ควันหลงจากอเมริกา

20161110_usa

พลิกโผจริงๆ ครับ กับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเมื่อวานนี้ เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์หักปากกาเซียนทั้งหลายด้วยการเอาชนะฮิลลารี คลินตัน

ผมเองก็คอยติดตามการเลือกตั้งนี้อยู่ห่างๆ พอใกล้ถึงวันเลือกตั้งก็ติดตามใกล้ชิดยิ่งขึ้น และหลังจากจบไปแล้วก็เกิดคำถามหลายคำถาม เลยพยายามลองหาคำตอบ และอยากจะเอามาแชร์ไว้ตรงนี้ครับ

ทำไมเลือกตั้งวันอังคาร?
เราคนไทยเคยชินกับการเลือกตั้งวันอาทิตย์ และจำกันได้ขึ้นใจว่าหีบเลือกตั้งปิดตอนบ่าย 3 ไม่เกินสามสี่ทุ่มก็รู้ผล แต่ที่อเมริกาดันเลือกตั้งวันธรรมดา ปิดหีบตอนหนึ่งทุ่มหรือสองทุ่ม (เดาว่าให้คนที่ต้องทำงานมาลงคะแนนทัน) กว่าจะรู้ผลก็เกือบๆ ตี 1 ตามเวลาท้องถิ่น

เว็บ The Momentum เฉลยว่า

“ครั้งหนึ่งอเมริกาเคยเป็นประเทศการเกษตร พวกเขามักจะเข้าโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ และวางขายของที่ตลาดทุกวันพุธ การจัดวันเลือกตั้งในวันอังคารก็เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นมีเวลาเพียงพอในการออกไปโหวต และกลับบ้านมาพร้อมเตรียมของไปขายที่ตลาด”

ทำไมโพลทั้งหลายถึงทำนายพลาด?
ก่อนวันเลือกตั้งเพียงหนึ่งวัน สำนักข่าวรอยเตอร์ออกมาประกาศว่าคลินตันมีโอกาสชนะสูงถึง 90%

Clinton has 90 percent chance of winning: Reuters/Ipsos States of the Nation

…The former secretary of state was leading Trump by about 45 percent to 42 percent in the popular vote, and was on track to win 303 votes in the Electoral College to Trump’s 235, clearing the 270 needed for victory, the survey found.

ผมก็เคยเข้าใจว่า ฝรั่งน่าจะเก่งเรื่องการทำโพลกว่าคนไทยเป็นไหนๆ ยิ่งมาเห็นผลอย่างนี้ยิ่งรู้สึกว่าคลินตันนอนมาแน่นอน

แล้วโพลพลาดตรงไหน?

ผมไปเจอคำตอบหนึ่งที่น่าสนใจจาก Quora.com (น่าเสียดายที่ผมไม่ได้เซฟลิงค์เอาไว้)

เขาบอกว่า คนที่เชียร์คลินตัน และชิงชังทรัมป์นั้น มักจะพูดเสมอว่าคนที่สนับสนุนทรัมป์เป็นพวกไร้การศึกษา เหยียดผิว เหยียดเพศ รักความรุนแรง ฯลฯ

สมมติว่าผมเป็นคนนึงที่เชียร์ทรัมป์ แต่เพื่อนๆ ในกลุ่มเชียร์คลินตัน ผมก็คงไม่กล้าออกตัวว่าตัวเองเชียร์ทรัมป์หรอก เพราะไม่อยากโดนด่า หรือโดนดูถูก

เวลาโพลมาสำรวจผม ผมก็คงไม่ตอบความจริง โพลจึงไม่อาจแสดงผลอย่างถูกต้องได้

สุดท้าย ผมและเพื่อนๆ อีกหลายคนที่แอบเชียร์ทรัมป์ ก็ออกไปแสดง “พลังเงียบ” ในวันเลือกตั้งให้โลกตะลึง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าเราดูแคลนหรือดูถูกใคร เราอาจจะโดนย้อนรอยอย่างเจ็บแสบ

ทรัมป์ก็ไม่ดี คลินตันก็ไม่โดน แล้วฉันเลือกอะไรได้มั้ย?

เมื่อคลินตันแพ้ คนที่เชียร์คลินตันก็เริ่มมองหาแพะทันที

และหนึ่งในแพะที่ว่านั้น ก็คือคนที่เลือกผู้สมัครอิสระ

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีผู้สมัครอีกสองคนที่ได้คะแนนเสียงจากคนรุ่นใหม่ไปพอสมควร คือ Gary Johnson และ Jill Stein

ในรัฐฟลอริดา คลินตันแพ้ทรัมป์ไป 132,000 เสียง แต่มีคนลงคะแนนให้จอห์นสัน 204,000 เสียง และโหวตให้สไตน์ 63,000 เสียง

ในมิชิแกนคลินตันแพ้ไปแสนกว่าเสียง น้อยกว่าที่คนเลือกจอห์นสัน 139,000 เสียง

คนที่เชียร์คลินตันก็เลยบอกว่า เพราะพวกคุณดันใช้เสียงของคุณไปเลือกคนที่ไม่มีทางชนะ คุณก็เลยได้ทรัมป์มาเป็นประธานาธิบดีไงเล่า

มันทำให้ผมนึกถึงประโยค “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” ในการเมืองไทย

ในบางช่วงเวลาของสังคม การเมืองแบบประชาธิปไตยก็อาจให้ทางเลือกเราไม่มากนักจริงๆ

เลือกตั้งประธานาธิบดีกับ Brexit เหมือนกันอย่างไร

สิ่งที่เห็นได้ชัดคือมันเป็นการส่งสัญญาณจากคนชั้นล่าง สู่พวกคนชั้นบนที่กุมอำนาจอยู่ว่า “เราไม่โอเค และเราไม่เอาคุณ”

การเลือกทรัมป์ขึ้นมา ก็เพื่อแสดงถึงการต่อต้าน Status Quo เป็นการเลือกเพื่อการเปลี่ยนแปลง

แม้ไม่แน่ใจว่าทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

แม้จะโดนมองว่ามันงี่เง่าแค่ไหนก็ตาม

หลายคนคงยังไม่หายช็อคที่ทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดี พร้อมทั้งบ่นพึมพัมว่า “เรามาถึงจุดๆ นี้ได้ยังไง?”

คนชั้นกลางอย่างเราๆ ก็มักจะเผลอมองอย่างง่ายๆ ว่า คนอเมริกาบ้าไปแล้ว

แต่จริงๆ แล้วคนเหล่านี้ก็ไม่ต่างจากเรา ต้องทำมาหากิน มีลูกมีเมียมีสามีต้องดูแล

การที่คนๆ หนึ่งจะเลือกทรัมป์ หรือเลือกอังกฤษให้ออกจาก EU หรือเลือกทักษิณให้เป็นนายก เข้ามาย่อมมีเหตุผล

และหน้าที่ของพวกเราคือต้องพยายามเข้าใจความต้องการของคนกลุ่มนี้

คนที่เราไม่เคยได้เห็นสเตตัสอยู่ในเฟซบุ๊คฟีดของเรา

เพราะอย่างที่ผมเคยเขียนไว้หลายครั้งว่า อันตรายไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เราไม่รู้ แต่เกิดจากความเชื่อที่ว่าเรารู้เรื่องนี้อย่างลึกซึ้งแล้ว

ผลการโหวตประธานาธิบดี รวมถึง Brexit ก็พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่า ที่เราคิดว่าเรารู้แล้วนั้น จริงๆ เราไม่รู้อะไรเลย

ซึ่งน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี สำหรับการเตรียมตัวของคนไทยในการเลือกตั้งในปีหน้าครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก

The Momentum: ในบัตรเลือกตั้งมีเรื่องกัญชา!? ทำไมเดโมแครตใช้สีน้ำเงินและรีพับลิกันใช้สีแดง? ทำไมต้องเลือกตั้งวันอังคาร? ตอบทุกคำถามเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่ไม่เคยมีใครเคยบอก! 

Reuters: Clinton has 90 percent chance of winning: Reuters/Ipsos States of the Nation

Mic: How third-party voters likely helped sink Hillary Clinton’s presidential candidacy 

ขอบคุณภาพจาก Flickr : Rich Girard

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ผู้ใหญ่ขี้แย

20161108_cyring_adult

ตอนที่ปรายฝนอายุหนึ่งเดือน เจ้าตัวจ้อยจะร้องไห้ด้วยสี่สาเหตุหลักๆ คือ หนาว อึ หิว และง่วง

ตอนนี้เจ้าตัวจ้อยอายุหนึ่งขวบนิดๆ แล้ว

ความหนาวทำอะไรปรายฝนไม่ได้แล้ว เพราะปรายฝนเป็นเด็กขี้ร้อน

ส่วนอึก็ทำอะไรปรายฝนไม่ได้เช่นกัน สามารถนั่งเล่นต่อได้หน้าตาเฉย ผมกับแฟนเองนี่แหละที่ทนกลิ่นไม่ไหวจนต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมให้

แต่ก็ยังเหลือเรื่องหิวและง่วงอยู่

และที่เพิ่มขึ้นมาคือจะร้องตอนที่แม่จะไปทำงาน (เพราะเริ่มรู้เรื่องแล้วว่าแม่จะไม่อยู่ทั้งวัน)

หิวเมื่อไหร่ก็ร้องจ้า ง่วงเมื่อไหร่ก็จะงอแง แม่ไปไหนก็จะร้องตาม

เราทุกคนก็เคยผ่านช่วงเวลานี้ เพราะทุกคนเคยเป็นเด็กด้วยกันทั้งนั้น

และผมกำลังสงสัยว่าเรายังติดนิสัยเหล่านี้มาจนโต

นี่คือเหตุผลที่เวลาเราหิว เราก็จะต้องรีบหาอาหารเข้าปาก หรือถ้าไม่ได้กินข้าวก็จะหงุดหงิดฉุนเฉียว

และเป็นเหตุผลที่ แม้จะถึงเวลาที่ต้องลุกจากเตียงแล้ว แต่ถ้าเรายังง่วงอยู่ เราก็จะงอแงและขอนอนต่ออีกห้านาที

และอาจเป็นเหตุผลที่เราเรียกร้องอยากให้คนอื่นมาสนใจเราทั้งทางตรงและทางอ้อม

แต่ถ้าลองมาสังเกตความรู้สึกจริงๆ เราจะรู้ได้เลยว่า อาการหิว อาการง่วง หรืออาการเหงา มันไม่ได้แย่อย่างที่เราคิดหรอก

ถ้าใครเคยอ่านหนังสือ ยิ่งหิวยิ่งสุขภาพดี ของนายแพทย์โยะชิโนะริ นะงุโมะ ก็จะรู้ว่า การปล่อยให้ร่างกายหิวบ้าง คือเรื่องดี

และถ้าคุณลองสังเกตร่างกายอย่างเป็นกลางจริงๆ ว่าเวลาหิวนั้นมีอาการอย่างไรบ้าง โดยไม่ต้องเอาอารมณ์โมโหหิวลงไปเจือปน คุณอาจจะได้ข้อสรุปเหมือนผมว่า มันไม่ได้แย่ขนาดนั้นซะหน่อยก ก็แค่รู้สึกอะไรในท้องนิดหน่อย

อาการง่วงก็เหมือนกัน

เวลาผมง่วง ผมก็มักจะปล่อยตัวเองให้เคลิ้มๆ สติจะผลุบๆ โผล่ๆ ขาดๆ หายๆ เพราะผมเคยชินกับสภาวะนี้มาแต่ไหนแต่ไร

แต่พอลองสังเกตตัวเองดีๆ ว่า จริงๆ แล้ว “ความง่วง” คืออะไร ก็ได้พบว่า มันคือความรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างมากดอยู่กลางศีรษะให้หน่วงๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง

อาการเหงา ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่เราคาดหวังให้คนอื่นมาสนใจ แต่เขาไม่ได้มาสนใจ

ถ้าเราอยู่คนเดียวอยู่แล้วเรามักจะไม่ค่อยเหงา เพราะเราไม่ได้คาดหวังให้ใครมาสนใจ แต่พอเริ่มมีคนรายล้อม (ทั้งทางกายภาพหรือทางโลกไซเบอร์ก็แล้วแต่) เราก็จะเริ่มเหงาขึ้นมาทันที

เด็กเล็กหนึ่งขวบจะร้องไห้ทุกคร้้งเวลา หิว ง่วง หรืออยากให้คนสนใจ

แม้จะโตมาเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่พวกเราก็ยังตอบสนองสามอาการนี้ด้วยความงอแง ไม่ต่างอะไรกับเด็ก เพียงแค่เปลี่ยนการแสดงออกจากร้องไห้ไปเป็นวิธีอื่น

อาจจะต้องกลับมาสังเกตอาการเหล่านี้ด้วยความเป็นกลางมากขึ้น

จะได้เลิกงอแง

และโตเป็นผู้ใหญ่จริงๆ ได้ซักที


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ฝรั่งเศสออกกฎหมายห้ามติดต่อพนักงานนอกเวลางาน

20161106_french_law

วันนี้มีข่าวจากเว็บ True Activist มาฝากครับ

ฝรั่งเศสเพิ่งออกกฎหมายเพื่อมอบ “สิทธิ์ที่จะไม่โดนติดต่อ” (right to disconnect) ให้พนักงานในองค์กรที่ขนาดใหญ่กว่า 50 คน

ผมเชื่อว่าคนทำงานส่วนใหญ่ต้องเคยเจอสถานาการณ์ที่ “ไม่อาจหยุดทำงานได้แม้จะกลับถึงบ้านแล้วก็ตาม”

การมาถึงของอินเตอร์เน็ต แล็ปท็อป และสมาร์ทโฟน ได้ทำให้หลายๆ องค์กรคิดว่าการให้พนักงานทำงานนอกเวลากลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นตอนดึกๆ ดื่นๆ หรือวันเสาร์อาทิตย์ที่เราควรได้นอนตีพุง เราก็ไม่สามารถวิ่งหนีอีเมล์หรือเมสเสจจากเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าเราได้

นายเบอนัวท์ อามง (Benoit Hamon) ส.ส.คนหนึ่งในฝรั่งเศสกล่าวว่า

“งานวิจัยหลายชิ้นระบุว่าคนทำงานยุคนี้ต้องพบเจอกับความเครียดมากกว่ายุคใดๆ ที่ผ่านมา และความเครียดนี้ก็เกิดขึ้นตลอดเวลาด้วย แม้ว่าร่างกายของพนักงานจะไม่ได้อยู่ที่ออฟฟิศแล้ว แต่ใจก็ยังคงกังวลเรื่องงาน พวกเขาเหมือนถูกล่ามด้วยโซ่อิเลคโทรนิคส์ (electronic leash) ไม่ต่างอะไรจากสุนัข ทั้งอีเมล์ ทั้ง sms ได้เข้ามายึดครองพื้นที่ส่วนตัวจนคนทำงานแทบจะเป็นบ้าไปแล้ว”

แม้ว่ากฎหมายใหม่ฉบับนี้ยังไม่ได้มีบทลงโทษองค์กรที่ยังคงรบกวนพนักงานนอกเวลา แต่มันก็บังคับให้องค์กรเหล่านี้ต้องระบุใน “มารยาทการปฏิบัติงาน” (Charters of Good Conduct) อย่างชัดเจนว่าช่วงเวลาไหนบ้างที่องค์กรจะต้องไม่ติดต่อพนักงาน

ผมเดาว่าฝรั่งเศสน่าจะเป็นที่แรกที่ออกกฎหมายแบบนี้ออกมา

และผมก็เชื่อว่ามันจะไม่ใช่ที่สุดท้ายครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก True Activist: New French Law makes it illegal to contact employees after work hours

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

สิ่งต่างๆ ไม่ได้เกิดขึ้นกับเรา

20161106_nottous

มันเกิดขึ้นเพื่อเราต่างหาก

“Life is always happening for us, not to us.”
-Tony Robbins

ถ้าเราเชื่อว่าโลกนี้ไม่มีความบังเอิญ

และทุกอย่างมีเหตุผลของมันเสมอ

เราก็จะเลิกตีโพยตีพายว่าเรามันโชคร้าย หรือโลกนี้ไม่แฟร์

เพราะการตีโพยตีพายไม่มีประโยชน์อะไรเลย เผลอๆ จะทำให้เรื่องแย่ลงด้วยซ้ำ

เมื่อเกิดปัญหาหรืออุปสรรค ถ้าเราคิดซะว่าสิ่งเหล่านี้มันช่วยให้เราเติบโต หรือช่วยให้เราเตรียมความพร้อมสำหรับอะไรบางอย่างในอนาคต เราก็จะรับมือกับเรื่องปวดหัวด้วยทัศนคติที่เป็นกลางและสร้างสรรค์มากขึ้น

“Life is always happening for us, not to us.”

ทุกอย่างเกิดขึ้นเพื่อเรา ไม่ได้เกิดขึ้นกับเรา

อย่าปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นสูญเปล่านะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก The Tim Ferriss Show: Tony Robbins – on Achievement versus Fulfillment

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

กฎ 90 วินาที

20161105_90sec

ต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้ หลังจากฟัง Tony Robbins ให้สัมภาษณ์ใน Tim Ferriss Show ก็ได้ไอเดียดีๆ มาแชร์หลายเรื่องเลย

วันนี้มาแชร์ไอเดียที่สองนะครับ

ชื่อว่ากฎ 90 วินาที

กฎนี้โทนี่เพิ่งใช้มาได้ไม่นาน แต่เขารู้สึกว่ามันทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เขาบอกว่าคนเรานั้น มีทางเลือกในการใช้ชีวิตอยู่สองแบบ

แบบแรกคืออยู่อย่างอมทุกข์ (state of suffering) ชีวิตเต็มไปด้วยปัญหา อารมณ์ขุ่นมัว ตระหนี่ถี่เหนียว กังวลใจ โทษคนนั้นคนนี้

แบบที่สองคือดำเนินชีวิตด้วยความสำราญ (state of bliss) มองโลกในแง่ดี มีความคิดสร้างสรรค์ มีความเมตตา มีสติ มีปัญญา พร้อมช่วยเหลือผู้อื่น

เป้าหมายของโทนี่ คือใช้ชีวิตในแต่ละวันด้วยความสุขสำราญให้มากที่สุด

นั่นคือที่มาของกฎ 90 วินาที

กฎข้อนี้กล่าวไว้ว่า เมื่อใดก็ตามที่เจอเรื่องที่ทำให้เราทุกข์หรือกังวลใจ อย่าปล่อยให้มันทำให้เราดำดิ่งเกินกว่า 90 วินาที

จงใช้เวลาหนึ่งนาทีครึ่งนั้นทุกข์เสียให้พอ จากนั้นก็วางมันลง ถอยออกมา แล้วดำเนินชีวิตต่อไป

เพราะชีวิตสั้นเกินกว่าที่จะมามัวทุกข์ใจอยู่ (Life is too short for suffering)

โดยคอนเซ็ปต์มันก็ดีทีเดียว แต่คำถามก็คือ มันจะทำได้จริงหรือ?

โทนี่ก็เลยสอนเทคนิคที่จะช่วยให้เราหลุดออกจากเรื่องทุกข์ใจได้ในเวลาไม่นานนัก

เราสามารถทดลองได้เลย ด้วยการนึกถึงเรื่องที่เรากำลังกังวลใจ เช่นปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก หรือเรื่องที่รับปากไว้แล้วยังไม่มีเวลาได้ทำซักที

จากนั้น จงหลับตา เอามือสองข้างแนบลงกลางอก ให้รู้สึกได้ถึงหัวใจที่อยู่ข้างในนั้น

ให้รู้ว่าหัวใจของเรากำลังเต้นอยู่

หัวใจดวงนี้เราได้มาฟรีๆ เป็นของขวัญจากพระเจ้า (หรือธรรมชาติ) เป็นสิ่งที่แสนมหัศจรรย์เพราะมันทำให้เรามีชีวิต

หัวใจดวงนี้เต้นถึงวันละ 100,000 ครั้ง ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์

ลองหายใจลึกๆ แล้วจินตนาการว่าอากาศที่เราสูดเข้าไปกำลังหล่อเลี้ยงหัวใจดวงน้อยๆ นี้

จากนั้นก็นึกถึงเรื่องราวหนึ่งเรื่องที่เรารู้สึกขอบคุณ (one thing you feel grateful for) อาจจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนานแล้ว หรืออาจจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็ได้ แล้วลองเอาตัวเองกลับไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นอีกครั้ง ให้รู้สึกว่าชีวิตตอนนั้นมันดีอย่างไร

เมื่อนึกได้เรื่องหนึ่งแล้ว ก็ให้นึกเรื่องที่สอง

เมื่อนึกเรื่องที่สองออกแล้ว ก็ให้นึกเรื่องที่สาม

เมื่อทบทวนเรื่องที่สร้างความสุขให้เราครบสามเรื่อง ก็ให้นึกย้อนกลับไปถึงปัญหาที่ทำให้เรากังวล

แล้วถามตัวเองว่า อะไรคือสิ่งที่เราต้องทำ

โทนี่การันตีว่า ณ จุดๆ นี้ หัวใจจะมีคำตอบให้คุณ เพราะจิตใต้สำนึกจะรู้คำตอบอยู่แล้ว เราเพียงแต่ต้องพามันเข้าสู่สภาวะที่เหมาะสมเท่านั้นเอง

ด้วยการระลึกถึงกฎ 90 วินาที และหัดเชื่อมโยงกับสิ่งที่อยู่ลึกๆ ในใจ จะช่วยให้เราหลุดจากหล่มความมืดมนได้ในเวลาอันไม่นานนัก

ลองเอาไปใช้ดูนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก The Tim Ferriss Show: Tony Robbins – on Achievement versus Fulfillment

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com