ไม่ยากก็ไม่สนุก

20160624_NotHardNotFun

“What is not hard is not fun”

– Malcolm Gladwell


Malcolm Gladwell เป็นคนเขียนหนังสือ Bestseller หลายเล่ม นับตั้งแต่ The Tipping Point, Blink, Outliers, What The Dog Saw และ David and Goliath

แมลคอล์มมาให้สัมภาษณ์ในพ็อดคาสท์ The Tim Ferriss Show ผู้เขียน The 4-Hour Work Week หนึ่งในหนังสือที่จุดกระแส passive income เมื่อ 9 ปีที่แล้ว

ทิมถามแมลคอล์มว่า ในบรรดาหนังสือที่เขียนมาทั้งห้าเล่ม เล่มไหนเขียนยากสุด

เขาบอกว่าสองเล่มสุดท้ายเขียนยากสุด เพราะเขาอยากจะเล่าเรื่องให้ดีกว่าเล่มที่ผ่านๆ มา แต่มันก็เป็นสองเล่มที่เขาสนุกที่สุดด้วย เลยใช้เวลามากกว่าปกติเพราะไม่อยากให้ความสนุกนี้สิ้นสุดลง


สมัยเด็กๆ เวลาเตะบอล เราจะโอจับคู่เพื่อแบ่งทีม

ขาว (แบมือ) อยู่ทีมเดียวกัน ดำ (คว่ำมือ) ก็อยู่อีกทีมนึง

ซึ่งบางครั้งการจับทีมอย่างนี้ก็อาจจะทำให้เกิดความไม่เสมอภาคได้ เพราะบางทีคนที่เก่งมากๆ ก็มาอยู่ด้วยกัน ทำให้สู้กันไม่ได้เลย

ถ้าผมอยู่ทีมที่เก่งมากๆ เล่นไปแล้วขึ้นนำไปสี่ห้าลูกและเห็นว่ายังไงอีกทีมก็สู้ไม่ไหว สิ่งที่ผมมักจะทำคือขอสลับทีมครับ โดยมักจะขอให้คนที่เตะบอลไม่ค่อยเป็นมาอยู่ทีมผม ส่วนผมก็ขอไปอยู่ทีมนั้นแทน

ไม่ใช่เพราะอยากเสียสละหรืออยากเป็นฮีโร่อะไรหรอก

แต่ชนะ 10-0 มันจะไปสนุกอะไร

สู้ไปเล่นอยู่ทีมอ่อน แล้วแพ้ 8-3 ยังสนุกกว่า อย่างน้อยจะได้มีลุ้นได้มีเฮกันบ้าง

เพราะเป้าหมายของการเล่นกีฬาไม่ใช่การเอาชนะ

แต่เป็นการเอาสนุก


ผมเคยได้นั่งกินข้าวกับอดีตผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งชื่อฟิลลิป

มีคนถามเขาว่า เคยมีวันที่แย่ๆ มั้ย?

เขาบอกว่ามีสิ บ่อยไป วันที่อะไรๆ ก็ดูยุ่งเหยิง มีปัญหาติดขัดไปหมด เหนื่อยก็เหนื่อย เครียดก็เครียด

แต่เขาก็มักจะบอกตัวเองว่า “แต่นี่ก็คือเหตุผลที่เรามาทำงานที่นี่ไม่ใช่เหรอ” – That’s what we are here for!

ใช่แล้ว เขาลงทุนจ้างเรามาก็เพื่อให้เข้ามาแก้ปัญหา และที่เขายอมจ่ายเงินเราขนาดนี้เพราะรู้ว่าเรามีความสามารถจะแก้ปัญหาระดับนี้ได้

ถ้าที่ทำงานมีแต่งานง่ายๆ ที่ไม่ต้องใช้ความพยายามหรือความสามารถอะไร เขาจะจ้างเรามาทำไม

และถ้าเราได้ทำแต่งานง่ายๆ มันจะดีเหรอ เพราะเราก็จะไม่ได้พัฒนา และได้แต่รอวันให้คนอื่นแซงหน้าไปก็เท่านั้น

งานยากมันมาพร้อมกับความเครียดก็จริง

แต่เพราะงานมันท้าท้ายระดับหนึ่งนี่แหละ เราถึงยังรู้สึกอยากมาทำงาน

What is not hard is not fun

ถ้าไม่ยาก มันก็ไม่สนุก

คุณว่าจริงมั้ย?


ขอบคุณคำคมจาก The Tim Ferriss Show: Dissecting the Success of Malcolm Gladwell

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia 

 

นิทานสอนลูกดื่มเบียร์

20160623_BeerDrinking

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

พ่อเห็นว่าลูกเริ่มแตกเนื้อหนุ่มแล้ว คิดว่าน่าจะดีถ้าลูกจะกินเหล้าเป็นบ้าง จึงโทร.นัดเพื่อนไปกินร้านจิ้มจุ่มแถวบ้านแล้วพาลูกไปด้วย

ไปถึงร้านพ่อก็สั่งเบียร์มาสี่ขวด ชวนลูกกินแต่ลูกก็ยังลังเล พ่อก็ไม่ได้คะยั้นคะยออะไรเพราะคืนนี้ยังอีกยาวไกล จึงสั่งซดเบียร์กับเพื่อนอย่างสนุกสนาน

ผ่านไปซักพัก ลูกเห็นว่าในวงครื้นเครงกันมาก เลยเอ่ยปากถาม

“พ่อครับ เห็นพ่อกับเพื่อนๆ สนุกกันขนาดนี้ผมชักอยากกินขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ผมสงสัยอย่างหนึ่ง ว่าผมถ้าผมกินเบียร์ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าควรหยุดกินตอนไหน”

“ง่ายมากลูก เห็นโต๊ะที่มี 4 คนนั่นมั้ย ถ้าลูกเริ่มเห็นว่ามี 8 คนเมื่อไหร่แสดงว่าลูกเมาแล้ว ต้องหยุดกินได้แล้ว”

ลูกกวักมือเรียกบ๋อย

“อ้าว เรียกบ๋อยทำไม?”

“ให้มาเก็บตังค์ครับพ่อ ผมว่าได้เวลาผมพาพ่อกลับบ้านแล้วล่ะ”

“จะรีบกลับไปทำไม พ่อยังไม่เมาเลย”

“โต๊ะที่พ่อชี้ไปเมื่อกี๊มีคนนั่ง 2 คนเองครับ”


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

วิธีระดมสมองของพนักงาน Google

20160623_Brainstorm3

เมื่อวานนี้ผมไปอ่านเจอบทความชื่อ How to brainstorm like a Googler  จากเว็บไซต์ Fast Company ครับ

มีสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่างเลยทีเดียว

อย่างแรกคือเขาได้ถ่ายวีดีโอขั้นตอนการระดมสมอง ใน Google โดยถ่ายทำแบบ Virtual Reality ทำให้เราดูวีดีโอแบบเห็นรอบทิศทาง 360 องศาได้ (เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว Mark Zuckerberg ก็เปิดตัว 360 photo บน Facebook)

ลองดูวีดีโอการระดมสมองของพนักงาน Google บน Youtube ได้ครับ (แต่ถ้ายังไม่อยากดูวีดีโอ เพราะกลัวเปลืองดาต้า ก็อ่านบล็อกต่อได้นะครับ ได้น้ำได้เนื้อเหมือนกัน!)

การระดมสมองของกูเกิ้ลมีสามขั้นตอนด้วยกัน

1. เข้าใจลูกค้า – Get to know the user
2. คิด 10 เท่า – Think 10x
3. สร้างของตัวอย่าง – Prototype

มาดูรายละเอียดในแต่ละข้อกันครับ

1. เข้าใจลูกค้า – Get to know the user

ถ้าเราจะระดมสมองเพื่อแก้ปัญหาอะไรซักอย่าง ขั้นตอนแรกที่คือเข้าใจลูกค้าให้ดีเสียก่อน

ขั้นตอนนี้พวกเรามักจะลืมคิด เวลาจะทำ brainstorm ส่วนใหญ่เราก็จะเข้าห้องประชุม หยิบปากกาเขียนไวท์บอร์ด แล้วระดมสมองกันเลย ทั้งๆ ที่บางครั้งเราเองยังไม่เข้าใจเลยว่าลูกค้าต้องการอะไรกันแน่ ซึ่งถ้าเราเข้าใจปัญหาของลูกค้าผิด สิ่งที่เราทำออกมาก็ย่อมไม่ตอบโจทย์ เสียเวลาเสียความรู้สึกกันไป

ดังนั้นสิ่งแรกที่เราควรทำ คือออกไปคุยกับลูกค้า ซึ่งลูกค้าในที่นี้อาจจะเป็นพนักงานในองค์กร หรือใครก็ตามที่จะได้ประโยชน์จากงานของเราครับ

2. คิด 10 เท่า – Think 10x

แนวคิดนี้เป็นปรัชญาการทำงานของ Larry Page ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิ้ล

แทนที่จะทำอะไรให้ดีขึ้น 10% จงหาทางทำให้มันดีขึ้น 10 เท่า

เพราะถ้าเราคิดจะทำอะไรให้มันดีขึ้นแค่ 10% เราก็มีแนวโน้มที่จะติดกับข้อจำกัดแบบเดิมๆ ทำให้ไม่สามารถสร้างสรรค์อะไรได้มากมายนัก

แต่ถ้าเราตั้งใจจะให้มันดีขึ้น 10 เท่า เราต้องใช้ความกล้าที่จะทำลายกรอบความเชื่อเก่าๆ ระบบเก่าๆ และยอมทิ้งสิ่งที่ดีอยู่แล้ว เพื่อไปหาสิ่งที่ยอดเยี่ยมสุดๆ

ไม่มีไอเดียไหนบ้าบอเกินไป ดั่งคำพูดของ Frederik Pferdt ประธานฝ่าย Innovation and Creativity ของกุูเกิ้ลที่กล่าวไว้ในวีดโอว่า “Just beyond crazy is fabulous!” – เมื่อเลยเถิดจากความบ้าก็คือความเยี่ยมยอด!

บทความยกตัวอย่างโจทย์ที่กูเกิ้ลต้องการให้ทุกคนในโลกนี้สามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้

ถ้าคิดแบบ 10% วิธีการก็คือติดตั้งเครือข่ายไฟเบอร์ออพติคให้มากขึ้น

แต่เพราะกูเกิ้ลคิดแบบ 10x จึงได้ให้กำเนิด Project Loon ซึ่งใช้วิธีส่งบอลลูนขึ้นไปในชั้นบรรยากาศหลายลูกแล้วให้บอลลูนเหล่านั้นส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตลงมายังผู้คนบนพื้นดิน

การคิดแบบ 10 เท่าไม่ใช่เรื่องง่าย กูเกิ้ลจึงให้หลักการมาดังนี้

2.1 ต่อยอดไอเดียของกันและกัน (Build on each others’ ideas) การฆ่าไอเดียทิ้งเป็นเรื่องง่ายดาย ดังนั้นจงระวังคำพูดที่เราใช้เวลาเห็นไอเดียของเพื่อนๆ

แทนที่จะใช้คำว่า “no, but” ให้ใช้คำว่า “yes, and” แทน

no, but หมายถึงว่า “ไอเดียนี้ดูไม่เข้าท่าเลย แต่ฉันคิดว่า”

ขณะที่ yes, and คือ “โอเค และฉันคิดว่า…” การใช้ yes, and จะสร้างบรรยากาศแห่งการยอมรับและส่งเสริมความคิดของกันและกันให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

2.2 ออกไอเดียให้เยอะๆ เข้าไว้ (Generate lots of ideas) – ณ จุดๆ นี้ ปริมาณสำคัญกว่าคุณภาพ ดังนั้นจงผลิตไอเดียออกมาให้มากที่สุด โดยให้แต่ละคนเขียนไอเดียของตัวเองลงกระดาษโพสต์อิท แล้วไปแปะไว้บนไวท์บอร์ด (ในวีดีโอมี 9 คน ระดมได้ 50 ไอเดียภายในเวลา 5 นาที)

2.3 เขียนแบบพาดหัวข่าว (Write headlines) – เวลาเขียนไอเดียลงโพสต์อิท ให้ใช้คำไม่เกิน 6 คำ ทั้งนี้เพื่อความชัดเจนของตัวไอเดียเอง ลองคิดภาพว่าถ้าหนังสือพิมพ์มาทำข่าวไอเดียของคุณ เขาจะพาดหัวข่าวว่ายังไง

2.4 วาดภาพประกอบ (Illustrate) เพราะภาพวาดนั้นเข้าใจง่ายกว่าคำพูด

2.5 คิดการใหญ่ (Think Big) หรือคิดแบบ 10x นั่นเอง

2.6 อย่าด่วนตัดสิน (Defer judgment) อย่าวิพากษ์วิจารณ์ไอเดียใดๆ ระหว่างที่เรากำลังระดมสมองกันอยู่ แต่จงช่วยกันต่อยอดไอเดียของกันและกัน

ในบทความพูดถึงแค่ 6 ข้อ แต่ในวีดีโอมีขั้นตอนการคัดสรรไอเดียด้วย คือหลังจากที่เราช่วยกันต่อยอดไอเดียของกันและกันแล้ว สุดท้ายก็ให้คนในกรุ๊ปโหวตไอเดียที่ตัวเองชอบที่สุดโดยการเอาสติ๊กเกอร์ไปแปะบนไอเดียที่เราชอบ ไอเดียไหนมีสติ๊กเกอร์มากที่สุดก็จะถูกคัดไปสู่ขั้นตอนถัดไปนั่นคือ…

3. สร้างของตัวอย่าง – Prototype

สิ่งที่เรามักจะทำกันหลังจากระดมสมองจนเหนื่อยแล้วก็คือ นัดประชุมครั้งต่อไปเพื่อมาเวิร์คกันต่อ

แต่สำหรับชาวกูเกิ้ล เขามองว่าเหล็กต้องตีตอนที่มันยังร้อน

เมื่อได้ไอเดียที่ชอบแล้ว ชาวกูเกิ้ลจะเริ่มสร้างของตัวอย่างหรือสินค้าต้นแบบทันที โดยตัวอย่างชิ้นนี้ไม่จำเป็นต้องดีเลิศอะไร ขอให้เป็นอะไรที่จับต้องได้ก็พอแล้ว เพื่อจะนำไปทดสอบและเรียนรู้ต่อได้ครับ

และนี่คือวิธีการระดมสมองแบบชาวกูเกิ้ล

ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

Banner468x60ver1

ทำไมเรื่องอย่างนี้ต้องเกิดกับเราด้วย?

20160622_WhyMe

เป็นคำถามที่ไม่ควรถาม

เพราะทีเวลาเรามีความสุข เจอสิ่งดีๆ เราไม่เห็นจะถามคำถามนี้บ้างเลย

เวลาทุกอย่างไปได้สวย เราจะเชื่อว่าเกิดจากตัวเราเอง

เวลาทุกอย่างไม่ได้เป็นดั่งใจ เราจะโทษปัจจัยภายนอก

เป็นความไม่เสมอต้นเสมอปลายทางความคิดที่เราควรหลีกเลี่ยง

ถ้าทุกอย่างไปได้สวย ก็เกิดจากตัวเอง

ถ้ามันจะแย่ ก็เกิดจากตัวเราเองเช่นกัน

แทนที่จะมามัวตัดพ้อต่อว่าโชคชะตา

สู้เอาเวลามาทำอะไรที่มีประโยชน์ดีกว่า


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

เราไม่ได้เห็นโลกอย่างที่มันเป็น

20160621_SeeThings

เราเห็นโลกอย่างที่เราเป็นต่างหาก

We don’t see things as they are
We see them as we are
– Anonymous*

เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่เอาสิ่งที่เห็นไปประมวลผลผ่านความคิดและประสบการณ์เสมอ

และเมื่อประสบการณ์และวิธีคิดต่างกัน ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมต่างกัน

คนสองคนได้ยินประโยคเดียวกัน คนหนึ่งรู้สึกเฉยๆ อีกคนกลับเดือดร้อนจะเป็นจะตาย

คนสองคนตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน คนหนึ่งสนุกกับการคิดหาทางออก แต่อีกคนกลับเคร่งเครียดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ

คนสองคนมองมาที่เรา คนหนึ่งคิดว่าเราเป็นคนดี อีกคนคิดว่าเราเป็นคนใช้ไม่ได้

ดังนั้น อย่าเสียใจหากมีคนมองว่าเราใช้ไม่ได้ ทั้งๆ ที่เราว่าเราก็ทำดีที่สุดแล้ว

เพราะการที่คนๆ หนึ่งจะมองเราว่าเราเป็นคนแบบไหน อาจไม่ได้สะท้อนตัวตนของเราเลย

แต่มันสะท้อนตัวตนของเขาต่างหาก


* คำพูดประโยคนี้ส่วนใหญ่จะบอกว่ามาจากนักเขียนชื่อ Anaïs Nin แต่ Quote Investigator บอกว่ามีหลายคนที่พูดประโยคนี้เลยไม่แน่ใจว่าเริ่มจากใครกันแน่ครับ

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com