3 เคล็ดลับการพักเบรคให้มีประสิทธิภาพ

20161120_break

วันนี้มีบทความดีๆ จากเว็บ 99u.com มาฝากครับ

บทความมีชื่อว่า A Science-Backed Guide to Taking Truly Restful Breaks ซึ่งแนะนำว่าคนที่ทำงานออฟฟิศอย่างพวกเราควรจะพักเบรคอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สำหรับคนที่งานยุ่งมากๆ จนแทบไม่มีเวลาพักเบรคเลย ยิ่งจำเป็นต้องอ่านบทความนี้ เพราะมนุษย์เราก็เหมือนรถ ที่ต้องคอยเติมน้ำมันเรื่อยๆ ถ้ามัวแต่ตะบี้ตะบันเหยียบคันเร่งมุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างเดียว ก็อาจไปไม่ถึงปลายทางนะครับ

Dr. Christian Jarrett ผู้เขียนบทความ ได้แนะนำเคล็ดลับการพักเบรคเอาไว้สามข้อด้วยกัน

1. Fully switch off
2. Take short breaks early and often
3. Get out of the office

มาเจาะดูแต่ละข้อกันดีกว่า

1. เบรคทั้งทีก็ขอให้สมองได้พัก – Fully switch off 

หลายคน (รวมทั้งผมด้วย) มักจะเบรคด้วยการทำสิ่งที่เราชอบ ซึ่งก็มักไม่พ้นการเช็คเฟซบุ๊ค เข้าเว็บหรือเปิดแม็กกาซีนอ่านโน่นอ่านนี่ให้บันเทิงใจ แต่ผลการวิจัยได้ระบุว่าการพักเบรคจะเติมพลังเราได้จริงก็ต่อเมื่อเราใช้สมองให้น้อยที่สุด

ยกตัวอย่างผลงานวิจัยจาก University of Illinois at Urbana-Champaign และ George Mason University ที่ทำการศึกษาพนักงานออฟฟิศชาวเกาหลีกว่า 100 คน โดยให้แต่ละคนจดไดอารี่เป็นเวลา 10 วัน ว่าช่วงพักเที่ยงนั้นทำอะไรบ้าง และงานตอนบ่ายนั้นมีความกดดันสูงแค่ไหน และสุดท้าย ตอนหมดวันนั้นมีความเหนื่อยระดับเท่าไหร่

เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว นักวิจัยก็แบ่งกิจกรรมที่กลุ่มตัวอย่างทำระหว่างพักเที่ยงออกเป็น 4 ประเภทคือ Relaxing เช่นยืดเส้นยืดสาย, Nutrition-based เช่นกินกาแฟ, Social เช่นพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน และ Cognitive เช่นอ่านข่าวบนเว็บไซต์

นักวิจัยพบว่า พนักงานที่รู้สึกว่างานตอนบ่ายไม่กดดันและตอนเย็นยังมีพลังเหลือเฟือ มักจะเป็นคนที่ได้เบรคแบบ Relaxing และแบบ Social เท่านั้น

อีกงานวิจัยหนึ่งจาก Ajou University ในเกาหลีก็พบว่า คนที่เล่นมือถือตอนพักเที่ยงอาจจะรู้สึกว่าตัวเองได้พักผ่อนพอๆ กับคนที่ได้คุยเฮฮากับเพื่อน แต่คนที่เล่นมือถือนั้นจะรู้สึกว่าหมดแรงกว่าในช่วงบ่าย

2. เบรคตั้งแต่เนิ่นๆ และเบรคบ่อยๆ Take short breaks early and often

ตอนเช้าเรามักจะมีแรงเหลือเฟือ เราจึงมักจะทำงานโดยไม่ค่อยได้หยุดพัก แต่งานวิจัยได้ระบุแล้วว่าการหยุดพักเบรคช่วงเช้านั้นจะมีประโยชน์มากกว่า

Baylor University ได้ทำการศึกษาเจ้าหน้าที่ในมหาวิทยาลัยจำนวน 95 คนเป็นเวลา 5 วันโดยให้จดว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรหลังจากได้พักแล้ว

ผลก็คือ คนที่ได้พักเบรคช่วงเช้านั้นจะรู้สึกว่าทั้งกายและใจมีแรงกว่า และถ้าได้พักบ่อยๆ ก็ไม่จำเป็นต้องพักนานๆ แค่เพียงสองนาทีก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เราพลังของเรากลับมาเหมือนเดิม

3. ออกไปนอกออฟฟิศเสียบ้าง – Get out of the office 
คนทำงานออฟฟิศส่วนใหญ่อาจแทบไม่เคยได้ออกจากตึกเลย เวลาพักเบรคก็อาจจะแค่ได้เดินไปที่โต๊ะเพื่อนหรือที่มุมกาแฟเท่านั้น แต่ถ้าเราอยู่ในออฟฟิศ เราก็ยังต้องคอยระวังว่าคนอื่นจะมองเรายังไง ทำให้ไม่สามารถพักผ่อนได้อย่างเต็มที่จริงๆ

การได้ออกไปเดินข้างนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าได้เจอต้นไม้เขียวๆ บ้าง ก็จะช่วยเพิ่มพลังกายและพลังใจได้เป็นอย่างดีครับ


ผมรู้ว่ามันเป็นเรื่องยากมากที่จะทำให้ครบทั้งสามข้อนี้ (โดยเฉพาะข้อสาม) เพราะคนอื่นอาจจะมองว่าเรามีเวลาว่างมากนักหรือไง แต่จริงๆ แล้วการได้พักเบรคทั้งสามข้อนี้จะช่วยให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โอกาสเจ็บป่วยก็น้อยลง ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวเราเองและกับบริษัทครับ

ถ้ากลัวว่าทำไปแล้วหัวหน้าจะไม่เข้าใจ ก็ลองส่งบทความนี้ให้เขาอ่านด้วยก็ได้นะครับ

เผื่อหัวหน้าเห็นดีเห็นงามจะได้ชวนมาเป็นแนวร่วม!


ขอบคุณข้อมูลจาก 99U.com: A Science-Backed Guide to Taking Truly Restful Breaks

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ชั่ววูบ

20161118_temporary

“Never make permanent decisions based on temporary feelings”

“อย่าตัดสินใจเรื่องสำคัญด้วยอารมณ์ชั่ววูบ”

-Unknown

“Don’t promise when you’re happy, Don’t reply when you’re angry, and don’t decide when you’re sad.”

“อย่าเอ่ยคำสัญญาเวลาเรามีความสุข, อย่าตอบเวลาที่เรายังโกรธ, อย่าตัดสินใจเวลาที่เราเศร้า”

― Ziad K. Abdelnour


อารมณ์ชั่ววูบนี่ทำลายชีวิตคนมาเยอะแล้ว

กรณี “กราบรถกู” เป็นอุทาหรณ์ที่ดี

พอเลือดขึ้นหน้า คนเราก็ “ชั่ว” ไปหนึ่ง “วูบ”

รู้ตัวอีกทีก็สายเกินกว่าจะกลับไปแก้อะไร

ทางเดียวที่จะช่วยป้องกันการโดนทำร้ายด้วยอารมณ์ชั่ววูบคือฝึกการมีสติบ่อยๆ

เดินก็ให้รู้ตัว หงุดหงิดก็ให้รู้ตัว จ๋อยก็ให้รู้ตัว

เมื่อถึงนาทีสำคัญ ความรู้สึกตัวนี้จะมีประโยชน์อย่างมหาศาล

เราจะได้ไม่พูดหรือทำอะไรที่จะกลับมาหลอกหลอนเราในภายหลังครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

นิทานนักท่องเที่ยว

20161117_tourist

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ฝรั่งอเมริกันคนหนึ่งมาเที่ยวที่อินเดีย จึงถือโอกาสนี้แวะไปคารวะปราชญ์คนหนึ่งที่เขาติดตามผลงานมานาน

สิ่งแรกที่ฝรั่งสังเกตเมื่อเดินเข้าไปในบ้านของปราชญ์ก็คือ นอกจากเป้เล็กๆ หนึ่งใบแล้ว ในบ้านหลังนั้นไม่มีอะไรเลย

“เฟอร์นิเจอร์ของท่านหายไปไหนหมดเหรอครับ”?

ปราชญ์ยิ้ม ถามกลับว่า “แล้วเฟอร์นิเจอร์ของท่านหายไปไหนล่ะ?”

“ผมเป็นนักท่องเที่ยว ไม่สามารถแบกเฟอร์นิเจอร์มาด้วยได้หรอก”

“ข้าก็แค่มาเที่ยวเหมือนกัน” ปราชญ์ตอบ

เราทุกคนล้วนเป็นนักท่องเที่ยว โลกใบนี้ก็เปรียบเหมือนบ้านหลังหนึ่งที่เรามาพัก แต่ก็เพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น


ขอบคุณนิทานจาก Osho Stories: I am a tourist here

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

กำแพงไม่ได้มีไว้ขวางเรา

20161116_wall

“The brick walls are there for a reason. The brick walls are not there to keep us out. The brick walls are there to give us a chance to show how badly we want something. Because the brick walls are there to stop the people who don’t want it badly enough. They’re there to stop the other people.”

– Randy Pausch, The Last Lecture

เมื่อคืนผมไปส่งแฟนที่สนามบิน อยากจะหาหนังสือให้เธออ่านเล่นซักเรื่องแล้วเผอิญเจอหนึ่งในหนังสือที่ผมชอบมากที่สุดก็เลยซื้อให้เธอซะเลย

หนังสือเล่มนั้นชื่อ The Last Lecture ของ Randy Pausch ซึ่งแปลไทยโดยคุณหนูดี วนิษา เรซ

ถ้อยคำหนึ่งที่ผมชอบมากก็คือตอนที่แรนดี้บอกว่า กำแพงไม่ได้มีไว้กั้นเรา แต่มีไว้กันคนอื่นที่ไม่ได้มีความอยากหรือความพยายามเพียงพอต่างหาก

เป็นการพลิกมุมมองที่สร้างกำลังใจได้ดีทีเดียว

สิ่งดีๆ นั้นใช้เวลาเสมอ (Good things take time) และเพราะคนเราสมัยนี้ใจร้อน รอไม่ได้ ก็เลยมักจะล้มเลิกเสียกลางคัน

จึงเหลือแต่คนที่อดทนและมีความพากเพียรพอเท่านั้นที่จะข้ามกำแพงนั้นไปได้

ดังนั้น กำแพงจึงไม่ได้มีไว้กันคน แต่มีไว้กรองคน

เมื่อโลกมีทางเลือกมากมาย กำแพงย่อมมีมากตาม เราจึงต้องเลือกให้ดีว่าอยากจะปีนกำแพงไหน และเมื่อเลือกแล้วก็ควรพยายามให้เต็มที่

ยิ่งยืนระยะได้เท่าไหร่ คู่แข่งเรายิ่งน้อยลงเท่านั้น

ขอให้ได้ข้ามกำแพงที่ตัวเองอยากข้ามนะครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เหนื่อยพอกัน

20161114_efforts

We either make ourselves miserable or we make ourselves strong. The amount of work is the same.

เราจะทำตัวให้น่าเวทนาก็ได้ หรือจะทำตัวเข้มแข็งก็ได้ ทั้งสองอย่างนี้ต้องออกแรงพอๆ กันนั่นแหละ

– Carlos Castaneda

เวลาเจอเรื่องหนักๆ หรืออกหักแรงๆ บางทีเราก็เผลอสวมบทเป็นเหยื่อผู้น่าสงสาร (victim)

แล้วเราก็จะทำตัวอ่อนแอ ไม่ออกไปพบปะผู้คน ไม่ทานข้าวทานปลา และรู้สึกว่าโลกใบนี้มันช่างโหดร้ายยิ่งนัก

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราดึงสติกลับมาได้ เราจะรู้ว่าโลกไม่ได้โหดร้ายกับเราเลย โลกก็ยังหมุนไปเหมือนที่เคยเป็นมา และอะไรๆ ก็ไม่แน่ไม่นอน พร้อมจะเปลี่ยนเป็นดีขึ้นหรือแย่ลงได้เสมอ

แต่ที่แน่ๆ ณ ตอนนี้ วินาทีนี้ เรายังมีลมหายใจอยู่

และที่แน่ๆ ในเวลาเดียวกันนี้ ใครบางคนกำลังหายใจเป็นครั้งสุดท้าย

ขอแสดงความยินดีด้วย คุณได้ไปต่อ

ตอนนี้ก็แล้วแต่เราแล้วว่า จะร้องห่มร้องไห้เรียกคะแนนความสงสาร หรือจะกัดฟันสู้ดูอีกซักตั้ง

ไม่ว่าทางไหน ก็เหนื่อยพอกัน

เชิญเลือกได้ตามอัธยาศัยครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com