—–

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

ผลิตโชค

20170705_luckproduction

มีหลายคนเคยถามผมว่า ชื่อจริงชื่ออานนทวงศ์ ทำไมถึงชื่อเล่นชื่อรุตม์

ผมเลยอธิบายไปว่า เพราะผมเคยเปลี่ยนชื่อครับ แถมไม่ได้เปลี่ยนแค่ครั้งเดียวด้วย

ซึ่งคิดแล้วก็เป็นเรื่องแปลกดีเพราะธรรมดาผมไม่เคยสนใจเรื่องหมอดูหรือขวนขวายอยากได้ชื่อมงคลเลย

ชื่อแรกของผมตอนเกิดคือ “วรุตม์” พ่อบอกว่าชื่อนี้แปลว่า “โคตรดี”

พอปี 2541 โดนหมอดูทักว่า ชื่อวรุตม์ระวังจะไม่มีคู่ เลยเสนอให้ผมเปลี่ยนชื่อเป็น “บรรณวัชร” (บันนะวัด) ซึ่งแปลว่า “หนังสือคือของมีค่า” ก็เลยเปลี่ยนเพื่อให้แม่สบายใจ

เอาจริงๆ ผมชอบชื่อวรุตม์มากกว่าบรรณวัชรนะ แต่ฝรั่งดูจะชอบชื่อบรรณวัชรมากกว่า เพราะออกเสียงง่ายกว่าวรุตม์ที่มักจะกลายเป็น “ว้าหลุด” เป็นประจำ

พอปี 2548 ก็มีผู้ใหญ่ที่ครอบครัวเคารพนับถือตั้งชื่อให้ใหม่อีกครั้งว่า “อานนทวงศ์”

ฟังครั้งแรกก็รู้สึกเหมือนเราเป็นเจ้าชายแคว้นนนทบุรีที่หลุดออกมาจากละครจักรๆ วงศ์ๆ

แม้ชื่อจะดูยาวและโบราณสักเล็กน้อย แต่ผมก็ชอบความหมายของมันที่แปลว่าผู้มีความสุขและอิสรภาพ แถมชื่อนี้ยังพ้องกับพระอานนท์ อุปัฏฐากของพระพุทธองค์อีกด้วย

หวังว่านี่จะเป็นชื่อสุดท้ายแล้ว เพราะดูจากสถิติที่ผ่านมา หากยังต้องเปลี่ยนชื่ออีกครั้ง สงสัยจะได้ชื่อ 5 พยางค์แหงๆ

—-

เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ผมทำโครงการ Wongnai WeFit ปีที่สองสำหรับน้องๆ ที่ทำงานอยู่วงในแล้วอยากลดน้ำหนัก

ในการคุยกันครั้งแรก ผมหยิบยกเรื่องที่ทีม Leicester City คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2015-2016 มาได้อย่างเหนือความคาดหมาย

หนึ่งในนักเตะของเลสเตอร์ที่โชว์ฟอร์มได้ดีมากๆ คือแดนกลางที่ชื่อว่า Danny Drinkwater

ผมบอกกับน้องๆ ที่อยากลดน้ำหนักไปว่า จากนี้ไป จงตั้งฉายาตัวเองว่า <ชื่อเล่น> ดริ๊งว้อเท่อ

รุตม์ ดริ๊งว้อเท่อ, นิน ดริ๊งว้อเท่อร์, บิว ดริ๊งว้อเท่อ, แพรว ดริ๊งว้อเท่อ ฯลฯ

เพราะแค่เราเลิกทานน้ำหวาน แล้วหันมาดื่มแต่น้ำเปล่า ก็ช่วยลดน้ำหนักได้ไม่น้อยแล้ว

—–

ปีนี้น่าจะเป็นหนึ่งในปีทองของเป๊ก ผลิตโชค

หลังจากที่คนไทยลืมเขาไปนาน เป๊กก็กลับมาโด่งดังเป็นพลุแตกอีกครั้งภายใต้หน้าการจิงโจ้ในรายการ The Mask Singer

จบซีซั่นแรก ฟีดเฟซบุ๊คของผมก็เริ่มเต็มไปด้วยเพื่อนสาวที่พูดถึง “เป๊กผลิต”

และที่พีคที่สุดคือเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เป๊กคว้ารางวัลขวัญใจมหาชนของไนน์เอ็นเตอร์เทนอวอร์ด 2017 ไปครองอีกด้วย

ถ้าปลายปีที่แล้วมีใครมาบอกว่าเป๊กจะคว้ารางวัลนี้ผมคงไม่มีทางเชื่อ

—–

เมื่อคืนระหว่างรถติดตอนกลับบ้าน ก็รู้สึกขึ้นมาเองว่าชื่อ “ผลิตโชค” นี่ก็เป็นมงคลเหมือนกันนะ

ถ้ามีใครรับผลิตโชคลาภได้จริงๆ คงมีลูกค้าไปต่อคิวซื้อกันแต่หัวรุ่ง

แต่คิดได้แป๊บเดียวก็รู้ว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน ใครกันจะไปผลิตโชคได้?

แต่แล้วก็มีเสียงแย้งว่า โลกนี้ไม่มีความบังเอิญ

สิ่งดีๆ ต่างๆ ที่เราได้รับในวันนี้ ล้วนเป็นผลจากการกระทำดีๆ ในวันก่อนทั้งนั้น

การ “ผลิตโชค” ที่แท้จริง ก็คือการสร้างกรรมดีนั่นเอง

กว่าเป๊กจะกลับมาเป็นขวัญใจมหาชนในวันนี้ได้ เขาต้องเคยทำความดีอะไรไว้ในอดีต ถึงได้ “โชคดี” อย่างวันนี้

วรุตม์ บรรณวัชร อานนทวงศ์ ชื่อไหนเป็นมงคลกว่ากันคงไม่มีใครตอบได้

แต่ที่แน่ๆ คือแค่ชื่อดีอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องลงมือทำด้วย

หากผมอยากหุ่นดี ก็ต้องเป็น รุตม์ ดริ๊งว้อเท่อ

และหากอยากมีชีวิตที่ดี ก็ต้องเป็น รุตม์ ผลิตโชคครับ

—–

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives