ทำงานหนักแค่ไหน

20170504_hardwork

ไม่สำคัญเท่ากับว่าเราเลือกทำงานอะไร

สัญญาณอย่างหนึ่งที่บ่งบอกได้ว่าองค์กรอาจกำลังไปได้ดี คือการที่คนส่วนใหญ่ทำงานไม่ทัน

เพราะนั่นแสดงว่างานที่เข้ามามีมากกว่าคนที่มีอยู่ ซึ่งยังไงก็ดีกว่าสถานการณ์ตรงกันข้ามที่มีงานน้อยกว่าคนทำงาน

เวลางานเยอะเกินคน ทางแก้หลักๆ ก็น่าจะมีสามทาง คือจ้างคนเพิ่ม ทำงานให้หนักขึ้น หรือหยุดทำงานบางงาน

วิธีจ้างคนเพิ่มอาจจะง่ายสุดและดีสุดก็ได้ ถ้าเราแน่ใจแล้วว่างานที่เยอะขึ้นนี้ไม่ใช่สถานการณ์ชั่วคราว

ส่วนการทำงานให้หนักขึ้นก็ทำได้เช่นกัน แต่ก็อาจไม่ยั่งยืนเพราะค่านิยมของคนสมัยนี้เริ่มให้ความสำคัญกับการมีชีวิตที่ดีมากกว่าการทุ่มเททุกอย่างให้องค์กร

ที่ผมชอบที่สุดคือทางเลือกที่สาม นั่นคือการมานั่งรีวิวงานทั้งหมด แล้วตั้งคำถามสองคำถามนี้

1.มีงานไหนที่เราหยุดทำได้รึเปล่า
2.มีงานอะไรบ้างที่เราทำแล้วจะทำให้งานอีกหลายๆ ชิ้นไม่จำเป็นต้องทำอีกต่อไป?

สองคำถามนี้ไม่ได้หาคำตอบกันได้ง่ายๆ ต้องใช้สมอง ต้องกล้าสบตากับความจริง รวมถึงต้องกล้านำเสนอให้เจ้านายเห็นดีเห็นงามด้วย

แต่ถ้าเราทำได้มันจะเป็นผลดีอย่างยิ่งต่อองค์กรและตัวเราทั้งในวันนี้และในวันหน้า

อาจจะเป็นเอกสารบางตัวที่ทำไปก็ไม่มีคนอ่าน หรือการประชุมบางอันที่ไม่จำเป็นต้องคุยกันบ่อยขนาดนั้นหรือใช้ช่องทางอื่นๆ แทนก็ได้

ในระดับตัวบุคคลก็เช่นกัน ถ้าเราอยากจะก้าวหน้า การทำงานหนักหรือทำงานเร็วอาจไม่ได้ส่งผลให้เราได้รับการโปรโมต สิ่งสำคัญคืองานที่เราทำออกมามันสร้าง impact หรือให้องค์กรมากแค่ไหนต่างหาก

ผมเคยได้ยินคำฝรั่งที่พูดประมาณว่า Nobody gets to be the CEO because she attends more meetings than everyone else – ไม่เคยมีใครได้เป็น CEO เพราะเข้าประชุมมากกว่าเพื่อนหรอกนะ

ทำงานเร็วดีแน่นอน ทำงานหนักดีแน่นอน (ตราบใดที่ไม่หนักจนไปทำให้สุขภาพกายและจิตรวน)

แต่ที่สำคัญไม่แพ้กัน คือเลือกทำงานอะไรครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/