เมื่อเลือกไม่ถูกให้เสี่ยงเหรียญ

20160720_coin

วันนี้มีเทคนิคหนึ่งที่อาจจะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นในยามที่เลือกไม่ถูกว่าจะไปทางไหนระหว่าง A กับ B

แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่าถ้ารู้เทคนิคนี้แล้ว เราจะใช้กับตัวเองไม่ได้ แต่อาจใช้ช่วยคนอื่นได้ครับ

ยกตัวอย่างเช่น แฟนเลือกไม่ถูกว่าจะใส่ชุดสีฟ้าหรือชุดครีมไปงานแต่งงานคืนนี้ดี

ให้เราหยิบเหรียญขึ้นมาแล้วบอกว่า เอางี้แล้วกัน ใช้วิธีโยนหัวก้อยเอา

ถ้าออกหัวใส่สีฟ้า ถ้าออกก้อยใส่สีครีม

จากนั้นเราก็ดีดเหรียญขึ้นไป แล้วพอเหรียญตกลงบนโต๊ะก็เอามือปิดเอาไว้ไม่ให้เห็นว่าออกหัวหรือออกก้อย

จากนั้นเราก็ถามแฟนว่า “อยากให้ออกหัวหรือก้อย”?

ถ้าเขาตอบว่าอยากให้ออกหัวก็ใส่สีฟ้า แต่ถ้าเขาอยากให้ออกก้อย ก็ใส่สีครีม

แล้วเราก็เก็บเหรียญไปโดยไม่ต้องเปิดดูด้วยซ้ำว่าจริงๆ แล้วมันออกหัวหรือออกก้อย


ที่แฟนเราตัดสินใจไม่ได้ว่าจะใส่ชุดสีไหน อาจเป็นเพราะว่าใช้สมองเยอะเกินไป

แต่ ณ จังหวะที่แฟนรู้ตัวว่า ทางเลือกของตนอาจจะตกอยู่ในกำมือของเหรียญ จังหวะนั้น ใจในส่วนลึกจะตอบได้เองว่า จริงๆ แล้วเธออยากใส่สีฟ้าหรือสีครีมกันแน่ (โดยใช้หัว/ก้อยเป็นทางผ่าน)

ผมจำไม่ได้แล้วว่า ตัวเองได้เรียนรู้เทคนิคนี้เสี่ยงเหรียญนี้จากไหน แต่คิดว่าน่าจะจากหนังหรือหนังสือซักเรื่องหนึ่ง ใครจำได้ช่วยมาบอกด้วยนะครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

จดหมายถึงตัวเองในอนาคต

20160719_lettertofutureself

สวัสดีครับ

วันนี้พอดีได้รู้จักกับเว็บชื่อ http://www.futureme.org ซึ่งเราใช้ส่งอีเมล์หาตัวเองในอนาคตได้ครับ

ผมก็เลยลองเล่นซะหน่อย โดยตั้งเวลาให้ส่งหาตัวเองหนึ่งปีต่อจากนี้

ผมเล่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ ทั้งเรื่องครอบครัว เรื่องงาน เรื่องบล็อก แล้วก็บอกความคาดหวังไปว่า อีกหนึ่งปีข้างหน้า ตอนที่ผมได้กลับมาอ่านเมล์ฉบับนี้อีกครั้ง สถานการณ์จะแตกต่างจากเดิมอย่างไรบ้าง

ตอนนั่งเขียนมันได้ความรู้สึกอุ่นๆ ยังไงไม่รู้ บอกไม่ถูก เหมือนเรากำลังเล่าเรื่องราวให้กับเพื่อนสนิทฟัง รวมถึงฝากฝังความฝันบางอย่างเอาไว้ด้วย

แล้วอีกหนึ่งปีผมจะมาเล่าให้ฟังอีกครั้งครับว่าเนื้อความในจดหมายเป็นอย่างไร และสิ่งที่คาดหวังเอาไว้เป็นจริงมั้ย

ใครอยากลองส่งจดหมายหาตัวเองในอนาคต ก็ลองไปเขียนได้เลยที่ http://www.futureme.org นะครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ธรรมะ Q&A

20160718_dhamma

วันนี้วันพระ มาคุยกันเรื่องธรรมะกันซักวันนะครับ

ขอเขียนเป็นแนวถามเอง-ตอบเอง โดยใช้ความรู้และความรู้สึกของตัวเองล้วนๆ ดังนั้น ผมจึงขอให้อ่านอย่างมีวิจารณญาณและมีเมตตานะครับ

Q: ธรรมะคืออะไร?

A: ตามความเข้าใจของผม ธรรมะก็คือการศึกษาธรรมชาติของกายและใจเราเอง

Q: ศึกษาเพื่ออะไร?

A: ศึกษาเพื่อให้รู้ว่า แท้จริงแล้วธรรมชาติของกายและใจเรานั้นถูกความทุกข์เสียดแทงตลอดเวลา ไม่น่ายึดถือไว้เลย

Q: จะมีแต่ความทุกข์ได้อย่างไร ก็เห็นๆ อยู่ว่าเดี๋ยวมันก็ทุกข์บ้าง สุขบ้าง อย่างตอนกินข้าวอิ่ม หรือตอนถ่ายท้อง หรือตอนมีความรักก็มีความสุขดีนี่?

A: ผู้รู้บอกว่า ถ้าเข้าใจถ่องแท้ จะเห็นเลยว่ามีแต่ทุกข์มากกับทุกข์น้อย แต่เพราะว่าเห็นว่ามีทั้งสุขและทุกข์นี่แหละ เราถึงต้องกลับมาเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

Q: แล้วเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่ามันไม่ดีตรงไหน?

A: ไม่ดีตรงที่เกิดเราอาจจะไม่ได้โชคดีได้มาเกิดในสุคติภูมิก็ได้ การไปเกิดในทุคติภูมินี่ชีวิตแย่กว่าเป็นมนุษย์ไม่รู้ตั้งเท่าไหร่

Q: แล้วคุณรู้ได้ไงว่าสังสารวัฏมีอยู่จริง?

A: ไม่รู้ แต่อย่างน้อยผมก็คิดว่าพระพุทธเจ้าไม่น่าจะโกหกเรานะ

Q: ท่านคงไม่โกหกหรอก แต่คำสอนที่สืบทอดกันมาอาจจะมีการดัดแปลงเพิ่มเติมพระไตรปิฎกให้เรื่องราวพิสดารเกินเหตุก็ได้นี่?

A: ก็เป็นไปได้ แต่ถ้าเรื่องราวใดเป็นเรื่องโกหก อย่างน้อยก็น่าจะมีคนที่ได้ลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังแล้วออกมาให้ข้อมูลคัดค้านบ้าง แต่เท่าที่ผมเห็น พระหลายๆ องค์ก็ออกมายืนยันถึงความมีอยู่จริงของภพภูมิอื่นๆ

Q: แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าจะมีอยู่จริงอยู่ดีนี่?

A: วิธีเดียวที่จะพิสูจน์ได้คือลงมือปฏิบัติด้วยตัวเองยังไงล่ะ เพราะแม้สุดท้ายแล้ว สังสารวัฏจะไม่มีอยู่จริง แต่การมีธรรมะอยู่ในใจก็จะทำให้เราใช้ชีวิตนี้ได้อย่างมีความสุขแล้ว

Q: กลับมาที่เรื่องศึกษาธรรมะ ทำยังไงถึงจะดูออกว่ากายนี้ใจนี้เป็นทุกข์?

A: ก็ด้วยการฝึกสติปัฎฐานสี่ หรือที่เราเรียกกันว่าวิปัสสนา ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ไม่มีในศาสนาอื่น

Q: สติปัฏฐานสี่คืออะไร ทำไม่ชื่อมันฟังดูยากจัง?

A: ชื่อมันฟังดูยากไปอย่างนั้นเอง แต่ถ้าลองแตกคำดูดีๆ มันก็คือการฝึกสติด้วยการใช้ฐานใดฐานหนึ่งในสี่ฐานคือกาย เวทนา จิต ธรรม

– กายานุปัสสนาก็คือการฝึกสติโดยใช้กายเป็นฐาน เช่นยืน เดิน นั่ง นอนก็คอยรู้คอยดูกายไปเรื่อยๆ

– เวทนานุปัสสนา (อ่านว่า “เว ทะ นา”) คือการใช้ความรู้สึกเป็นฐาน ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกทางใจเช่นสุขหรือทุกข์ก็รู้ หรือความรู้สึกทางกายอย่างเย็น ร้อน คัน ปวด จั๊กจี้ อึดอัด

– จิตตานุปัสสนาคือการใช้ความคิดเป็นฐาน เช่นโลภก็รู้ โกรธก็รู้ กำลังคิดมากก็รู้ กำลังน้อยใจก็รู้

– ธัมมานุปัสสนาคือการพิจารณาธรรมทั้งหลายเช่น นิวรณ์ ๕ ขันธ์ ๕ อริยสัจ ๔ ฯลฯ ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร แต่ขอบอกว่ามันแอดว๊านซ์ไป เท่าที่ผมรู้ นอกจากพระพุทธเจ้าแล้วยังไม่เคยมีใครใช้ธัมมานุปัสสนาจนบรรลุได้

Q: แล้วสติปัฏฐานสี่นี่เราต้องทำทั้งสี่อย่างเลยรึเปล่า?

A: ไม่จำเป็น ถ้าเปรียบนิพพานเป็นห้องๆ หนึ่ง กายาฯ เวทนาฯ จิตตาฯ ธัมมาฯ ก็เป็นเหมือนประตูสี่บานที่เปิดเข้าสู่ห้องเดียวกัน

Q: แล้วหลักการใหญ่ๆ ของวิปัสสนาคืออะไร?

A: เท่าที่ผมจับใจความได้มีดังนี้

– รู้เฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นในกายในใจเรา (การเพ่งไฟหรือเพ่งกษิณจึงไม่ใช่วิปัสสนา)

– รู้สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ใช่โกรธเมื่อชั่วโมงที่แล้วเพิ่งมารู้ตัวเอาตอนนี้

– รู้อย่างเป็นกลาง คือรู้แล้วไม่ตัดสินว่าสภาวนะดีหรือไม่ดี เพราะถ้าเราไม่เป็นกลางเมื่อไหร่ ใจเราจะเริ่มทำงานใจเราจะเริ่มคิด และเมื่อคิดเมื่อไหร่เราก็ไม่รู้เมื่อนั้น

Q: เป้าหมายของวิปัสสนาคืออะไร?

A: ให้เห็นถึงไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

Q: ศัพท์ยากอีกแล้ว

A: อนิจจังคือเห็นความเปลี่ยนแปลง เช่นเมื่อกี้ยังอารมณ์ดีอยู่ ตอนนี้อารมณ์เสียแล้ว

ทุกขังคือเห็นสภาะวะบีบคั้นที่อยู่ในกายในใจเราเสมอมา เช่นนั่งอยู่ซักพักเริ่มเมื่อยนั่นก็คือทุกข์อย่างหนึ่ง

ส่วนอนัตตาคือให้เห็นว่าสภาวะต่างๆ ไม่ใช่ตัวเราหรือของๆ เรา เช่นเวลาเรานั่งแล้วปวดขา ให้เห็นว่าขากับอาการปวดนั้นอยู่คนละส่วน ขาก็อยู่ส่วนหนึ่ง ความปวดก็เป็นเวทนาหนึ่งที่เกิดขึ้นมาในขา หรือที่เขาเรียกกันเท่ๆ ว่า “แยกรูป-แยกนาม” นั่นแหละ

หรือเวลาเราโกรธ จริงๆ แล้วตัวเราไม่ได้โกรธ แต่ความโกรธต่างหากที่เป็นสภาวะแปลกปลอมที่แทรกซ้อนเข้ามา เป็นแค่แขกที่มาเยี่ยมใจเรา ซักพักเดี๋ยวเขาก็ไป

Q: เห็นไตรลักษณ์แล้วยังไงต่อ?

A: ก็ไม่ยังไงต่อ ได้แต่ปฏิบัติไปเรื่อยๆ จนถึงวันหนึ่งเรา “เข้าใจ” จริงๆ ว่ากายนี้ใจนี้ไม่ใช่สิ่งที่ควรยึดติด เพราะมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถูกความทุกข์เสียดแทงตลอดเวลา และยึดเอามาเป็นของเราไม่ได้ซักอย่าง

Q: แล้วจะรู้ได้ยังไงว่ามาถูกทางแล้ว?

A: น่าจะมีสองขั้นตอน คือศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าเพื่อเข้าใจหลักใหญ่ใจความ จากนั้นก็พิจารณาโดยใช้ common sense เปรียบเทียบดูว่าผลลัพธ์ที่ได้มามันใกล้เคียงกับที่พระพุทธเจ้าสอนรึเปล่า

Q: ผลลัพธ์เช่นอะไรบ้าง?

A: เราเห็นกิเลสตัวเองบ่อยขึ้นไหม? เรามีสติบ่อยขึ้นรึเปล่า? ตอนโกรธเรารู้ตัวรึเปล่า? เรามีใจที่เป็นกลางกับสิ่งต่างๆ ที่มากขึ้นรึเปล่า? ถ้าคำตอบคือใช่ก็แสดงว่าเราน่าจะยังมาถูกทางอยู่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรฟังควรอ่านธรรมะจากผู้รู้ด้วย

Q: ถ้าอยากศึกษาเรื่องพวกนี้ควรไปหาอ่านจากที่ไหน?

A: ที่ผมรู้จักและอยากแนะนำมีอยู่สามที่คือ dungtrin.com ของดังตฤณ thaidhamma.net ของอาจารย์โกเอ็นก้า และ dhamma.com ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช

Q: แต่ละวันก็ยุ่งจะแย่อยู่แล้ว จะเอาเวลาที่ไหนไปปฏิบัติ?

A: ถ้าคุณก็มีเวลาอ่านบทความนี้มาถึงบรรทัดนี้ ก็แสดงว่าคุณมีเวลาปฏิบัติแล้วล่ะ

Q: อย่ามาพูดให้รู้สึกผิดได้มั้ย ถามดีๆ ก็ตอบดีๆ สิ

A: สำหรับคนเมืองอย่างเรา วิธีที่ง่ายสุดคือปฏิบัติในชีวิตประจำวันนี่แหละ เช่นเวลาแปรงฟันก็รู้สึกถึงฟันที่กำลังถูกแปรงถูไถ เวลาอาบน้ำก็รู้สึกถึงความรู้สึกเย็นๆ เวลาน้ำกระทบร่างกาย เวลากินข้าวก็รู้สึกถึงรสชาติอาหาร เดินไปขึ้นรถไฟฟ้าก็ให้ลองดูร่างกายของตัวเองที่มันเคลื่อนไหว ตอนขึ้นลิฟต์แทนที่จะหยิบมือถือขึ้นมาเล่นเพื่อฆ่าเวลา ก็ลองสังเกตลมหายใจของตัวเองดู แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก่อนเข้านอนก็ควรจะสวดมนต์และนั่งสมาธิซักหน่อยเพื่อให้ใจได้ผ่อนคลายและหลับสบายนะ

Q: แต่ชีวิตเรายุ่งมากเลยนะ หาเวลามาปฏิบัติไม่ได้เลย

A: ยิ่งยุ่งจนไม่มีเวลาแปลว่ายิ่งต้องปฏิบัติเลยล่ะ และคำถามก็คือ เรายุ่งเพราะอะไร? ยุ่งเพราะเรากำลังใช้ชีวิตตามเป้าหมายบางอย่างอยู่ใช่หรือไม่? เช่นอยากจะมีแฟนสวยๆ อยากจะได้เลื่อนตำแหน่ง อยากจะมีเงินเก็บเท่านั้นเท่านี้?

คุณพศิน อินทรวงค์ เคยเขียนไว้ในบทความชื่อ 10 ความจริงสูงสุดที่ทุกคนควรตระหนักว่า

ตลอดกาลเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ ขอให้เชื่อเถอะว่า เราเคยตั้งเป้าหมายชีวิตมาแล้วนับไม่ถ้วน และขอให้เชื่อเถอะว่า ทุกเป้าหมาย ทุกความปราถนา ทุกความสำเร็จ ทุกความอยากมี อยากได้ อยากเป็น เราล้วนเคยบรรลุมาแล้วก่อนหน้านี้ทั้งสิ้น คงเหลือเพียงเป้าหมายเดียวเท่านั้นที่เรายังไม่เคยบรรลุ นั่นคือเป้าหมายแห่งการไม่เกิด ไม่ตาย

วันนี้วันพระ ขอให้ธรรมะคุ้มครองใจเรานะครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ชีวิตไม่ได้ดีขึ้นเพราะโชคช่วย

20160704_lifechange

Your life does not get better by chance.

It gets better by change.

-Anonymous

ใครที่เคยเรียนฟิสิกส์อาจจำกฎการเคลื่อนที่ข้อที่ 1 ของนิวตันได้:

วัตถุที่อยู่นิ่งจะอยู่นิ่งๆ และวัตถุที่เคลื่อนที่ก็จะเคลื่อนที่ไปในความเร็วเดิมและทิศทางเดิม เว้นเสียแต่ว่าจะมีแรงมากระทำ (An object at rest stays at rest and an object in motion stays in motion with the same speed and in the same direction unless acted upon by an unbalanced force)

ชีวิตก็เป็นอย่างนั้น

ถ้าเรายังทำอะไรทุกอย่างแบบเดิมๆ ชีวิตย่อมย่ำอยู่กับที่หรือเคลื่อนที่ไปแบบเอื่อยๆ

หรือถ้าชีวิตกำลังวิ่งไปในทิศทางที่ดิ่งลงเหว ถ้าปล่อยไว้เฉยๆ หรือเอาแต่สวดมนต์ภาวนา ทิศทางก็คงไม่เปลี่ยน

หากอยากให้ชีวิตก้าวหน้าหรือวิ่งไปในทิศที่ควรจะเป็น ก็ต้อง “มีแรงกระทำ” กันหน่อย

เมื่อไหร่ที่ชีวิตมีแรงกระทำ ย่อมหมายถึงความไม่สบายตัวหรือไม่สบายใจ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นมือถือให้น้อยลง ตื่นนอนเช้าขึ้น ออกกำลังกายมากกว่าเดิม งดอาหารไม่มีประโยชน์ กล้าพูดกล้าถาม

สิ่งเหล่านี้ล้วนมี “แรงกระทำ” ให้เราออกจากขอบเขตแห่งความสบายใจหรือ comfort zone อยู่แล้ว

ข้อดีคือ เราไม่จำเป็นต้องออกแรงกระทำไปตลอด

เพราะเพียงลงแรงแค่ระยะหนึ่ง ก็เพียงพอที่จะผลักดันให้ชีวิตไปในทิศทางที่เราอยากให้เป็นแล้ว

Your life does not get better by chance.
It gets better by change.

ถ้าอยากให้ชีวิตมันขึ้นก็อย่ามัวรอให้ตัวเองโชคดีอยู่เลย

หันมาสร้างโชคด้วยการเปลี่ยนแปลงตัวเองดีกว่า


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

คนเก่งจริงย่อมกล้าจ้างคนเก่งกว่า

20160717_aplayers

อดีตผู้บริหารบริษัทผมคนหนึ่งชื่อฟิลิปเคยเขียนบล็อกเอาไว้ว่า

คนเกรด A จะจ้างคนเกรด A (A players hire A players)

ส่วนคนเกรด B จะจ้างคนเกรด C (B players hire C players)

เพราะหัวหน้าทีมที่เป็นคนเกรด A จะรู้ได้ทันทีว่าคนที่เขาสัมภาษณ์อยู่นั้นเป็นคนเกรด A เหมือนกัน (เสือย่อมเห็นเสือ)

และคนเกรด A จะไม่กังวลว่าเด็กใหม่ที่ร้บเข้าทีมจะเก่งกว่าหรือจะโดดเด่นไปกว่าเขา

แต่ถ้าหัวหน้าทีมเป็นคนเกรด B ถ้าเขาได้สัมภาษณ์เด็กที่เป็นเกรด A เขาอาจจะไม่รับก็ได้ เพราะอาจจะดูไม่ออก หรือไม่ก็ดูออกแต่รู้สึกว่าอาจจะมาทำให้ตำแหน่งของตัวเองคลอนแคลน

คนเกรด B เลยจะจ้างแต่คนเกรด C

และคนเกรด C ก็จะจ้างแต่คนเกรด D

แล้วในเวลาไม่นาน องค์กรก็จะเต็มไปด้วยคนทุกเกรด ยกเว้นเกรด A (เพราะหนีไปทำที่อื่นหมด)

แต่ก็มีคนถามว่า ในโลกแห่งความจริง มันจะทำได้เหรอที่จะจ้างแต่คนเกรด A อย่างเดียว?

ฟิลลิปบอกว่าทำได้ เพราะ Google กับ Apple ก็ทำอย่างนี้มาตลอด

องค์กรของเราอาจจะไม่ได้เนื้อหอมเท่า Google หรือ Apple แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะจ้างคนไม่เก่งซักหน่อย

เพราะคนเกรด B ถ้าได้รับการดูแลดีๆ เขาอาจจะกลายเป็นคนเกรด A ก็ได้

และคนทำงานเกรด A ก็ย่อมอยากได้คนเก่งๆ มาร่วมทีม เพื่อจะช่วยให้บริษัทก้าวหน้าและเพิ่มโอกาสในการเติบโตในองค์กร ไม่มามัวคิดเล็กคิดน้อยว่าคนเก่งๆ ในทีมจะมาทำให้ตำแหน่งของเราสั่นคลอน

จริงๆ แล้วในฐานะหัวหน้า เราควรจะจ้างแต่คนที่เก่งพอ (หรือมีศักยภาพพอ) ที่จะมาทำงานแทนเราด้วยซ้ำไป

เหมือนคำกล่าวที่ว่า Don’t be indispensable. If you can’t be replaced, you can’t be promoted. อย่าเป็นคนสำคัญจนทีมขาดไม่ได้ เพราะถ้าไม่มีใครแทนคุณได้ คุณก็ไปต่อไม่ได้เหมือนกัน

มีคนเสนอไอเดียด้วยซ้ำว่า ในใบประเมินผู้สมัคร ควรจะมีคำถามว่า “ผู้สมัครคนนี้เก่งกว่าคุณในด้านใดบ้าง?”

หัวหน้าเกรด A ย่อมมองเห็นว่าผู้สมัครเก่งกว่าตนในด้านไหน และไม่ลังเลที่จะดึงมาเข้าทีม

เพราะถ้าคุณไม่กล้าจ้างคนเกรด A

นั่นก็แสดงว่าคุณไม่ใช่หัวหน้าเกรด A เช่นกัน


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจากPixabay.com