นิทานลิงกำถั่ว

20160505_Monkey

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในอินเดีย ลิงเป็นไม้เบื่อไม้เมากับชาวบ้าน เพราะชอบโขมยผลไม้ในสวน ชาวบ้านจึงคิดวิธีจับลิงโดยใช้กล่องไม้ซึ่งมีฝาด้านหนึ่งเจาะรูเล็กๆ พอให้ลิงสอดมือเข้าไปได้

ในกล่องมีถั่วซึ่งเป็นของโปรดของลิงวางไว้เป็นเหยื่อล่อ พอลิงมาที่สวนเห็นถั่วอยู่ในกล่องก็เอามือล้วงเข้าไปหยิบถั่ว แต่พอจะถอนมือออกก็ติดฝากล่อง เพราะกำมือของลิงนั้นใหญ่กว่าฝากล่องที่เจาะไว้

ลิงพยายามดึงมือเท่าไหร่ก็ไม่ออก พอชาวบ้านมาจับ ก็ปีนหนีขึ้นต้นไม้ไม่ได้เพราะมีมือเปล่าอยู่ข้างเดียว สุดท้ายจึงถูกคนจับได้

ลิงหาได้เฉลียวใจไม่ว่า เพียงแค่มันคลายมือออกเท่านั้น มันก็จะดึงมือออกจากกล่องได้อย่างง่ายดาย

คนเราก็เช่นกัน.


ขอบคุณนิทานจาก Go To Know: ลิงกำถั่ว โดยครูนอกระบบ 

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

คำถาม Infinite Loop

20160505_InfiniteLoop

คนที่เรียนวิชาโปรแกรมมิ่งทุกคนน่าจะรู้จักสิ่งที่เรียกว่า infinite loop ซึ่งดิกชันนารี Longdo แปลไว้ว่า

คำสั่งในโปรแกรมที่สั่งให้เครื่องปฏิบัติการไปตามคำสั่งตามลำดับขั้นตอน แต่กลับวนไปที่คำสั่งเก่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รู้จักจบ เพราะหาทางออกไม่ได้ (อาจเกิดจากความบกพร่องในการเขียนโปรแกรม)

Infinite Loop เป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาในโปรแกรม เพราะมันจะทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานตลอดเวลาจนรับคำสั่งอื่นไม่ได้เลย

ถ้าใครเคยใช้คอมไปแล้วจู่ๆ โปรแกรมก็แฮงค์ คลิ้กอะไรก็ไม่ไป ต้องรีสตาร์ทโปรแกรมใหม่ นั่นแสดงว่าคุณอาจเจอ infinite loop เข้าให้แล้ว

Infinite Loop เกิดขึ้นในโปรแกรมได้ ก็เกิดขึ้นในคนได้เช่นกัน

เพราะสมองของเราก็เหมือนคอมพิวเตอร์ และความคิดของเราก็เหมือนโปรแกรม

ถ้าความคิดของเรามีข้อบกพร่อง (หรือที่ภาษาคอมเขาเรียกว่า bug) ความคิดของเราก็จะวนหลูปจนหางทางออกไม่ได้เช่นกัน

คำถาม infinite loop ที่เรามักจะเจอกันก็เช่น

ทำไมเขาถึงทำกับเราอย่างนี้
ทำไมเขาถึงทำกับเราอย่างนี้
ทำไมเขาถึงทำกับเราอย่างนี้
ทำไมเขาถึงทำกับเราอย่างนี้
ทำไมเขาถึงทำกับเราอย่างนี้
ทำไมเขาถึงทำกับเราอย่างนี้
ทำไมเขาถึงทำกับเราอย่างนี้
ทำไมเขาถึงทำกับเราอย่างนี้


 

หรือ
ทำไมแค่นี้ต้องโกรธกันด้วย
ทำไมแค่นี้ต้องโกรธกันด้วย
ทำไมแค่นี้ต้องโกรธกันด้วย
ทำไมแค่นี้ต้องโกรธกันด้วย
ทำไมแค่นี้ต้องโกรธกันด้วย
ทำไมแค่นี้ต้องโกรธกันด้วย
ทำไมแค่นี้ต้องโกรธกันด้วย
ทำไมแค่นี้ต้องโกรธกันด้วย
ทำไมแค่นี้ต้องโกรธกันด้วย


ซึ่งก็แปลกดี เพราะตอนที่เราแฮปปี้ไม่เห็นจะเคยถามตัวเองซ้ๆ ำเลยว่า “ทำไมมีความสุขจังเลยนะๆๆๆ”

คำถามติดหลูปเป็นคำถามไม่มีคำตอบ และเป็นคำถามที่ไม่มีประโยชน์

เพราะเอาเข้าจริงแล้วเราไม่ได้ถามเพื่อที่จะเข้าใจ แต่ถามเพื่อปกป้องตัวตนของเรามากกว่า

ดังนั้น ควรหาทางออกจากหลูปให้เร็วที่สุด ด้วยการถามคำถามที่สร้างสรรค์กว่าเดิม เช่น เราได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้บ้าง? หรือ เราจะใช้สถานการณ์นี้ให้เกิดประโยชน์ได้ยังไงบ้าง?

จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลากับคำถามที่ไม่มีคำตอบครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

 

เพื่อนแท้แทงข้างหน้า

20160504_Friends

“True friends stab you in the front”

– Oscar Wilde

เพื่อนเทียมมักจะแทงเราข้างหลัง ส่วนเพื่อนแท้จะแทงเราข้างหน้า

ซึ่งในความเข้าใจของผม เขาแทงไม่ใช่เพื่อที่จะทำร้าย แต่แทงเพื่อที่จะรักษา

รักษานิสัยเสียๆ ที่เรามีมานาน แต่ไม่มีใครกล้าบอกเรา มีแต่เก็บไปนินทาหัวเราะกันคิกคัก

มีแต่เพื่อนแท้เท่านั้นที่ยอมแทงเราข้างหน้า และยอมเอาตัวเองเข้าเสี่ยงที่จะโดนแทงกลับ

เพื่อนแท้จะกล้าพูดความจริงที่เราไม่อยากได้ยิน แต่จำเป็นต้องได้ยินเพื่อให้เราดีขึ้น

ถ้าเราคิดจะเป็นเพื่อนแท้ของใคร เราก็อาจต้องเตรียมใจที่จะต้องแทงเพื่อนข้างหน้าบ้างเช่นกัน

แทงข้างหน้าด้วยการบอกว่าเขามีกลิ่นปาก

แทงข้างหน้าด้วยการบอกว่าสิ่งที่เขาทำไปมันไม่เหมาะไม่ควร

แทงข้างหน้าด้วยการเตือนเพื่อนว่าเขากำลังจุ้นจ้านเรื่องคนอื่นมากไปแล้ว

และแม้จะต้องแทง ก็แทงด้วยความนุ่มนวล ไม่ใช้วาจาเชือดเฉือน

และแทงครั้งเดียวให้เขารู้ตัวก็พอ ไม่ต้องแทงซ้ำซ้อน เพราะเพื่อนย่อมไม่อยากให้เพื่อนเจ็บ

คนไทยเราขี้เกรงใจ จนบางครั้งก็พลอยทำให้เราเป็นคนขี้นินทาไปด้วย

หันมาเกรงใจให้น้อยลง และตรงไปตรงมาให้มากขึ้นกันดูบ้าง ก็น่าจะดีนะครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

กฎสิบเต็มสิบ

20160503_10

บทความของผมส่วนใหญ่จะเอาเนื้อหามาจากสิ่งที่อ่านมาจากหนังสือหรือฟังใครเล่ามาอีกที

นานๆ ครั้งถึงจะคิดอะไรขึ้นมาได้เอง

วันนี้เป็นวันดี เพราะผมจะขอเขียนถึงเทคนิคที่คิดขึ้นได้เองครับ!

เป็นเทคนิคที่จู่ๆ ก็แล่นเข้ามาในหัวเมื่อวันอังคารที่แล้ว ได้ทดลองใช้แล้วก็รู้สึกว่ามันเวิร์คดีแฮะ

ผมขอเรียกมันว่ากฎสิบเต็มสิบแล้วกัน

—–

[Classic Post]: กฎสิบเต็มสิบ

เชื่อว่าในชีวิตนักเรียนของเรา น่าจะเคยได้คะแนนสิบเต็มสิบกันมาบ้าง

อาจจะเป็นการบ้านวิชาเลข หรือภาพวาดศิลปะ หรืองานเย็บปักถักร้อย

การได้สิบเต็มสิบมันเป็นความรู้สึกที่ดีมาก เพราะนานๆ จะได้ทีนึง และมันช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่า ถ้าเราทำอะไรบางอย่างอย่างตั้งใจ เราก็สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เยี่ยมยอดได้

หลักการของกฎสิบเต็มสิบนั้นง่ายมากครับ คือก่อนที่เราจะทำ (หรือไม่ทำ) อะไรก็แล้วแต่ ลองถามตัวเองว่า เราให้คะแนนตัวเองเท่าไหร่กับสิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้

และถ้ามันยังไม่ใช่คะแนนสิบเต็มสิบ เราจะทำอะไรให้แตกต่างออกไปเพื่อให้ได้คะแนนมากกว่านี้มั้ย?

ยกตัวอย่างเช่นมีคนขับรถตัดหน้าเรา สิ่งที่เรามักจะทำเพื่อเป็นการตอบโต้คืออะไร?

– บ่นให้แฟนฟัง
– บีบแตรใส่
– ปาดหน้าคืน

คราวนี้คุณผู้อ่านก็ลองให้คะแนนดูว่า การกระทำแต่ละข้อข้างบน ได้กี่คะแนนกันบ้าง?

สำหรับผม

บ่นให้แฟนฟัง – 6/10
บีบแตรใส่ – 4/10
ปาดหน้าคืน – 0/10

แล้วทำยังไงถึงจะได้สิบเต็มสิบ?

ดูใจเราที่โกรธ คิดเสียว่าเขาคงรีบ และขับรถต่อไปอย่างระมัดระวัง – 10/10

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น ขอยกตัวอย่างการประยุกต์ใช้กฎสิบเต็มสิบในช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมาของผมแล้วกันนะครับ

ตัวอย่างที่ 1 – เจอคนที่เราเคยมีปัญหาด้วย

ที่ออฟฟิศมีพี่คนหนึ่งที่เคยมีเรื่องให้ผิดใจกันตั้งแต่สองปีที่แล้ว จนเดี๋ยวนี้เวลาเจอหน้าก็จะไม่คุยกันหรือถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็จะคุยให้น้อยที่สุด

เมื่อวันพฤหัสฯ ที่แล้วผมมีธุระ จึงไปกินข้าวคนเดียวที่ร้านก๋วยเตี๋ยวรถเข็นที่มีโต๊ะอยู่แค่สี่โต๊ะ ตอนไปถึงมีโต๊ะว่างเหลืออยู่โต๊ะนึงพอดี ผมสั่งอาหารเสร็จแล้วหันไปจึงเห็นพี่คนนั้นกำลังนั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่โต๊ะถัดไป

ความคิดแรกของผมก็คือ นั่งหันหลังให้พี่เขาแล้วก็กินก๋วยเตี๋ยวของเราไป

แล้วกฎสิบเต็มสิบก็ทำงาน ผมบอกว่าถ้าทำอย่างนี้ผมคงให้คะแนนตัวเองแค่ 5/10

ผมก็เลยเปลี่ยนไปนั่งโต๊ะเดียวกับเขาแทน และเราก็ได้คุยกันนานกว่าทุกครั้งในรอบสองปีที่ผ่านมา

กฎสิบเต็มสิบทำให้เราได้กลับมาคุยกันอีกครั้ง

ตัวอย่างที่ 2 – เข้าคิวจ่ายเงินที่โลตัส

เมื่อวานนี้ผมไปช้อปปิ้งที่โลตัสกับแฟน ซื้อของมาเกือบเต็มรถเข็น พอเดินมาที่ตรงช่องจ่ายเงินก็สังเกตเห็นว่ามีน้องผู้หญิงอีกคนหนึ่งถือของหนึ่งชิ้น กำลังเดินสวนมา ท่าทางกำลังจะจ่ายเงินเหมือนกัน

ผมรู้ตัวว่าเดินเร็วขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้เอารถเข็นเข้าจอดคิวถัดไป (คิวก่อนหน้านี้กำลังจะเสร็จพอดี) น้องผู้หญิงคนนั้นก็มายืนต่อท้ายผม

แล้วผมก็ถามตัวเองว่า การที่เราเดินเร็วขึ้นเล็กน้อยเพื่อมาให้ถึงก่อนน้องคนนั้น จะให้คะแนนตัวเองเท่าไหร่

ผมให้คะแนนตัวเอง 7/10 เพราะเราก็มาถึงก่อนจริงๆ ก็ไม่ผิดอะไรที่เขาจะต่อคิวเรา

แต่ทำยังไงถึงจะได้ 10/10?

ผมหันไปบอกน้องเค้าว่า เชิญน้องก่อนเลยครับ มีของชิ้นเดียวเอง

น้องเขามองหน้าผมแบบงงๆ ปนดีใจ แล้วพูดว่าขอบคุณค่ะ จ่ายเงินเสร็จแล้วก็หันมาพูดว่าขอบคุณนะคะอีกรอบ

กฎสิบเต็มสิบทำให้ผมได้รับคำขอบคุณถึงสองครั้ง

ตัวอย่างที่ 3 – ซื้อขนมฝากแฟน

ที่ออฟฟิศผมมักจะไปทานข้าวเที่ยงที่ร้านป้าหยวก

นอกจากข้าวแกงและตามสั่งแล้ว ร้านป้าหยวกยังทำขนมหวานอร่อยมาก แต่ละวันจะทำแค่อย่างสองอย่าง

วันนี้ป้าหยวกทำข้าวเหนียวลำไยกับกล้วยบวชชีมา ทั้งสองเมนูนี้นานๆ ถึงจะทำครั้ง

ผมสองจิตสองใจ เพราะวันนี้จะกลับบ้านค่ำ ซื้อกลับไปอาจไม่ทันได้กิน และถ้าซื้อก็ไม่แน่ใจว่าเธอจะอยากกินเมนูไหนมากกว่ากัน

ผมมีอยู่สี่ทางเลือก

– ไม่ซื้อ เอาไว้ซื้อวันหลัง
– ซื้อแต่กล้วยบวชชีไป เพราะรู้ว่าเธอชอบกินแน่ๆ
– ซื้อแต่ข้าวเหนียวลำไย เพราะหากินยากกว่ากล้วยบวชชี
– ซื้อไปทั้งสองอย่าง

ซึ่งแต่ละทางก็มีข้อดีข้อเสียไม่เหมือนกัน

แล้วผมก็ถามอีกว่า ถ้าอยากได้ 10/10 ควรจะทำยังไง?

ถามตัวเองเสร็จก็ยกหูโทรหาแฟน บอกว่าวันนี้มีกล้วยบวชชีที่เธอชอบ และมีข้าวเหนียวลำไยด้วยนะ แฟนบอกว่าเอากล้วยบวชชี เพราะกินข้าวเหนียวลำไยไม่เป็น

ผมก็เลยซื้อแต่กล้วยบวชชีไป โดยแฟนก็รู้ตัวว่าวันนี้อาจได้กินค่ำหน่อย

สิบเต็มสิบอีกหนึ่งเรื่อง

หลังจากสังเกตตัวเองมาหนึ่งสัปดาห์ ผมรู้สึกว่าการใช้ชีวิตแบบสิบเต็มสิบ สร้างรอยยิ้มให้คนอื่นได้มากขึ้น ทะเลาะกับคนใกล้ตัวน้อยลง และรู้สึกดีกับตัวเองวันละหลายหน

เราใช้กฎสิบเต็มสิบไม่ใช่เพื่อจะทำตัวเป็นเพอร์เฟ็คชั่นนิสต์นะครับ

เพราะเราให้คะแนนที่การกระทำและสภาพจิตใจของเรา ไม่ได้ให้คะแนนที่ผลลัพธ์

ความเจ๋งของกฎสิบเต็มสิบก็คือ เราเป็นคนนิยามเองว่า อะไรคือเต็มสิบสำหรับเรา

ดังนั้นการจะทำคะแนน 10/10 จึงเป็นเรื่องที่อยู่ในวิสัยที่เราจะทำได้อยู่แล้ว เพียงแต่ต้องออกแรงเพิ่มขึ้นอีกนิด เสียสละมากขึ้นอีกหน่อย

อีกหนึ่งความเจ๋งหนึ่งคือกฎนี้ใช้ได้กับทุกๆ สถานการณ์ในชีวิตไม่ว่าจะเป็นเป็นที่บ้านหรือที่ทำงาน

ความท้าทายของการใช้กฎนี้ คือต้องอาศัยความรู้เนื้อรู้ตัวระดับหนึ่ง แต่ก็เชื่อว่าเป็นเรื่องที่ฝึกกันได้ไม่ยาก

ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

สิ่งที่เราเลือกทำในวันนี้

20160502_Choice.png

จะกลายเป็นชีวประวัติของเราในวันหน้า

“The choices today turn into your biography tomorrow.”

– James Altucher

ในแต่ละวัน เรามีทางเลือกมากมายว่าจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไร

จะนอนต่อ หรือจะลุกขึ้นมาเขียนบล็อก

จะเล่นเฟซบุ๊คหรือจะเล่นกับลูก

จะเอางานกลับมาทำที่บ้าน หรือจะช่วยภรรยาทำงานบ้าน

สิ่งที่เราเลือกที่จะทำในแต่ละขณะ จะเป็นนิยามความเป็นตัวเราในระยะยาว

Stephen Covey เคยบอกไว้ในหนังสือ 7 Habits of Highly Effective People ว่า เราควร “เริ่มต้นที่จุดจบ” (Start with the end in mind)

ให้ลองถามตัวเองซิว่า ในงานศพของเรา อยากให้คนเขียนไว้อาลัยถึงเราแบบไหน

คนที่อยากถูกพูดถึงในฐานะ “คนที่ทำงานดึกที่สุดในออฟฟิศ” หรือ “คนที่มี followers 200,000 คน” คงมีไม่มากนัก

เราน่าจะอยากถูกพูดถึงว่า เราเป็นพ่อที่อบอุ่นแค่ไหน เป็นภรรยาที่โอบอุ้มครอบครัวอย่างไร เป็นเพื่อนแท้ยามตกระกำลำบากรึเปล่า และเป็นคนที่สร้างคุณูปการให้กับสังคมอย่างไรบ้าง

เมื่อรู้แล้วว่าอยากให้เขาพูดถึงเราอย่างไร เราก็จงใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับถ้อยคำเหล่านั้น

ด้วยการ make the right choices เสียแต่วันนี้

เพื่อสร้าง the right biography สำหรับเราในวันพรุ่งนี้ครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่