ระบบทำลายตัวเอง

20160714_selfdestruct

หนึ่งในฉากเปิดหนังฮอลลีวู้ดที่ผมประทับใจมากที่สุดคือฉากจากหนังเรื่อง Mission Impossible 2 ที่แสดงนำโดยทอม ครูซ

พระเอกไปพักผ่อนด้วยการปีนหน้าผาด้วยตัวคนเดียวและไม่มีอุปกรณ์เสริม

พอปีนขึ้นไปถึงยอดได้ไม่ทันไร ก็มีเฮลิคอปเตอร์บินผ่านมาแล้วยิงมิซไซล์ลูกเล็กๆ มาปักอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากจุดที่พระเอกยืน

พอพระเอกเดินไปบิดท้ายลูกมิซไซล์ ก็มีแว่นตากันแดดโผล่ขึ้นมา

เมื่อใส่แว่นตาแล้ว พระเอก็ได้ยินเสียงและรูปภาพของ Mission ชิ้นใหม่ที่พระเอกจะต้องทำ

พอฟังจบ ก็มีเสียงผู้หญิงสวยๆ พูดขึ้นมาว่า “This message will self-destruct in 5 seconds” – ข้อความนี้จะทำลายตัวเองใน 5 วินาที

พระเอกบ่นเล็กน้อย ถอดแว่นตากันแดดออกอย่างเท่ๆ แล้วโยนทิ้งในจังหวะที่แว่นตาระเบิดเป็นเสี่ยงๆ


ที่ผมประทับใจฉากนี้เพราะว่าแว่นตากันแดดนี้มันเท่ชะมัด

มีทั้งรูปภาพและเสียง แถมยังทำลายตัวเองได้อีก

สิ่งที่ทำให้ผมนึกถึงฉากนี้ขึ้นมา เพราะเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพิ่งรู้ตัวว่าผมเองก็มีระบบทำลายตัวเองเหมือนกัน

ทำลายตัวเองด้วยความคิด

ความคิดเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์เจริญก้าวหน้ากว่าสิ่งมีชีวิตใดบนโลกใบนี้

แต่ความคิดก็เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ทำร้ายตัวเองได้มากกว่าสัตว์ชนิดใดบนโลกใบนี้เหมือนกัน

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราตกอยู่ในอารมณ์น้อยใจ/เสียใจ/ร้อนใจ ระบบทำลายตัวเองจะเริ่มทำงานทันที

ทั้งภาพและเสียงที่เป็นพลังงานลบจะประเดประดังเข้ามาไม่หยุดหย่อน และถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่ได้ทำให้ร่างกายเราระเบิดเป็นเสี่ยงๆ แต่มันก็ทำให้เราร้อนรุ่มไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวเท่าไหร่

วิธีเดียวที่จะหยุดระบบทำลายตัวเองได้ คือต้องหัดมีสติบ่อยๆ

อาจจะด้วยการกลับมาอยู่กับลมหายใจหรือความรู้สึกของเท้าที่เหยียบพื้นอยู่

สำหรับคนที่โดนทำร้ายด้วยความคิดตัวเองบ่อยๆ การหัดมีสติคงไม่ใช่เรื่องง่าย

แต่มันก็ไม่ใช่ Mission Impossible ซะทีเดียวนะครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจากPixabay.com

นิทานรถยนต์ชนกัน

20160714_carcrash

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

กลางดึกคืนหนึ่งในเมืองลอนดอน

เกิดเหตุรถยนต์ชนกัน

รถทั้งสองคันพังยับเยิน แต่คนขับรถกลับไม่ได้รับอันตรายทั้งคู่

คนหนึ่งเป็นหญิงสาวหน้าตาดีวัยยี่สิบปลายๆ นามเจนนี่ ส่วนเจ้าของรถอีกคันคือชายหนุ่มอายุไล่เลี่ยกันชื่อมาร์คัส

เมื่อเจนนี่เห็นคู่กรณีปีนออกมาจากรถ จึงเริ่มชวนคุยทันที

“รถชนกันแรงขนาดนี้แต่เราทั้งคู่กลับไม่เป็นอะไรเลย ฉันว่าพระเจ้าคงต้องการให้เรารอดชีวิตและเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันแน่ๆ”

“ใช่ๆ ผมก็คิดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน”

“ดูสิ ทั้งๆ ที่รถฉันพังยับเยิน แต่ขวดไวน์ที่อยู่ท้ายรถกลับไม่แตก ฉันว่าพระเจ้าคงอยากให้เราดื่มฉลองมิตรภาพใหม่ของเราแน่ๆ”

มาร์คัสพยักหน้าเห็นด้วย เจนนี่จึงเปิดขวดไวน์ยื่นให้มาร์คัสรับไปกระดกอย่างยินดีก่อนยื่นขวดให้เจนนี่

เจนนี่ปิดฝาขวดไวน์แล้วยื่นขวดคืนให้มาร์คัส

“คุณไม่ดื่มฉลองด้วยกันเหรอครับ?”

“ไม่ล่ะค่ะ ฉันขอรอตำรวจดีกว่า :D”


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Amiya Raut’s answer to What are the disadvantages for men of dating highly intelligent women?  

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ไม่มีใครไร้เหตุผล

20160714_unreasonable

ไม่มีใครตื่นนอนขึ้นมาแล้วบอกตัวเองว่า “วันนี้เราจะใช้ตรรกะวิบัติให้สุดความสามารถเลย”

ในการกระทำที่ดูเหมือนไร้เหตุผล มันมีเหตุผลรองรับทั้งนั้น

ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าจอมบงการ

หรือแฟนขี้หงุดหงิด

หรือคนที่ชวนทะเลาะ

หรือคนที่ยังรักทักษิณ

หรือคนที่ยังเชียร์ทหาร

หรือคนที่โหวตให้อังกฤษออกจากยุโรป

หรือคนที่อยากให้โดนัลด์ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี

เวลาเห็นใครทำอะไร(ดู)ไร้เหตุผล เรามักตัดสินว่าคนๆ นั้นโง่หรือเป็นคนเลว

ซึ่งก็ง่ายดี

แต่ไม่ค่อยมีประโยชน์

เพราะการด่าอีกฝ่ายว่าโง่ให้พวกตัวเองฟัง ก็เหมือนการเติมน้ำเค็มลงทะเล

แต่ถ้าเรากลับมาตั้งต้นที่ความเชื่อที่ว่า

  • ทุกคนล้วนมีเหตุผล แต่บางครั้งอาจเป็นเหตุผลที่เรายังไม่เข้าใจ
  • ทุกคนมีพื้นเพและความเชื่อที่ต่างกัน และนั่นคือสิ่งที่ทำให้โลกน่าสนใจ
  • ไม่มีคนไม่ดี มีแต่คนดีกับคนที่ยังเรียนรู้ไม่พอ

วิธีนี้จะช่วยให้เราระลึกได้บ่อยๆ ว่าเราอาจจะผิดก็ได้

เพราะอันตรายในโลกนี้ไม่ได้เกิดจากความไม่รู้

แต่เกิดจากความมั่นใจว่าเรารู้อะไรอย่างถ่องแท้แล้วต่างหาก


เขียนบทความนี้หลังจากอ่านบล็อกของ Seth Godin: No one is unreasonable  

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

เกณฑ์วัดว่าเราควรหยุดได้หรือยัง

20160712_criterion

คำโบราณเขาบอกว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น

แต่คำโบราณก็บอกด้วยว่า ความพยายามเป็นเรื่องของมนุษย์ ความสำเร็จเป็นเรื่องของฟ้าดิน

กับเรื่องบางเรื่องที่ต้องลงแรงและมีแรงเสียดทานมากมาย เราจะตัดสินใจได้อย่างไรว่าควรจะหยุดหรือควรจะไปต่อ?

บางทีตัวชี้วัดอย่างหนึ่งที่จะช่วยได้ก็คือ – ถ้าหยุดตอนนี้ เราจะภูมิใจรึเปล่า?

ยกตัวอย่างเวลาผมซ้อมวิ่ง ถ้าวันนี้ผมตั้งใจว่าจะวิ่งให้ได้ 5 กิโลเมตร แต่พอวิ่งไปได้ซักสามกิโลเมตรแล้วมันเหนื่อยกว่าที่คิด

สมองของผมก็จะเริ่มหาเหตุผลร้อยแปดพันเก้ามาสร้างความชอบธรรมให้ผมหยุดวิ่ง – แดดแรงเกินไป รองเท้ากัด ท้องมันจุกๆ เมื่อคืนนอนไม่พอ ฯลฯ

แต่พอถามคำถามง่ายๆ ว่า ถ้าผมหยุดวิ่งตอนนี้ ผมจะภูมิใจกับตัวเองรึเปล่า

คำตอบคือไม่ – เพราะรู้ว่าจริงๆ เรายังไปไหว ผมก็เลยต้องวิ่งต่อไปจนกว่าจะครบ 5 กิโลตามที่ตั้งใจไว้

การวิ่งออกกำลังกายนั้นตัดสินใจได้ง่ายเพราะมีตัวเลขชัดเจน

แต่กับโปรเจ็คที่เราลงทุนลงแรงมายาวนาน และยังไม่รู้ว่าจะสำเร็จเมื่อไหร่ล่ะ?

ผมว่าเกณฑ์นี้ก็ยังใช้ได้อยู่นะ

ถ้าเราล้มเลิกและหยุดทำโปรเจ็คนี้ เราจะภูมิใจรึเปล่า?

ถ้าไม่ภูมิใจ แสดงว่าลึกๆ แล้วเรารู้ว่ายังไปได้อีก ยังมีอะไรที่ควรทำแต่ยังไม่ได้ทำ

แต่ถ้าเราตอบได้ว่า ถึงแม้จะต้องล้มเลิกโปรเจ็คนี้ เราก็ยังภูมิใจ เพราะรู้ว่าได้ทำสุดความสามารถแล้ว

ก็ไม่ต้องรู้สึกผิดที่จะหยุด และให้โอกาสตัวเองได้ลองทำสิ่งใหม่ โดยไม่ต้องกังวลว่าคนอื่นจะมองเรายังไง

เพราะอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา

คนที่ตอบได้มีแค่คนเดียวครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ม้าตีนต้น-ม้าตีนปลาย

20160711_horse

ช่วงนี้ใครขับรถเส้นพระราม 4 หรือนราธิวาส-ราชนครินทร์อาจจะเห็นป้ายโฆษณาเครื่องสำอางที่มีคุณเจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณเป็นพรีเซ็นเตอร์

แฟนผมบอกว่าเจ้าของเครื่องสำอางยี่ห้อนี้เป็นเพื่อนสมัยเรียนป.ตรีของเธอ ซึ่งตอนที่อยู่ในห้องเรียนก็ไม่ได้เป็นเด็กที่ได้คะแนนท๊อปของห้อง เรียนบ้างเล่นบ้างตามประสาเด็กผู้หญิงธรรมดาทั่วไป แต่พอจบมาแล้วเริ่มไปเปิดร้านขายเครื่องสำอางที่ต่างจังหวัดแล้วขายดีมาก จนเริ่มเข้ามาขายในกรุงเทพและทำเครื่องสำอางแบรนด์ของตัวเอง

 


 

ที่บริษัทของผมจัดงานมินิมาราธอนมาสี่ครั้งแล้ว โดยเราจะจัดงานกันที่สวนลุมพินีในเย็นวันธรรมดาแล้วชวนเพื่อนพนักงานไปวิ่งด้วยกัน ใครวิ่งครบสองรอบตามเวลาที่กำหนดก็จะได้เหรียญที่ระลึกไป และรายได้ทั้งหมดจากการขายเสื้อเราจะมอบให้การกุศล

สองปีแรกที่จัดงานมีฝรั่งชื่อแกรมได้ครองแชมป์ถึงสองครั้ง (ปีที่สามเขาป่วยเลยไม่ได้ลงแข่ง และปีที่สี่เขาไปทำงานที่อื่นแล้ว)

ผมเคยคุยกับแกรม เขาบอกว่าตอนออกตัว เขาจะดีใจมากถ้ามีนักวิ่งหลายคนวิ่งแซงเขาไป

เพราะเขารู้แล้วว่าคนพวกนี้มักจะวิ่งเร็วเกินไป และจะหมดแรงก่อนวิ่งครบสองรอบ ซึ่งเขาก็มั่นใจว่าเขาจะกลับมาแซงนักวิ่งใจร้อนพวกนี้เพื่อเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่ง

อันนี้ผมรู้ดีว่าเขาพูดแล้วทำได้จริง เพราะผมเองก็เคยโดนเขาแซงเหมือนกัน!

 


 

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว สมัยเรียนอยู่ปี 4 ผมเคยไปร่วมงานมินิมาราธอนที่จัดที่บางแสน (หรือพัทยาไม่แน่ใจ) โดยมีเด็กมหาลัยผมไปร่วมหลายคน

จำได้ว่าผมวิ่งไปพร้อมๆ กับ “ต้อง” น้องรหัส พอผ่านไปได้สามสองสามกิโลเมตร สปีดเขาก็ตกลง ผมเลยบอกเขาว่า ไม่ต้องรีบนะ วิ่งไปตามจังหวะของเรา – go at your own pace

จากนั้นเราก็แยกกันวิ่ง และไปถึงเส้นชัยทั้งคู่

 


 

เวลาที่เรามองไปรอบตัว เราอาจเห็นหลายคนที่เรียนจบมาพร้อมกัน แต่ดูเขาเจริญรุ่งเรืองกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหน้าที่การงาน ชีวิตครอบครัว ฐานะทางการเงิน หรือฐานะทางสังคม

จนบางทีเราก็อดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่า ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น

ทั้งๆ ที่เราก็ขยันทำงานเหมือนกัน สติปัญญาของเราก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาซะหน่อย

ผมว่าบางทีเราอาจจะอธิบายได้ด้วยแนวคิดที่ว่า บางคนเป็นม้าตีนต้น บางคนเป็นม้าตีนกลาง และบางคนก็เป็นม้าตีนปลาย

ที่เขาวิ่งนำหน้าเราฉิวๆ นั้น เราไม่รู้หรอกว่าเขาผ่านอะไรมาบ้าง และกำลังประสบกับอะไรอยู่บ้าง

เขาอาจจะแซงหน้าเราในบางเรื่อง แต่ใครจะรู้ว่าด้านที่เขาไม่ได้เปิดเผยนั้น เขาอาจจะตามเราอยู่ก็ได้

หลายสิ่งหลายอย่างที่เราทำ อาจจะยังไม่เห็นผลในวันนี้ แต่ขอให้เชื่อว่า ถ้ายังหมั่นรดน้ำพรวนดิน ยังไงซะมันก็จะผลิดอกออกผลในวันหน้า

จึงไม่มีความจำเป็นต้องไปแข่งกับคนอื่น เพราะถ้าเราคิดเปรียบเทียบ ใจก็ขุ่นเปล่าๆ

เพราะชีวิตคือการวิ่งมาราธอน

จุดประสงค์จึงไม่ใช่เพื่อเอาชนะใคร แต่เป็นการประคับประคองตัวเองให้วิ่งได้จนจบการแข่งขัน

ถ้าเรามัวแต่กลัวว่าจะตามคนอื่นไม่ทัน และรีบเร่งฝีเท้า เราอาจจะเหนื่อยจนหมดแรงก่อนก็ได้

ทางที่ดีที่สุดคือวิ่งในสปีดที่เหมาะกับตัวเอง – go at your own pace

ถ้าไม่นอกลู่นอกทางหรือหันหลังกลับ

ยังไงก็ถึงเส้นชัยแน่นอน


(UPDATE Sep 2017: ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise