คนจะลืมสิ่งที่เราพูด

20161010_peopleforget

“People will forget what you said,
People will forget what you did,
But people will never forget how you made them feel.”
-Maya Angelou


อ่านถ้อยคำนี้แล้วทำให้ผมคิดถึงสมัยเรียนมหาวิทยาลัย

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ผมเรียนอยู่ที่ Asian University อ.บางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองพัทยาประมาณ 40 นาที

เนื่องจากมหาวิทยาลัยตั้งอยู่บนทางหลวง 331 แถบนั้นจึงไม่มีร้านค้าใหญ่ๆ เลย ถ้านักศึกษาคนไหนอยากจะเข้าเมืองก็ต้องมาลงชื่อเพื่อจองที่นั่งในรถตู้ ซึ่งจะพาเรามาส่งที่โลตัสก่อนถึงซอยเทพประสิทธิ์ตอนบ่ายแก่ๆ แล้วจะแวะมารับเราอีกครั้งตอนหนึ่งทุ่มตรง

อยู่มาวันหนึ่งผมแยกไปทำธุระคนเดียว แล้วกลับมาที่ป้ายรถเมล์หน้าโลตัสช้าไปหน่อย ปรากฎว่าไม่มีนักศึกษาคนไหนเหลืออยู่แล้ว แสดงว่ารถตู้มารับกลับไปหมดแล้ว และพี่คนขับเขาคงลืมไปว่าผมจะกลับด้วย

งานเข้าสิครับ เพราะอีกทางเดียวที่จะกลับเข้ามหาลัยได้นั้นคือการเหมารถสองแถวเข้าไป ระยะทางก็หลายสิบกิโล แถมทางที่ไปก็เปลี่ยว การนั่งสองแถวไปคนเดียวจึงเสี่ยงไม่น้อย

ตอนนั้นผมยังไม่มีโทรศัพท์มือถือด้วย เลยต้องไปใช้โทรศัพท์สาธารณะโทร.หาไก่ เพื่อนร่วมรุ่นวิศวะที่อยู่ที่หอ เล่าปัญหาให้เขาฟังเผื่อว่าจะช่วยอะไรได้

วางหูแล้วผมก็กลับไปรอที่ป้ายรถเมล์อีกครั้ง ผ่านไปซักพัก รถตู้มหาลัยก็วิ่งมาจอด ปรากฎว่าพี่คนขับเขาไม่ได้ลืมผมหรอก เพียงแต่ว่าเขาต้องไปรับคนที่จุดอื่นพอดีและเห็นว่าผมยังไม่มา เลยแวะไปรับคนกลุ่มนั้นก่อน แล้วค่อยย้อนกลับมารับผมที่โลตัสอีกครั้ง

พอได้ขึ้นมานั่งบนรถตู้แล้ว ผมจึงขอยืมโทรศัพท์มือถือน้องนักศึกษาในรถ โทร.หาไก่อีกรอบเพื่อจะบอกว่า ไม่เป็นไรแล้วนะ มีรถกลับแล้ว

ปรากฎว่าไก่กำลังอยู่บนรถของอาจารย์พงษ์จันทร์ซึ่งเป็นอาจารย์ที่พักอยู่ที่หอ

ไก่เอาเรื่องของผมไปเล่าให้อาจารย์ฟัง เลยตัดสินใจกันว่าออกมารับผมดีกว่า

พอรู้ว่าผมอยู่บนรถตู้แล้ว อาจารย์จึงตีรถกลับ เรื่องทุกอย่างจึงแฮปปี้เอนดิ้ง

แม้ผมกับไก่จะไม่เคยพูดถึงเหตุการณ์นี้กันอีก แต่ผมก็ไม่เคยลืมมันเลย

เพราะทั้งสองคนทำให้ผมรู้สึกว่า เออ ยังมีคนเป็นห่วงเราและมีน้ำใจที่จะออกจากมหาลัยตอนสองทุ่มกว่า ขับรถ 40 นาทีผ่านเส้นทางเปลี่ยวๆ เพื่อมารับผมเพียงคนเดียว

“People will forget what you said,
People will forget what you did,
But people will never forget how you made them feel.”

คนจะลืมสิ่งที่เราพูด คนจะลืมสิ่งที่เราทำ แต่เขาจะไม่มีวันลืมสิ่งที่เราทำให้เขารู้สึก

ขอให้ผู้อ่านได้มีโอกาสสร้างความรู้สึกดีๆ กับคนรอบข้างนะครับ

เพราะเขาจะจำมันไปอีกนานเลยล่ะ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ชีวิตมอบโอกาสที่สองให้เราเสมอ

20161009_secondchance

โอกาสนั้นมีชื่อว่า “วันพรุ่งนี้”

“Life always offers you a second chance.
It’s called Tomorrow.”

– Nicolas Sparks


ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะผิดพลาด

เพราะถ้าเราไม่ผิดพลาดเลย นั่นก็แสดงว่าเราไม่ได้ทำอะไรต่างไปจากเดิมเลย

ซึ่งก็หมายความว่าเราแทบไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย

ความผิดพลาดคือโอกาสทองให้เราได้เรียนรู้

และความผิดพลาดส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ดังนั้นเราจึงมีโอกาสอีกหลายครั้งที่จะทำมันให้ถูกต้อง

สิ่งสำคัญคือเราต้องเลิกฟูมฟายหรือเสียดายกับความผิดพลาดที่ผ่านพ้นไปแล้ว และหันมาสนใจว่าจะทำอย่างไรที่จะไม่ผิดพลาดเรื่องเดิมอีก

และถึงแม้พรุ่งนี้จะพยายามแล้วก็ยังผิดพลาดอยู่ ก็อย่าเพิ่งตีอกชกตัว เพราะในเวลาแบบนี้ คนที่ต้องการความเมตตาจากเราที่สุดก็คือตัวเราเอง

วันมะรืนยังมี วันมะเรื่องก็ยังมี

ขอแค่ตั้งใจและคอยตรวจสอบตัวเอง

มันต้องถูกเข้าซักวันแน่นอน


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

คิดจะลดน้ำหนัก อย่าหวังพึ่งแรงใจ

20161009_loseweight

เมื่อวานนี้ได้อ่านบทความดีๆ จาก Ted.com เลยอยากมาเล่าสู่กันฟังครับ

ตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ไบรอัน แวนซิงค์ (Brian Wansink) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลนามได้ทำการวิจัยกว่า 1200 ครั้งเกี่ยวกับอุปนิสัยการกินของมนุษย์

สิ่งสำคัญที่เขาได้พบก็คือ คนเรานั้นเป็น “ทาสของสภาพแวดล้อม” (We are utterly at the mercy of our environment)

แต่ละวัน เราต้องตัดสินใจเรื่องการกินมากมาย ไม่ใช่แค่จะกินอะไร แต่จะสั่งธรรมดาหรือสั่งพิเศษ จะปรุงด้วยอะไร จะกินให้หมดจานรึเปล่า แล้วจะต่อจานที่สองหรือไม่*

การตัดสินใจเหล่านี้ เรามักจะทำไปโดยไม่รู้ตัว และปัจจัยหนึ่งที่มีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจของเราก็คือสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา (environmental cues)

และนี่คือการค้นพบบางส่วนจากงานวิจัยของไบรอันครับ

เรากินด้วยตา ไม่ได้กินด้วยท้อง ไบรอันเคยทดลองให้คนมานั่งกินซุปจากถ้วย แต่ถ้วยบางถ้วยจะมีท่อใต้โต๊ะที่คอยรีฟิลซุปในถ้วยนั้นโดยที่คนกินไม่รู้ตัว ปรากฏว่าคนที่กินซุปจากถ้วยรีฟิลจะกินมากกว่าคนที่กินซุปจากถ้วยธรรมดาถึง 73% แต่คนที่กินถ้วยรีฟิลนั้นก็ไม่ได้รู้สึกอิ่มกว่าแต่อย่างใด ไบรอันบอกว่า we tend to eat with our eyes and not our stomach ซึ่งหมายความว่า คนเรามักจะวัดว่ากินไปมากน้อยแค่ไหนจากสิ่งที่ตาตัวเองเห็น ไม่ใช่จากสิ่งที่ท้องรู้สึก

ยิ่งใช้จานใหญ่เราจะยิ่งกินมากขึ้น เหตุผลก็คืออาหารขนาดเดียวกันนั้นจะดูน้อยทันทีเมื่อมันไปอยู่ในจานที่ใหญ่ขึ้น (ถ้าใครไปเมืองนอกจะเห็นเลยว่าฝรั่งใช้จานใหญ่มาก ก็ไม่แปลกที่เขาจะอ้วนกว่าคนไทยเรา)

สีของจานก็มีผล ถ้าจานนั้นมีสีเดียวกับอาหารที่เรากิน เรามักจะตักอาหารใส่จานมากกว่าจานที่มีสีต่างจากอาหารถึง 22% เพราะเวลาคนเราตักอาหารใส่จาน เรามักจะไม่ได้จ้องมองว่าเราใส่ไปเท่าไหร่ แต่ใช้สายตารอบนอกที่เรียกว่า peripheral vision ในการชำเลืองมอง และถ้าสีจานกับสีอาหารมันกลืนกัน เราก็มีแนวโน้มที่จะตักอาหารใส่มากกว่าจานที่มีสีตัดกับอาหาร

ยิ่งเห็นชัดก็ยิ่งกินเยอะ ลูกอมที่อยู่ในขวดโหลใสนั้นจะถูกกินมากกว่าลูกอมที่อยู่ในขวดโหลขุ่นถึงสองเท่า แต่เราสามารถใช้ข้อเท็จจริงนี้ให้เป็นประโยชน์ได้เช่นกัน ไบรอันได้ถ่ายรูปในครัวของผู้หญิงกว่าสองร้อยคน แค่เพียงดูจากรูปก็จะรู้ได้เลยว่าผู้หญิงคนไหนมีแนวโน้มที่จะน้ำหนักเยอะหรือน้อย ถ้าในรูปมีน้ำอัดลมวางอยู่บนโต๊ะทานข้าว ผู้หญิงเจ้าของครัวนั้นมักจะหนักกว่าผู้หญิงที่ไม่มีน้ำอัดลมอยู่บนโต๊ะถึง 10 กิโลกรัม และถ้าผู้หญิงคนไหนมีผลไม้วางอยู่บนโต๊ะแม้เพียงแค่ชิ้นเดียว ก็มักจะมีน้ำหนักน้อยว่าค่าเฉลี่ยถึง 5 กิโลกรัม ซึ่งเป็นข้อยืนยันเป็นอย่างดีของพลังของไดเอ็ตสไตล์ “เห็นอะไรเราก็กินอันนั้น” (“See-food diet” เล่นคำกับ seafood diet)

จุดที่วางก็มีผล แค่วางโถขนมให้ห่างออกไปจากโต๊ะซัก 2 เมตรก็ทำให้เรากินขนมนั้นน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แถมในการสังเกตการณ์พฤติกรรมของคน 213 คนในร้านบุฟเฟ่ต์ก็พบว่า คนที่ผอมกว่า (ค่า BMI ต่ำกว่า) มักจะนั่งหันหลังให้ไลน์อาหาร และคนที่นั่งใกล้กับหน้าต่างหรือทางเข้า ก็มักจะกินสลัดเยอะและของหวานน้อย (อาจเพราะรู้สึกว่ามีคนผ่านไปผ่านมาเยอะ) ขณะที่คนที่นั่งด้านในสุดจะทำตรงกันข้ามกันเลยคือกินสลัดน้อยและซัดของหวานเต็มพิกัด

แม้กระทั่งเสียงและระดับแสงก็มีผล ไบรอันได้ลองเปลี่ยนร้านฟาสต์ฟู้ดแห่งหนึ่งด้วยการลดแสงลงครึ่งหนึ่งและเปิดเพลงซอฟท์ๆ เบาๆ ผลก็คือลูกค้ากินน้อยลง กินช้าลง และรู้สึกอร่อยมากขึ้นด้วย

พวกเราเกือบทุกคนเชื่อว่าตัวเองนั้นฉลาดว่าจานที่อยู่ข้างหน้าเรา แต่จริงๆ แล้วถ้าเรายอมรับได้ว่าสภาพแวดล้อมก็มีผลกับเราไม่น้อย ชีวิตก็จะง่ายขึ้นเยอะ

ถ้าให้ผมสรุปก็คือ ถ้าเราอยากจะปรับปรุงวิถีการกินของเรา ก็ควรเริ่มจากปรับสภาพแวดล้อมทั้งในบ้านและที่ทำงาน เช่นใช้จานให้เล็กลง หาผลไม้มาวางไว้ใกล้ตัว วางขนมที่ไม่ค่อยเป็นประโยชน์ไปอยู่ในที่ที่หยิบได้ยากขึ้นซักหน่อย

เท่านี้ เราก็จะเริ่มมีสุขภาพและหุ่นที่ดีได้โดยไม่ต้องใช้ความมุ่งมั่นเกินคนธรรมดา

ไบรอันกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า

“การลดความอ้วนด้วยการปรับปรุงสภาพแวดล้อมน้้นง่ายกว่าการใช้ความมุ่งมั่นเยอะเลย เพราะการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมแค่ครั้งเดียว ก็เพียงพอแล้วที่จะเปลี่ยนนิสัยการกินของเราไปตลอดชีวิต”


* ต้นฉบับพูดเรื่องการกินซีเรียล (Cereal) ผมเลยขอเปลี่ยนเนื้อหาเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทคนไทยนะครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก Ted.com Want to eat well? Forget about willpower 

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

3 โรคเรื้อรังของคนไทย

 

20161007_chronic

1.โรคขี้บ่น
2.โรคทำไปก็เท่านั้น
3.โรคช่างมันเถอะ

สามโรคนี้มักจะเกิดขึ้นกันเป็นทอดๆ

พอเจอสถานการณ์น่าเบื่อ เราจะบ่นให้เพื่อนๆ ฟังทั้งด้วยวาจาและบนเฟซบุ๊ค

แต่บ่นเสร็จแล้วก็ไม่ทำอะไร เพราะเราจะคิดว่า ทำไปก็เท่านั้น

พอรู้สึกว่าทำไปก็เท่านั้น ก็เลยปลอยใจตัวเองว่า ช่างมันเถอะ

ผมเองก็เคยเป็นโรคนี้ แต่ตอนนี้อาการเริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ เพราะได้ประสบกับตัวเองว่า เรื่องบางเรื่องเราก็ไม่ควรช่างมัน เพราะเราทำอะไรกับมันได้ เพื่อว่าวันหนึ่งเราจะได้ไม่ต้องมาเจอสถานการณ์เดิมให้เบื่อให้บ่นกันอีก

วันนี้ผมขอยกสองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองนะครับ

สถานการณ์แรก – แท๊กซี่ไม่รับผู้โดยสาร
ฮีโร่ – กรมการขนส่งทางบก 

เมื่อก่อน เวลาเจอแท๊กซี่ไม่รับผู้โดยสาร ผมก็จะก่นด่าในใจ และจำได้ว่าครั้งนึงเคยโพสต์ลงเฟซบุ๊คด้วย แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่านั้น คิด(เอาเอง)ว่าถึงจะแจ้งทางการไปก็คงไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา ดังนั้นก็ช่างมันเถอะ แล้วมองหาแท๊กซี่คันถัดไป

เดี๋ยวนี้ เวลาเจอแท๊กซี่ไม่รับผู้โดยสาร ผมจะถ่ายรูปแท๊กซี่และทะเบียนเอาไว้ จดเอาไว้ในมือถือว่าเรียกตอนกี่โมงวันที่เท่าไหร่ จากที่ไหน จะไปที่ไหน และถ้าจำหน้าคนขับแท๊กซี่ได้ก็จะจดเอาไว้ด้วยเช่นอายุประมาณเท่าไหร่ ผิวขาวหรือผิวคล้ำเป็นต้น

เมื่อกลับถึงบ้านหรือเข้าออฟฟิศวันถัดมา ผมจะกูเกิ้ล “ร้องเรียนรถแท๊กซี่” ซึ่งลิงค์แรกจะพาเราเข้าไปที่เว็บกรมการขนส่งทางบก จากนั้นจึงคลิ้กเมนูด้านมุมซ้ายบน แล้วกรอกรายละเอียดลงไป โดยพยายามจะกรอกให้ครบถ้วนเพื่อให้ทางการแน่ใจว่าการร้องเรียนนี้ไม่ใช่การกลั่นแกล้งหรือเล่นสนุก

ที่สำคัญ สองข้อสุดท้ายจะมีให้ระบุว่าต้องการให้ติดต่อกลับเรื่องผลการร้องเรียนหรือไม่ พร้อมทั้งให้แจ้งเบอร์มือถือสำหรับส่ง SMS

ผมร้องเรียนมาทั้งหมดสี่ครั้ง และทุกครั้งก็จะได้ SMS ส่งกลับมาภายในเวลา 2-4 สัปดาห์ครับ

screenshot_20161007-083353

ต้องขอขอบคุณกรมการขนส่งทางบกที่ทำหน้าที่ได้อย่างขยันขันแข็ง ขอเป็นกำลังใจให้ และจะดียิ่งกว่านี้ถ้าเว็บร้องเรียนสามารถใช้งานได้ผ่านโทรศัพท์มือถือ เพราะผมเคยลองแล้วมันระบุวันที่เกิดเหตุไม่ได้ ต้องกรอกผ่านคอมพิวเตอร์เท่านั้น


สถานการณ์ที่สอง – โดนหลอกซื้อของออนไลน์
ฮีโร่ – สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) 

พอพูดถึงชื่อสคบ. หลายคนคงจะเบือนหน้าหนี เพราะขึ้นชื่อว่าร้องเรียนไปก็ไม่ได้ผลอะไรขึ้นมา

แต่ผมอยากให้ปรับความเชื่อกันใหม่นะครับ

แม่ผมโดนหลอกซื้อของออนไลน์ไปหกชิ้น ขายชิ้นละ 700 กว่าบาท แต่พอได้ของมาก็เห็นชัดๆ ว่าเป็นของจีนแดง พอเอาของอย่างเดียวกันนี้ไปเซิร์ชในเว็บอื่นๆ เขาก็ขายกันแค่ร้อยกว่าบาทเท่านั้น

พอโทร.ไปตามเบอร์ที่เขาให้มาในใบเสร็จ ก็ไม่มีคนรับสาย ผมลองสืบเสาะหาข้อมูลของบริษัทผู้ขาย จึงเห็นว่าเป็นเครือข่ายเดียวกับธุรกิจของชาวรัสเซียในพัทยาซึ่งเคยโดนตำรวจบุกจับไปแล้ว

ใจหนึ่งก็อยากยอมแพ้ แต่ก็รู้สึกเจ็บใจที่แม่โดนหลอกซื้อของ ก็เลยคิดว่า ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ลองร้องเรียนสคบ.ดูแล้วกัน

ผมก็เลยกูเกิ้ลคำว่า สคบ. แล้วลิงค์แรกก็จะพาเราไปที่เว็บของเขา จากนั้นก็คลิ้กปุ่ม “ร้องเรียนออนไลน์” ปุ่มเล็กๆ ด้านขวาบน ซึ่งจะพาเราไปที่ http://complain.ocpb.go.th/ (แต่ ณ วันที่เขียนบทความนี้มันขึ้น Error อยู่นะครับ) จากนั้นก็กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน โดยแนบรูปสินค้าและใบเสร็จไปให้ด้วย

อีกไม่กี่วันถัดมาผมก็ได้รับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่สคบ.ชื่อคุณรัศมี เพื่อคอนเฟิร์มเรื่องที่ร้องเรียนไป

แล้วผมก็ได้รู้ซึ้งถึงพลังของหน่วยงานราชการอย่างสคบ. เพราะวางหูจากคุณรัศมีไปไม่ถึงสิบนาที เจ้าหน้าที่จากบริษัทที่ขายของให้แม่ผมก็โทร.มาหา บอกว่าได้คุยกับเจ้าหน้าที่สคบ.แล้ว และจะรีบดำเนินเรื่องให้โดยเร็วที่สุด พร้อมทั้ง add LINE กันไว้เพื่อคุยต่อ

แต่เส้นทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบนะครับ เพราะผมต้องส่งของกลับไปให้เขาก่อน แล้วบริษัทก็เงียบไปอีกจนผมต้องตามทางไลน์ไปอีกหลายหน

อยู่มาวันหนึ่งผมก็หาไลน์ของบริษัทเขาไม่เจอ (จริงๆ แล้วเขาเปลี่ยนชื่อโปรไฟล์ แต่ช่วงนั้นผมเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือพอดีเลยค้นหาข้อความเก่าไม่ได้) ผมเลยโทร.หาคุณรัศมีอีกครั้ง ซึ่งเธอก็รับปากว่าจะช่วยตามเรื่องให้ พอผ่านไปไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ผมก็ได้เงินเข้าบัญชีสี่พันกว่าบาทครบถ้วนตามที่เสียไปครับ


นิทานสองเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

  • อย่าเอาภาพจำที่เรามีกับแบรนด์ต่างๆ (เช่น สคบ.) มาเป็นข้ออ้างให้เราไม่คิดจะติดต่อเขา
  • เพราะคนทำงานส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบก หรือเจ้าหน้าที่สคบ. เขาก็ย่อมอยากทำหน้าที่ของตัวเองให้มันดีกันทั้งนั้น
  • เราเองก็มี “หน้าที่” ในฐานะประชาชนและผู้บริโภค ที่ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้กับภาครัฐ และร้องเรียนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เพราะถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ก็เท่ากับเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเช่นกัน – If you are not part of the solution, you are part of the problem.

บทความนี้ผมเขียนขึ้นก็เพื่อจะให้กำลังใจกรมการขนส่งทางบกและสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งรู้สึกขอบคุณสำหรับการช่วยเหลือ และขอโทษที่ก่อนหน้านี้ผมเข้าใจผิดคิดไปเองว่า “ร้องเรียนไปก็เท่านั้น”

อีกจุดประสงค์หนึ่งก็เพื่อเชียร์คนอ่านหันให้ลองมาใช้สิทธิ์ของเราดู

เผื่อสังคมไทยจะหายจากโรคเรื้อรังนี้ได้ซักวันครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

นิทานขโมยกลับใจ

20161006_thief

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

อาจารย์บันไก ได้เปิดสอนวิปัสสนากรรมฐานขึ้นที่วัดของท่าน

เนื่องจากท่านเป็นอาจารย์เซ็นที่มีชื่อเสียง จึงมีนักศึกษามาจากทั่วสารทิศในประเทศญี่ปุ่น

ในจำนวนนักศึกษาที่มาศึกษานั้น มีผู้หนึ่งชอบประพฤติตัวเป็นขโมย ชอบขโมยทรัพย์สินของนักศึกษาด้วยกัน

วันหนึ่งถูกจับได้ พวกนักศึกษาโกรธแค้นมาก จึงนำเรื่องไปฟ้องร้องท่านอาจารย์บันไก แต่ท่านก็กลับนิ่งเฉย

ต่อมา นักศึกษาผู้นั้นก็ทำการขโมยของ และถูกจับได้อีก

พวกนักศึกษาจึงพากันไปกล่าวโทษอีก แต่ท่านอาจารย์กลับทำเป็นไม่สนใจ

คราวนี้พวกนักศึกษาโกรธมาก จึงยื่นคำขาดกับท่านอาจารย์บันไกว่า หากท่านอาจารย์ยังไม่ยอมชำระโทษหัวขโมยให้อีก พวกตนจะพากันออกจากสำนักทั้งหมด

เมื่อท่านอาจารย์บันไกได้อ่านคำฟ้องแล้ว ท่านก็ให้เรียกประชุมบรรดานักศึกษาทั้งหลาย และกล่าวว่า

“พวกเธอทั้งหลายที่ลงชื่อในหนังสือฟ้องร้องนี้ นับว่าเป็นคนฉลาดมาก เพราะเธอต่างก็รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรควรทำอะไรควรละเว้น หากพวกเธอประสงค์จะออกจากสำนักฉันไปศึกษาต่อที่อื่นฉันก็ยินดีให้เธอไปได้ตามแต่ใจปรารถนา แต่เจ้าเพื่อนขี้ขโมยที่น่าสงสารของเธอคนนี้ เขายังโง่เขลามาก ยังไม่รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด ถ้าหากฉันไม่สอนเขาแล้ว ใครล่ะจะเป็นผู้สอน เธอทั้งหลายจงเห็นใจเถิดที่ฉันต้องให้เขาอยู่กับฉันต่อไป”

พอท่านอาจารย์กล่าวจบลง นักศึกษาหัวขโมยก็ร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็กลับตัวเป็นคนดีไม่มีนิสัยชอบขโมยของอีกเลย


ขอบคุณนิทานจากเว็ประตูสู่ธรรม : ขโมยกลับใจ โพสท์ในเวปกองทัพพลังจิต โดยคุณ Kamen rider เมื่อ 10-01-2005

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com