อย่าร้องไห้เพราะมันจบลงแล้ว

20161016_dontcry

จงยิ้มเพราะมันได้เกิดขึ้นดีกว่า

Don’t cry because it’s over.
Smile because it happened.
-Unknown

วันนี้เป็นวันแรกในรอบสี่วันที่ผมไม่เสียน้ำตา

หนึ่ง เพราะตั้งใจเล่นเฟซบุ๊คให้น้อยลง

สอง เพราะออกไปข้างนอกมากขึ้น ทั้งไปจ่ายตลาดให้เจ้าตัวเล็ก และไปกินข้าวกับครอบครัวกันพร้อมหน้าพร้อมตา

สาม เพราะพระองค์ท่านคงไม่โปรดให้พสกนิกรของพระองค์หม่นหมองจนไม่เป็นอันทำอะไร

Don’t cry because it’s over.
Smile because it happened.

เมื่อเศร้าจนพอแล้ว ก็ขอให้ยิ้มออกมาเถิด

ยิ้มให้กับความโชคดีของตัวเอง ที่ได้เคยอยู่ภายใต้ร่มเงาของมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐถึงเพียงนี้

พรุ่งนี้วันจันทร์แล้ว ออกไปทำหน้าที่ของเราให้ถึงพร้อม เหมือนที่พ่อหลวงเคยทำให้ดูเป็นแบบอย่างกันนะครับ


ป.ล. นับจากวันเกิดเหตุ ผมเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปสามตอนคือ นิทานปาฏิหาริย์   9 บทเรียนจาก 3 วันที่ผ่านมา และ อย่าร้องไห้เพราะมันจบลงแล้ว  จากพรุ่งนี้ไป Anontawong’s Musings จะขอกลับเข้าสู่โหมดเดิมนะครับ อย่าให้เศร้าไปกว่านี้เลย

facebook.com/anontawongblog

anontawong.com/archives

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

9 บทเรียนจากสามวันที่ผ่านมา

20161015_9lessons

ยอมรับว่าชั่งใจอยู่นานครับว่าวันนี้จะเขียนบทความดีหรือไม่

เพราะใจมันหนักจนไม่อยากเขียนอะไรมาตั้งแต่ค่ำวันพฤหัสบดีแล้ว

แต่ตกเย็นใจเริ่มกลับมามีแรง และนึกขึ้นได้ถึงเรื่องพระมหาชนกที่ยังคงว่ายน้ำแม้มองไม่เห็นฝั่ง

จึงขอสรุป 9 บทเรียนที่ได้รับจากสามวันที่ผ่านมาครับ

1. ปัญหาของเรามันจิ๊บจ๊อย
เราทุกคนต่างมีปัญหาด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่ทำงานหรือปัญหาที่บ้าน แล้วเราก็จะบ่นกับคนโน้นคนนี้ว่าทำไมชีวิตมันถึงยากเย็นนัก

แต่เมื่อมองไปที่พระองค์ท่าน ปัญหาของเราจะกลายเป็นเรื่องขี้ผงไปทันที

เพราะไม่ว่าเราจะเจอปัญหาหนักหนาสาหัสแค่ไหน มันก็เป็นเรื่องของคนไม่กี่คน อีกปีสองปีต่อจากนี้มันแทบจะไม่มีผลอะไรกับชีวิตเราด้วยซ้ำ ขณะที่ปัญหาที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ต้องประสบมาตลอด 70 ปีแห่งการครองราชย์นั้นเป็นเรื่องของประเทศชาติและความเป็นอยู่ของพสกนิกรหลายสิบล้านคน

2. สิ่งที่ทำให้พระองค์ท่านเหนือกว่าคนอื่น
ด้วยความที่เราเทิดทูนพระองค์ท่านมาทั้งชีวิต เราอาจจะลืมไปว่า จริงๆ แล้วพระองค์ท่านก็มีร่างกายเหมือนกับเรา มีเรี่ยวแรงพอๆ กับเรา มีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่ากับเรา

ถึงเราจะแซ่ซ้องว่าพระองค์ท่านมีอัจฉริยภาพในหลายด้าน แต่ผมเชื่อว่า จริงๆ แล้วสิ่งที่ทำให้พระองค์ท่านแตกต่างจากคนทั่วไป คือความวิริยะอุตสาหะ

เพราะอะไรพระองค์ท่านถึงทรงงานดึกๆ ดื่นๆ ไม่มีวันหยุดราชการ ยอมเดินทางไปในถิ่นทุรกันดาร และทำทุกอย่างเพื่อพสกนิกรของพระองค์โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย?

3. เหตุผลของการดำรงอยู่
วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการ ว่า

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

เหตุผลของพระองค์ท่าน คือการสร้างประโยชน์สุขแก่มหาชนชาวสยาม

เมื่อเหตุผลแข็งแรง บวกกับความวิริยะอุตสาหะเหนือคนธรรมดา ผลลัพธ์จึงน่าอัศจรรย์ใจ

แล้วเหตุผลของเราล่ะ คืออะไร?

4. ความลับของการเป็นที่รัก
เราต่างก็อยากเป็นที่รักของคนอื่นกันทั้งนั้น

และเหตุการณ์นี้ได้เตือนใจผมอีกครั้งว่า การที่คนๆ หนึ่งจะเป็นที่รักและเคารพ ไม่ใช่เพราะหน้าตา ฐานะ หรือฐานันดร

แต่คนๆ หนึ่งจะเป็นที่รักเพราะเขาได้ทำอะไรเพื่อคนอื่นต่างหาก

5. ถ้าจะขอเป็นเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป ก็ต้องทำตัวให้ดีเสียแต่ชาตินี้
เห็นมีคนขึ้นสเตตัสและรูปโปรไฟล์ว่าจะขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป

แต่ของอย่างนี้ ใช่ว่าโพสต์ขึ้นเฟซบุ๊คแล้วจะได้ดั่งใจเสียหน่อย

ถ้าเราปรารถนาอย่างนั้นจริงๆ ก็ต้องกลับมาสำรวจตัวเองแล้วว่า วิถีชีวิตของเราในวันนี้มันเอื้อให้เราได้ไปเกิดในภพภูมิเดียวกับพระองค์ท่านในภายภาคหน้ารึเปล่า

ถ้ายังไม่เอื้อ ก็ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้ว

6. เรื่องบางเรื่องเอาไว้ทีหลังไม่ได้
น้องคนหนึ่งโพสต์สเตตัสนี้ไว้ในเฟซบุ๊ค

“ทั้งที่ชีวิตนี้โชคดีที่เกิดมาในรัชกาลที่ 9 แต่กลับไม่เคยได้เห็นในหลวงด้วยตาตัวเองหรือพยายามที่จะพาตัวเองไปในจุดที่มีโอกาสจะได้เห็นพระองค์ท่านเหมือนกับหลายๆ คน #เป็นความผิดพลาดที่ไม่มีทางแก้ไขได้อีก #เป็นบทเรียนอันล้ำค่า #เป็นความผิดพลาดที่ต้องไม่ให้เกิดขึ้นอีก”

ส่วนน้องอีกคนหนึ่งก็โพสต์ว่า

“เสียใจที่สุดคือ มีโอกาสที่จะพาพ่อไปลงนามถวายพระพรท่านที่ศิริราชหลายครั้ง ทุกครั้งพ่อบอกพาไปหน่อย อยู่ตรงไหน พ่ออยากไป แต่เราเลือกที่จะไม่ไป แล้วบอกพ่อว่า เดือนหน้าก็มา เดี๋ยวค่อยไป

เจ็บใจตัวเอง ที่ครั้งเดียวในชีวิตพ่อเราทำให้เค้าไม่ได้
ไปศิริราชเดือนหน้าก็ไม่มีท่านแล้ว เจ็บใจจริงๆ
ทำไม แค่นิดเดียวถึงเลือกที่จะไม่ไป”

ผมเองก็มีความรู้สึกไม่ต่างกัน

เป็นสิบปีมาแล้ว ที่ดูทีวีเห็นเขาจุดเทียนถวายพระพรที่สนามหลวง และมีความคิดว่าอยากจะไปยืนอยู่ตรงนั้นบ้างไม่ปีใดก็ปีหนึ่ง

แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ไป สุดท้ายก็สูญเสียโอกาสนี้ไปตลอดกาล

เรื่องบางเรื่องมัน “เอาไว้ก่อน” ไม่ได้จริงๆ

7. ถึงเวลาต้องโตได้แล้ว
จะว่าไปเราคนไทยก็เหมือนลูกแหง่

เมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรที่เราคิดว่าเริ่มยากเกินแก้ไข เราจะมองหา “พ่อ” ให้เข้ามาช่วยเสมอ

เพราะเราเชื่อว่าพ่อของเราแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง เหมือนกับที่ท่านเคยแก้วิกฤติให้บ้านเมืองมาแล้วหลายครั้ง

ตอนนี้พ่อไม่อยู่แล้ว จากนี้ไปเราต้องหัดพึ่งพาตัวเองให้มากขึ้น เข้มแข็งให้มากขึ้น ใช้สติปัญญาให้มากขึ้น

เพื่อจะได้แก้ปัญหาด้วยตัวเอง

เพื่อพ่อจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง

8. อย่าให้เหตุการณ์นี้สูญเปล่า
สามวันที่ผ่านมา เราคนไทยอยู่ในหัวอกเดียวกัน ได้แสดงความมีน้ำใจต่อกัน ได้มีเวลากลับไปอ่าน-ไปซึมซับเรื่องราวของพระองค์ท่าน

แต่ผมก็อดห่วงไม่ได้ว่า อีกสามเดือนหรือหกเดือน ผมจะลืมเรื่องราวเหล่านี้ไป และกลับไปใช้ชีวิตด้วยทัศนคติแบบเดียวกับตอนก่อนเกิดเหตุ

ผมได้แต่หวังว่า เหตุการณ์นี้จะทำให้ผมได้ทบทวนและเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นคนที่ดีกว่าเดิม เข้าใจโลกกว่าเดิม และใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับสิ่งที่พระองค์ท่านได้เป็นแบบอย่างให้เรามาตลอดหลายสิบปี

9. ชีวิตต้องดำเนินต่อไป
เย็นวันนี้ แดดร่มลมตก ผมกับแฟนจึงพาลูกนั่งรถเข็นไปเดินเล่นรอบหมู่บ้าน

เดินผ่านบ้านหลังหนึ่ง ได้ยินนกหลายตัวกำลังส่งเสียงจอแจอยู่ในพุ่มไม้

พอเงยหน้า ก็มองเห็นท้องฟ้าสีครามตัดกับแสงสีทองของพระอาทิตย์

ในวันที่คนไทยทั้งชาติกำลังโศกเศร้ากับการสูญเสีย พระอาทิตย์ยังคงส่องแสง และนกยังคงร้องเพลง

ราวจะบอกกับเราว่า ถ้าอยากร้องไห้ก็จงร้องไปเถอะ แต่เมื่อร้องจนหนำใจแล้ว ก็จงเช็ดน้ำตา แล้วลุกขึ้นมาทำหน้าที่ของเราต่อไป

มันทำให้ผมนึกถึงคำพูดประโยคหนึ่งที่เพื่อนผมได้แชร์เอาไว้ตั้งแต่คืนวันพฤหัสฯ

“อานนท์ ไม่ต้องเศร้าใจไปหรอก
พุทธะ อยู่ในทุกหนแห่ง
ในใบไม้ ในแม่น้ำ หรือว่าในแสงแดด

ลมที่สัมผัสตัวเจ้าก็คือพรจากเราอานนท์
เรายังอยู่ในดินทรายนี่ด้วยนะ

อานนท์ เราอยู่ในใจเจ้า เราอยู่ในตัวเจ้า
นอกกายเจ้า เราปกคลุมเจ้าจากทุกหนแห่ง”

พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก

ใช่แล้ว พระองค์ท่านไม่เคยจากเราไปไหน และจะไม่จากเราไปไหน

ตราบใดที่คนไทยไม่ทิ้งพระองค์ออกจากใจ บารมีและคุณงามความดีของพระองค์จะอยู่ดูแลแผ่นดินนี้ไปอีกนานแสนนาน

—–

facebook.com/anontawongblog

anontawong.com/archives

นิทานปาฏิหาริย์

20161014_miracle

 

 

 

 

 

 

 

 

ดาร์คมาต้องดาร์คกลับ?

20161012_dark

สองสามวันมานี้มีคลิปวีดีโอตัวหนึ่งที่ go viral (มีคนดู/คนแชร์สูง) นั่นคือคลิปเรื่อง “ขับรถ…อย่าไปเครียด” ของเพจ เครื่องเสียง รถยนต์ ชลบุรี Powersoundv9 ซึ่งมีคนดูไปแล้วกว่าหนึ่งล้านสามแสนครั้ง

เชื่อว่าคนดูคงชอบความแปลกใหม่ของ “แม่ญ่านาง” (เข้าใจว่าสะกดด้วย ญ.หญิง เพื่อให้ดูเก๋ไก๋) รวมทั้งเรื่องราวที่ใกล้ตัวที่คนไทยทุกคนเคยประสบมา

นั่นคือความไร้น้ำใจบนท้องถนน

เขาไม่ยอม เราก็ไม่ยอม

เขาจะเปลี่ยนเลน เราก็เร่งเครื่องปิดทางไม่ให้เขาเปลี่ยน

เขาปาดหน้ามา เราต้องปาดกลับ

เป็นการฟาดฟันที่ค่อนข้างไร้สาระ เพราะโอกาสสูงมากที่จะแพ้ทั้งคู่ และถึงจะมีใครชนะ มันก็ไม่ได้ช่วยให้เราไปถึงที่หมายเร็วขึ้น และถึงจะไปถึงที่หมายเร็วขึ้น เราก็เอาเวลาที่ได้มาไปผลาญกับไลน์หรือเฟซบุ๊คอยู่ดี

เรื่องราวของคลิปนี้ เริ่มต้นจากรถสองคันที่ไม่ยอมกัน คันหนึ่งเป็นเด็กแว้นๆ ส่วนอีกคันเป็นอาเฮียอายุประมาณ 40

ในจังหวะที่อาเฮียกำลังจะลงไปเอาเรื่องกับเด็ก จู่ๆ แม่ญ่านางก็โผล่มาเตือนสติและเสนอแนะวิธีการต่างๆ ที่จะช่วยให้ใจเย็นลง

จังหวะที่ผมชอบที่สุด เกิดในนาที 4:56

เมื่อไม่กี่วินาทีที่แล้ว จิตใจของอาเฮียและเด็กแว้นยังเต็มไปด้วยโทสะ

แต่หลังจากที่อาเฮียคิดได้ และตัดสินใจถอยรถเปิดทาง แววตาของเด็กแว้นก็เป็นประกายขึ้นมา

น้ำใจที่อาเฮียหยิบยื่นให้เด็กแว้น ได้ไปจุดประกายความดีงามที่อยู่ในใจเด็กแว้นด้วยเช่นกัน

และแม้คลิปจะจบลงตรงนี้ ผมก็นึกภาพออกเลยว่า ถ้าเด็กแว้นขับไปเจอรถคันอื่น เขาก็น่าจะมีน้ำใจเปิดทางให้คันอื่นบ้าง

Martin Luther King Jnr เคยกล่าวไว้ว่า

“Darkness cannot drive out darkness: only light can do that.
Hate cannot drive out hate: only love can do that.”

ความมืดไม่อาจทำลายความมืดได้ มีแต่แสงสว่างเท่านั้นที่ทำได้
ความเกลียดชังไม่อาจทำลายความเกลียดชังได้ มีแต่รักเท่านั้นที่ทำได้

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเจอคนอื่นดาร์คใส่ การที่เราจะดาร์คกลับนั้นเป็นเรื่องง่ายนิดเดียว ไม่ต้องใชสติปัญญาอะไรเลย

แต่คงจะดีกว่า ถ้าเราจะระลึกถึงคำพูดนี้ของลูเธอร์คิง และนึกถึงแววตาเป็นประกายของเด็กแว้นในคลิปหนังเรื่องนี้

เราทุกคนมีแสงสว่างในตัวเอง เอามันมาช่วยจุดประกายให้คนอื่นบนท้องถนนกันนะครับ


ขอบคุณรูปภาพและประกายความคิดจากคลิปเรื่อง “ขับรถ…อย่าไปเครียด” ของเพจ เครื่องเสียง รถยนต์ ชลบุรี Powersoundv9

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เคล็ดลับการทำงาน: จิบน้ำก่อนปากแห้ง

20161110_drymouth

สมัยเด็กๆ เวลาดูการ์ตูนโดราเอมอนภาคพิเศษ ถ้าพวกโดราเอมอนต้องเดินทางไกลด้วยคอปเตอร์ไม้ไผ่ โดราเอมอนจะเป็นคนคอยคุมจังหวะว่า ควรจะพักตอนไหน

เพราะถ้าบินยาวๆ โดยไม่พักเลย คอปเตอร์ไม้ไผ่จะแบตหมดเร็ว

ตอนนั้นผมไม่เคยเข้าใจเลยว่าการหยุดพักบ่อยๆ มันทำให้ใช้แบตได้ยาวนานขึ้นยังไง


คนที่ติดตามบล็อกของผมมาซักพัก อาจจะเคยได้อ่านตอนที่ผมเล่าถึงการวิ่งฮาล์ฟมาราธอนครั้งแรกของผม ที่กว่าจะวิ่งเข้าเส้นชัยได้ก็เล่นเอาหืดขึ้นคอ

หนึ่งในคำแนะนำที่มีประโยชน์ต่อการวิ่งคราวนั้นของผมอย่างมาก มาจากรุ่นน้องที่ชื่อพีธซึ่งวิ่งแทบจะเป็นอาชีพไปแล้ว

ตอนที่ผมซ้อมวิ่งในหมู่บ้าน ผมมักจะซ้อมวิ่งรวดเดียวจบแล้วค่อยกลับมาดื่มน้ำที่บ้าน ผมเลยถามพีธว่า ตอนวิ่งแข่ง ควรจะวิ่งไปไกลๆ ก่อนแล้วค่อยดื่มน้ำ หรือควรจิบน้ำตามสเตชั่นที่มีทุกสองกิโลเมตร

พีธรีบบอกผมทันทีว่า “จิบไปเรื่อยๆ เลยพี่ อย่าปล่อยให้ปากแห้ง”

เรื่องนี้สำคัญต่อการวิ่งอย่างมาก เพราะถ้าปล่อยให้ปากแห้ง ก็แสดงว่าร่างกายของเราเริ่มขาดน้ำแล้ว

ถ้าไม่ได้คำแนะนี้ ผมอาจจะวิ่งไม่ครบ 21 กิโลก็ได้


ผมเคยอ่านเจอมาว่า ถ้าเรามาทำงานแล้วรู้สึกว่าตอนบ่ายแก่ๆ ไม่เหลือเรี่ยวแรง หนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดอาการนี้ก็คือการลุยงานแบบไม่หยุดหย่อนในช่วงเช้า

ดังนั้น ถ้าอยากจะมีแรงทำงานได้ตลอดวัน เราจึงต้องคอยเตือนตัวเองเสมอๆ ว่าให้หยุดพักบ่อยๆ แม้ว่าเราจะยังไม่เหนื่อยก็ตาม

โดยเราอาจจะใช้เทคนิค Pomodoro ที่ทำงาน 25 นาที่ และหยุดพัก 5 นาที เป็นต้น


หยุดพักก่อนที่จะล้า

จิบน้ำก่อนที่ปากจะแห้ง

หยุดบินก่อนที่แบตจะหมด

ถนอมร่างกายของเราไว้ จะได้มีแรงทำงานได้อย่างตลอดรอดฝั่งครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com