คำถามที่สตีฟจ็อบส์ถามตัวเองทุกเช้า

20160705_jobsquestion

วันนี้มีคำแนะนำดีๆ จาก Inc.com มาเล่าสู่กันฟังครับ

บทความนี้เขียนโดย Minda Zetlin ชื่อบทความว่า Steve Jobs Asked Himself One Question Every Day. You Should Too

คำถามที่จ็อบส์ถามตัวเองทุกเช้า ถูกพูดถึงในสุนทรพจน์ที่จ็อบส์กล่าวในงานรับปริญญามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเมื่อปี 2005

“If today were the last day of my life, would I want to do what I am about to do today?” And whenever the answer has been “No” for too many days in a row, I know I need to change something.

“ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายในชีวิต ผมจะยังอยากทำในสิ่งที่ผมกำลังจะทำวันนี้หรือไม่ ถ้าคำตอบคือ “ไม่” ติดๆ กันหลายวัน ผมก็รู้ว่าถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างแล้ว”

ถ้าเราถามคำถามนี้ แล้วได้คำตอบว่า “ไม่” หลายๆ วันติดกัน แล้วเราควรจะทำอย่างไรดี?

มินดาให้คำแนะนำมา 5 ขั้นตอน

1. คิดดูว่า ถ้าเรามีโอกาสได้เลือกอีกครั้ง เราจะยังเลือกทำอาชีพนี้อยู่มั้ย (Decide if you would choose the career you already have.)

2. ถ้าคำตอบคือไม่ แล้วเรากำลังกลัวอะไรอยู่?  ถ้าคุณได้พรวิเศษให้ทำอะไรก็สำเร็จ คุณจะลองทำอะไรบ้าง? (What would you try if you knew you could not fail ) อยากเขียนหนังสือ? อยากเริ่มธุรกิจ? พอลองคิดว่าได้ทำสิ่งเหล่านี้แล้วมันทำให้หัวใจเราฟูฟ่องรึเปล่า? เรารักมันเพียงพอที่จะลงแรงและให้เวลากับมันรึเปล่า?

ถ้ารู้ว่าทำแล้วมีความสุข แต่เรายังไม่กล้าทำ นั่นอาจเป็นเพราะว่าเรากลัวล้มเหลว แต่สุดท้ายแล้ว ในวันหนึ่งที่เรามองกลับมา เราควรจะเห็นชีวิตที่สร้างขึ้นจากการกล้าตัดสินใจ ไม่ใช่เห็นแต่โอกาสที่พลาดไปเพราะมัวแต่กลัวโน่นกลัวนี่

3. จินตนาการถึงชีวิตในฝัน – ในชีวิตที่สมบูรณ์แบบ เราจะอยู่แบบไหน แต่ละวันเราจะทำอะไรบ้าง งานของเราคืออะไร แล้วมันสำคัญกับเรายังไง? จากนั้นก็ลองเปรียบเทียบชีวิตในอุดมคติกับชีวิตของเราตอนนี้ว่า มันแตกต่างกันอย่างไรบ้าง และเราพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อลดช่องว่างระหว่าง “โลกปัจจุบัน” และ “โลกในอุดมคติ” ของเรารึเปล่า

4. มองให้ออกว่ามีขั้นตอนอะไรบ้างที่จะพาตัวเราจาก “ตรงนี้” ไปถึง “ตรงนั้น” มีเป้าหมายรายทางอะไรบ้างที่เราต้องทำให้สำเร็จ อาจต้องไปลงเรียนเพิ่มรึเปล่า? ถ้าคิดไม่ออกว่าต้องทำอะไรบ้าง ก็ลองคุยกับคนที่เราเห็นว่ามีชีวิตดี๊ดีดู

5. เริ่มก้าวแรก ทำตอนนี้เลย อะไรก็ได้ที่ทำให้เราเข้าใกล้ชีวิตที่เราอยากมีขึ้นอีกหน่อย อาจจะเป็นเรื่องง่ายๆ อย่างการเข้ากูเกิ้ลเพื่อหาข้อมูล หรือเข้าเฟซคนที่เราชื่นชม หรือซื้อหนังสือซักเล่มก็ได้ สิ่งสำคัญคือขอให้เริ่มตั้งแต่วันนี้

ผมหวังว่าอ่านบทความนี้แล้วจะไม่เดินไปลาออกกับห้วหน้านะครับ! ความฮึกเหิมนั้นมีได้ แต่ต้องควบคู่กับสติด้วย ขอแนะนำให้อ่าน ก่อนจะลาออกไป Follow Your Passion จะได้ตัดสินใจไม่พลาดครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Inc.com Steve Jobs Asked Himself One Question Every Day. You Should Too by Minda Zetlin

ขอบคุณภาพจาก Youtube Image

อ่านบทความใหม่ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Box1B_300x250

หากโดนทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

20160704_hurt

คำถามก็คือทำไมเรายังยอมอยู่ได้?

Don’t ask why someone keeps hurting you.
Ask why you keep letting them.

-Anonymous

เหมือนที่เคยเล่าไปในตอนเหตุผลที่เราควรมีเมตตาว่า ที่เมืองนอกมีเด็กเกเรที่ชอบรังแกคนอื่น หรือที่เรียกกันว่า Bully

ลองคิดภาพว่าเราเองเป็นเด็กนักเรียนตัวเล็กๆ ที่ดันไปอยู่ห้องเดียวกับเด็กเกเรและโดนเขาแกล้งอยู่เป็นประจำ เราก็คงทุกข์ใจน่าดู

แต่เหตุผลเดียวที่เขายังแกล้งเราอยู่เรื่อยๆ ก็เพราะเขารู้ว่าเราไม่สู้

วิธีการแก้ปัญหา bully ที่ดีที่สุด คือลองสู้กับมันซักตั้ง สู้แบบกัดไม่ปล่อยเหมือนโนบิตะสู้กับไจแอนท์ในโดราเอเมอนตอนอวสาน 

ข้อดีของการเผชิญหน้ากับ Bully ก็คือ ครั้งเดียวก็เกินพอ

เพราะครั้งต่อไปถ้าเขาจะทำอะไรเราอีก เขาก็คงคิดหนักเหมือนกัน หันไปรังแกคนอื่นง่ายกว่าเยอะ

ในกรณีที่รู้ว่าสู้แล้วจะเดือดร้อนเกินไป ก็ลองมองหาทางออกอื่นๆ เช่นหลีกเลี่ยงไม่ต้องพบไม่ต้องเจอ หรือไม่ก็ขอความช่วยเหลือ

Don’t ask why someone keeps hurting you.
Ask why you keep letting them.

ถามตัวเองดีๆ เรากลัวอะไร ถึงปล่อยให้เขาทำร้ายเราอยู่แบบนี้

อาจจะพบว่า ที่เรายังยอม เพราะเรายังหวังประโยชน์จากเขาอยู่

“ประโยชน์” ที่ว่าอาจจะเป็นเรื่องของสิ่งที่จับต้องได้อย่างเงิน ลาภยศหรือสิ่งของ

หรืออาจเป็นประโยชน์ในเชิงอารมณ์ที่ว่า ถ้าเรายอม เขาจะยังรักและไม่ทิ้งเราไปไหน

แต่จริงๆ ถ้าทำร้ายกันแบบนี้ แม้ตัวจะอยู่แต่ใจก็ทิ้งขว้างไปเรียบร้อยแล้วไม่ใช่เหรอ?

เลิกหวังประโยชน์จากเขาได้เมื่อไหร่ เราก็จะเลิกกลัวแล้วตัดสินใจทำอะไรซักอย่าง

เพราะเขากับเราก็คนเท่าๆ กัน

อย่าปล่อยให้มารังแกกันอยู่เลย


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

3 ทางเลือกในการรับมือเรื่องที่ไม่ชอบ

20160414_3ways

เรียงจากง่ายไปยาก:

1. Avoid – หลีกเลี่ยง
2. Accept – ยอมรับ
3. Adjust – ปรับเปลี่ยน

ยกตัวอย่างเช่น เรามีเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่พูดจาไม่ค่อยดี คุยกันทีไรเสียอารมณ์ทุกที

วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะรับมือกับเพื่อนร่วมงานคนนี้ก็คือหลีกเลี่ยงไม่ต้องคุยหรือไม่ต้องสุงสิงกับคนๆ นี้ให้มากที่สุด

แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ยังไงก็ต้องเจอเขา วิธีถัดมาก็คือการยอมรับในตัวตนว่า เขาก็เป็นของเขาอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เราเป็นใครถึงจะไปหวังว่าเขาจะพูดจาดีกับเราเพียงคนเดียว

และถ้าสุดท้าย เลี่ยงก็ไม่ได้ จะทำใจยอมรับก็ทำไม่ได้อีก ก็เหลือวิธีที่ยากที่สุดคือปรับเปลี่ยน โดยอาจจะเป็นการเปลี่ยนที่เพื่อนร่วมงานคนนี้หรือเปลี่ยนที่ตัวเราเองก็ได้

เปลี่ยนเพื่อนร่วมงานโดยหาทางบอกกับเขา ไม่ว่าจะโดยตรงหรือผ่านใครซักคนที่เพื่อนคนนี้อาจจะยอมรับ

หรือเปลี่ยนที่ตัวเองด้วยการย้ายโปรเจ็คหรือย้ายทีม (แต่หวังว่าคงไม่ถึงขั้นต้องย้ายบริษัทนะ)

Avoid – Accept – Adjust น่าจะเป็นวิธีที่ใช้ได้กับแทบทุกสถานการณ์ในชีวิตเลยทีเดียว

จะหลีกเลี่ยง ยอมรับ หรือปรับเปลี่ยน ลองเลือกใช้ดูนะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Shine: How to Survive and Thrive at Work by Chris Baréz-Brown

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

กฎ 40% ของหน่วย SEAL

20160704_40percent

วันนี้มีเรื่องน่าสนใจจากเว็บ Bigthink.com มาเล่าให้ฟังครับ

มาจากบทความชื่อ Navy SEALs Have a ’40 Percent Rule’ and It’s the Key to Overcoming Mental Barriers เขียนโดย Jesse Itzler

ผมเองเคยแต่ได้ยินว่าหน่วย SEAL นี่เป็นทหารขั้นเทพมากๆ พอมาหาข้อมูลเพิ่มเติมถึงรู้ว่า SEAL ย่อมาจาก SEa, Air, Land นั่นหมายถึงหน่วยงานที่สามารถปฏิบัติการได้ทั้งทางน้ำ ทางอากาศ และทางบกนั่นเอง

ชื่อภาษาไทยของหน่วย SEAL คือ หน่วยทำลายใต้น้ำจู่โจม  และก่อนจะเป็นหน่วย SEAL ได้ต้องผ่านการฝึกหฤโหดเจ็ดเดือนเต็มๆ ไปดูภาพการฝึกได้ที่เว็บพันทิปที่คุณ BR Style เขียนแชร์ไว้ครับ

มาเข้าเรื่องกันบ้าง

เจสซี่ได้พบกับทหารจากหน่วยซีลครั้งแรกในวันที่ไปแข่งวิ่ง 100 ไมล์ หรือประมาณ 160 กิโลเมตร (ประมาณสี่เท่าของระยะทางวิ่งมาราธอน)

เจสซี่ไปวิ่งแบบผลัดกับเพื่อน โดยทั้งทีมมี 6 คน (แสดงว่าวิ่งกันละประมาณ 25 กิโลเมตร)

แต่ทหารจากหน่วยซีลที่เจสซี่เจอในวันนั้นวิ่ง 160 กิโลเมตรด้วยตัวคนเดียว!

ระหว่างทางที่วิ่ง กระดูกเท้าชิ้นเล็กๆ ของนายทหารคนนี้แตกไปหลายชิ้น แถมยังเจอภาวะไตล้มเหลวอีกต่างหาก แต่สุดท้ายเขาก็วิ่งเข้าเส้นชัยได้

เจสซี่ประทับใจชายคนนี้มาก (ผมขอเรียกเขาว่านายซีลแล้วกันนะ) เลยคุยกับนายซีลและขอให้เขามาพักอยู่ที่บ้านซักระยะเพราะเจสซี่เชื่อว่าน่าจะได้เรียนรู้อะไรมากมาย

แค่วันแรกที่ได้เจอกัน เจสซี่ก็ได้บทเรียนสำคัญแล้ว

นายซีลถามเจสซี่ว่า โหนบาร์ (pull-ups)  ได้กี่ครั้ง เจสซี่ตอบว่าทำได้ไม่เยอะหรอกเพราะโหนบาร์ไม่เก่ง

นายซีลเลยบอกให้เจสซี่ลองทำดู เจสซี่ทำได้ 8 ครั้งก็หมดแรง

ลงมาพักได้ 30 วินาที นายซีลก็บอกว่า ลองใหม่

คราวนี้เจสซี่โหนบาร์ได้ 6 ครั้งก็หมดแล้ว

พักได้อีก 30 วินาที นายซีลก็บอกว่า ลองใหม่

เจสซี่ทำได้อีกแค่ 4 ครั้งก็ลงไปกอง

แล้วนายซีลก็บอกเจสซี่ว่า เอาล่ะ เราจะยังไม่ไปไหนจนกว่าคุณจะโหนบาร์อีก 100 ครั้ง

100 ครั้ง??!!

เจสซี่ทักท้วงว่า สงสัยคงต้องอยู่กันทั้งคืนแล้วล่ะ เพราะแขนเขาไม่มีแรงเหลือแล้วจริงๆ

แต่นายซีลก็ยังยืนยันให้เจสซี่ลองทำดู

เจสซี่จึงจำใจกัดฟันโหนบาร์ทีละครั้ง สองครั้ง

และสุดท้ายเจสซี่ก็ทำครบ 100 ครั้งจริงๆ

นายซีลเลยกล่าวประโยคนี้กับเจสซี่

“When your mind is telling you you’re done, you’re really only 40 percent done.”

ตอนที่ใจคุณบอกว่าหมดแรงแล้ว จริงๆ แล้วคุณหมดไปแค่ 40% เอง

และนั่นคือกฎ 40% ที่หน่วยซีลในสหรัฐอเมริกายึดถือกัน

อาจเป็นเพราะว่าหน่วยซีลได้ผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงจนรู้แล้วว่า ร่างกายมนุษย์เรานั้นมีพลังสำรองมากกว่าที่เราคิด

เจสซี่ยังบอกอีกว่า ในอเมริกานั้น คนที่ลงแข่งมาราธอนถึง 99% วิ่งจนถึงเส้นชัย

เป็นเรตที่สูงอย่างไม่น่าเชื่อ

เจสซี่บอกว่า นักวิ่งส่วนใหญ่ที่วิ่งไปประมาณครึ่งทางจะเจอ “กำแพง” ที่คิดว่าตัวเองไม่สามารถข้ามได้ และคิดจะล้มเลิกกลางทาง

แต่สุดท้ายร่างกายก็ยังไปต่อได้ และก็ลากสังขารตัวเองไปจนถึงเส้นชัยจนได้


กฎ 40% จะว่าไปก็น่าทึ่ง แต่มันก็อันตรายเช่นกัน เพราะถ้าเราหักโหมมากเกินไปก็อาจจะบาดเจ็บได้

แต่อย่างน้อยเราก็ควรจะ “ทด” ตัวเลข 40% นี้ไว้ในใจ

เพราะในวันที่เราบอกตัวเองว่า “ไม่ไหวแล้ว” เราจะได้ฉุกคิดได้ว่า “เอ…หรือจริงๆ เรายังไหว?”

เพราะเพิ่งจะ 40% เอง

เราอาจไปไม่ถึง 100% เพราะกลัวอันตราย

แต่ถ้าจะไปให้ถึง 50% หรือ 60% ก็เป็นวิสัยที่เราจะทำได้ไม่ใช่หรือ?


ขอบคุณเรื่องจาก Bigthink.com: Navy SEALs Have a ’40 Percent Rule’ and It’s the Key to Overcoming Mental Barriers

ขอบคุณข้อมูลจาก Pantip.com: หน่วย SEAL ของไทย ที่อยากให้ใครหลายคนดู โดย BR Style

(UPDATE 11 Aug 2017) หากคุณเป็นคนที่ชอบ “เล่นเกมยาว” และเบื่อหนังสือประเภท รวยเร็ว รวยลัด ฯลฯ อยากจะบอกว่าหนังสือ  Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ของผมวางแผงแล้วที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S และศูนย์หนังสือจุฬานะครับ! >> bit.ly/tgimannounce

TGIM_HardCopies

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Banner468x60ver1.jpg

ไม่วุ่นก็ว่าง

20160702_void2

ถาม: แล้วต้องทำอย่างไร เพื่อให้ว่างที่ใจ ในสถานการณ์ที่คุณไม่ว่าง
ตอบ: ในขณะที่ข้างนอกมันวุ่นวาย จะทำยังไงให้ใจมันว่าง ก็อย่าไปวุ่นกับมันสิ ลองไม่ไปวุ่นกับความวุ่นดูสิ สมมติว่ามีอะไรวุ่นอยู่ ส่วนใหญ่เราก็จะไปวุ่นกับมันเพื่อให้มันว่าง มันจะได้จบไป เรื่องนี้จะได้เสร็จ จะได้ไม่ต้องวุ่น จะได้ว่าง แต่เรามักจะลืมไปว่า ทันทีที่เราเข้าไปวุ่นนั้น เราไปเพิ่มความวุ่นอีกหนึ่งหน่วยทันที ส่วนใหญ่ก็ไม่ว่าง ปัญหานั้นก็ไม่ถูกแก้ ก็จะวุ่นต่อไปๆ เป็นวงจรไปเรื่อยๆ โอเค วงจรนี้คลี่คลาย แต่ขณะเดียวกันเราก็สร้างวงจรใหม่โดยไม่รู้ตัว ดังนั้น เมื่อไหร่ที่เกิดความวุ่น เราอย่าาไปวุ่นกับมัน ลองสังเกตตัวเองดูก่อนว่าเราอยากไปวุ่นกับมันรึเปล่า ถ้ามีความไปวุ่นกับมันให้อยู่นิ่งๆ ก่อน ให้ความอยากไปวุ่นมันหายไปก่อน มันมาเอง เดี๋ยวมันก็ไปเอง เมื่อความอยากไปวุ่นมันหายไป ตรงนั้นสมมติเรียกว่าว่างก็ได้ พอเราไม่วุ่นก็ว่าง แล้วสิ่งดีงามจะเกิดขึ้น ปัญญาจะเกิดขึ้น ทางออกจะเกิดขึ้น เราจะเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น

– ธเนศ วรากุลนุเคราะห์
a day BULLETIN issue 371 31 Aug – 6 Sep 2015
เรือง ประพัฒน์ สกุณา, วสิตา กิจปรีชา
ภาพ กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร


พอพูดถึงคำว่า “ความว่าง” คุณคิดถึงอะไรบ้าง?

สำหรับผม ผมคิดถึงความว่างในสามลักษณะ

ความว่างทางกายภาพ

ความว่างทางเวลา

และความว่างทางจิตใจ

ซึ่งเราเหมือนจะมีสามความว่างนี้น้อยลงทุกที

ความว่างทางกายภาพเราน้อยลง เพราะว่าเรามีความเป็นคนเมืองมากขึ้น อยู่ที่ทำงานก็เจอแต่โต๊ะทำงานตั้งเรียงกันเป็นแถว อยู่บนรถไฟฟ้าก็มีแต่คนยืนเบียดเสียด กลับมาถึงห้องที่คอนโดก็แทบไม่มีความว่างให้เห็นอีกเช่นกัน

ความว่างทางเวลาของเราก็น้อยลง ทั้งๆ ที่เราก็มีเทคโนโลยีให้ประหยัดเวลามากกว่าแต่ก่อนตั้งมากมาย เรามีอีเมล์ที่เร็วกว่าจดหมาย เรามีเตาไมโครเวฟซึ่งเร็วกว่าเตาถ่าน เรามีเครื่องดูดฝุ่นที่ทำงานได้เอง แต่ทำไมเราก็ยังรู้สึกว่ายังไม่ค่อยมีเวลาว่างอยู่ดี?

หรือเป็นเพราะว่าเราขาดความว่างทางจิตใจ? มีจังหวะเมื่อไหร่ต้องหยิบมือถือขึ้นมาดูเพื่อจะส่องเฟซ อ่านข่าว ตอบไลน์ เล่นเกมส์ ดูซีรี่ส์ ข้างในของเราก็เลยเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารความบันเทิงจนไม่เหลือพื้นที่ว่างเลย

เราเน้นประสิทธิภาพและการกอบโกยเกินไปรึเปล่า?

ต้องทำให้เร็วขึ้น ต้องมีให้มากขึ้น ต้องแสวงหาตลอดเวลา

จนบางทีเราก็ลืมถามว่า จะรีบไปไหน มีเยอะเท่าไหร่ถึงจะพอ และเรากำลังแสวงหาอะไรกันแน่

ผมเชื่อว่าที่เรากำลังรีบๆ วุ่นๆ จนไม่ว่างอยู่นี้ ก็เพราะว่าเราอยากมีความสุข

ความคุ้นชินของจิตเราก็คือ ยิ่งได้เสพยิ่งมีความสุข ยิ่งได้สำเร็จยิ่งมีความสุข

แต่มันก็ยังมีความสุขอีกแบบหนึ่ง

สุขจากการที่ไม่ได้มาจากการเสพ หรือความสำเร็จใดๆ

สุขจากการที่นั่งอยู่เฉยๆ และปล่อยให้ความว่างเข้าครอบครองกายและใจ

“พอเราไม่วุ่นก็ว่าง แล้วสิ่งดีงามจะเกิดขึ้น ปัญญาจะเกิดขึ้น ทางออกจะเกิดขึ้น”

ใช่ บางทีเราก็วุ่นจนไม่มีเวลามาไตร่ตรองว่าเรากำลังวุ่นไปเพื่ออะไร

ลองหยุดทำ กลับมาอยู่กับตัวเอง แล้วหัดนั่งเฉยๆ ดูบ้าง

แล้วความว่างนั้นอาจนำสิ่งดีงามมาให้นะครับ


ขอบคุณเรื่องและภาพจาก a day BULLETIN issue 371 31 Aug – 6 Sep 2015

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่