เมื่อเจอสถานการณ์ที่ยากลำบาก

20160515_Hardship

เมื่อเจอสถานการณ์ที่ยากลำบาก

ให้ระลึกว่า หนักกว่านี้ก็เคยเจอมาแล้ว เรายังผ่านมันมาได้เลย

เมื่อต้องเจอเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกว่าไม่กล้าทำ เช่นออกไปพูดหน้าห้องหรือเดินเข้าไปคุยกับสาวคนนั้น

ให้ระลึกว่า เรื่องที่น่าอายกว่านี้เราก็ยังเคยทำมาแล้วเลย

เมื่อต้องเจ็บปวดกับความสัมพันธ์ ให้ระลึกว่า เราก็เคยเจ็บปวดเพราะคนอื่นมาแล้ว และเวลานั้นช่วยเยียวยาได้จริงๆ

มนุษย์เราทุกคนมีประสบการณ์ แต่มันจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเราเลือกใช้มันให้ถูกที่ถูกเวลา

ผมเชื่อว่าเรื่องเกือบทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นในชีวิตเรา เราเคยผ่านมันมาแล้วทั้งนั้น ต่างกันเพียงบริบทและความหนัก-เบา

ในเมื่อเราเคยผ่านมันมาได้แล้ว และวันนี้ก็ยังหายใจอยู่

ก็จงเชื่อเถอะว่า ถ้าเราต้องเจอมันอีกครั้ง เราก็จะผ่านมันไปได้อีกแน่นอน


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

คนตัวเล็ก

20160515_smallpeople

“Never believe that a few caring people can’t change the world. For, indeed, that’s all who ever have.”

อย่าคิดว่าคนที่ห่วงใยและทุ่มเทเพียงหยิบมือจะเปลี่ยนโลกไม่ได้
เพราะจริงๆ แล้วที่ผ่านมาก็มีแต่คนกลุ่มนี้แหละที่ได้เปลี่ยนโลก

– Margaret Mead


ความเชื่ออย่างหนึ่งที่เรามีกันก็คือ คนตัวเล็กๆ อย่างเราจะไปทำอะไรได้?

แต่เราลืมไปว่า ก่อนที่จะมาเป็น “คนตัวใหญ่” คนเหล่านั้นก็เคยเป็นคนตัวเล็กๆ มาก่อนทั้งนั้น

ทนายชาวอินเดียคนหนึ่งที่ไปว่าความที่แอฟริกา ซื้อตั๋วรถไฟเฟิร์สท์คลาสแต่กลับถูกสั่งให้ย้ายไปที่นั่งของรถไฟชั้นสามเพียงเพราะเขาไม่ได้ผิวขาว พอเขาไม่ยอมก็ถูกโยนลงจากรถไฟ

ใครจะไปคิดว่าทนายตัวเล็กๆคนนี้จะกลายมาเป็น “มหาตมะ” ที่นำการต่อสู้โดยสันติจนอินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษ?

หรือเด็กสาวตัวเล็กๆ จากร้อยเอ็ดที่มาฝึกตีแบดในสนามของเจ้าของโรงงานขนมทองหยอด ใครจะไปคิดว่าเธอจะสามารถเอาชนะมหาอำนาจลูกขนไก่จากจีนและขึ้นเป็นมือหนึ่งของโลกได้?

บางทีการเป็น “คนตัวใหญ่” อาจไม่ยากอย่างที่คิด

เพราะ 99.9% ของมนุษย์คิดว่า “ตัวเล็กๆ อย่างเราจะไปทำอะไรได้” การที่เราแคร์มากกว่าคนอื่นและออกแรง มากกว่าคนอื่นอีกซักหน่อย เราก็จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของประชากร 0.1% หรือ 1 ใน 1000 ทันที

มีคนอีกไม่น้อยที่อาจมีความคิดที่คล้ายๆ กับเรา เพียงแต่เชื่อว่าตัวเองไม่มีแรง / ไม่มีเวลา / ไม่มีความสามารถ ก็เลยยังไม่ได้ลงมือทำอะไร ดังนั้นหากมี 1 คนขึ้นมานำ อีก 999 คนที่มีความเชื่อเดียวกันก็พร้อมที่จะสนับสนุน

ยิ่งสมัยนี้เรามีเครื่องมืออย่างอินเตอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียด้วยแล้ว การหาแนวร่วมและส่งต่อความคิดยิ่งทำได้ง่ายขึ้นไปอีก

นี่จึงเป็นยุคที่คนตัวเล็กๆ อย่างเราสามารถสร้างความแตกต่างได้มากกว่ายุคใดๆ ที่ผ่านมา

ขอแค่ลงมือทำ และไม่ยอมแพ้เท่านั้นเอง


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ฉาบฉวย

20160514_Superficial

ถาม: คุณไม่ได้มองหรือว่าความสวยงามคือสินทรัพย์อย่างหนึ่ง อย่างที่คนสมัยนี้เขามองกัน

ตอบ: ไม่ ผมเกลียดความคิดนี้ ผมเกลียดความคิดที่บอกว่าความสวยจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น แล้วก็จะรวย เงินก็จะเข้ามา เราเห็นกันหลายเคสแล้วว่าคนที่คิดแบบนี้มักจะตายกันมาเยอะ แล้วไม่ใช่เสียชีวิตนะ แต่แทนที่จะได้ดี เขาดันไปยึดติดกับอะไรไม่รู้ ทำให้เขาลืมไปว่าจริงๆ เขามีความสามารถแค่ไหน หรือเขาทำอะไรได้มากกว่านั้น การที่เขาคิดแบบนั้นมันเหมือนดูถูกตัวเองนะ แล้วผมก็เห็นอะไรแบบนี้บ่อยๆ ด้วย คือเด็กสมัยนี้เข้ามาที่คลินิกด้วยความคิดแปลกๆ เช่น ต้องทำหน้าให้สวยๆ จะได้ได้งานดีๆ หรือจะได้แฟนดีๆ ที่มีฐานะ ซึ่งมันมากไป ผมมองว่านี่คือทุนนิยมสุดโต่ง

ถาม: จริงๆ แล้วผิดไหมที่คิดว่าถ้าสวยแล้วจะได้มี แฟนดีๆ หรือมีแฟนที่มีฐานะ คือ…ในความคิดเรา ถ้าคิดแบบนี้มันคงก้ำกึ่งว่าผิดหรือถูก แต่ถ้าคนทั่วไปเขาคิดแบบนี้แล้วหนทางจะเป็นอย่างไรต่อไป หรือคุณคิดอย่างไร

ตอบ: ผมว่ามันเบรกไม่ได้หรอกเรื่องแบบนี้ มันอาจจะดีก็ได้กับบางคน แต่เขาต้องนึกไว้เสมอนะว่าเวลาเขาทำเขาต้องทำเพื่อความรู้สึกของตัวเองจริงๆ ไม่ได้ทำไปเพื่อเอาใจใคร เพราะการมีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นมันแย่นะ มันเหมือนกับต้องไปเป็นทรัพย์สินของใครสักคนตลอดชีวิต แล้วก็อย่าไปตีค่าตัวเองให้เป็นวัตถุขนาดนั้นเลย มันมีคน get เราได้มากกว่านั้น จริงๆ โลกมันไม่ได้ฉาบฉวยอย่างที่คนอื่นๆ พยายามให้เป็นหรอก จริงอยู่ที่บางอาชีพต้องการรูปร่างหน้าตา แต่มันไม่ใช่ทุกอาชีพ ผมพยายามจะบอกแบบนี้นะ แล้วการที่พยายามจะทำให้ตัวเองดูดีขึ้นไม่จำเป็นต้องเป็นคนอื่น คือทำแค่ในแบบของเรานี่แหละให้ดูดีขึ้น แบบนั้นเป็นไปได้ แต่ถ้าเกินกว่านี้มันมากไป

– สมิทธิ์ อารยะสกุล
a day BULLETIN issue 276, 1-7 Nov 2013
สัมภาษณ์ วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม, เอกพล บรรลือ
ถ่ายภาพ กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร


ผมเคยเขียนไว้ในตอนนกหลงทางว่า พริตตี้สวยๆ ที่มีแต่คนมองนั้น ภายในใจเขาอาจจะรู้สึกสิ้นหวังอยู่ลึกๆ ก็ได้

เพราะหากเขาพึ่งพาแต่รูปร่างหน้าตา พอสองสิ่งนี้เสื่อมไป เขาจะไม่มีต้นทุนอื่นเหลือเลย

“ผมเกลียดความคิดที่บอกว่าความสวยจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น”

ผมเห็นตรงข้ามกับหมอโอ๊คนะ ผมเชื่อว่าความสวยจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นจริงๆ

แม้จะไม่ใช่อาชีพดาราหรือพริตตี้ แต่หน้าตาที่ดีก็ยังทำให้ได้งานง่ายขึ้น ขายของได้ง่ายขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นงานเซลส์ งานพี่เลี้ยงเด็ก หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ต้องอยู่กับผู้คน

ขนาดเด็กกำพร้าที่มองหาผู้อุปการะ ผมก็ยังรู้สึกว่าเด็กที่หน้าตาดีนั้นมีโอกาสดีกว่าเด็กขี้เหร่

แต่กับดักของคนหน้าตาดีก็คือ แม้ว่ามันจะทำให้อะไรๆ ง่ายขึ้น แต่มันก็ทำให้เรากลายเป็นคน “มักง่าย” มากขึ้นด้วย

เพราะเมื่อมีแต่คนมาเอาใจ เราก็อาจหลงคิดไปว่าไม่ต้องทำตัวดีมากก็ได้ ไม่ต้องพูดเพราะก็ได้ เอาแต่ใจก็ได้ เพราะยังไงคนก็พร้อมจะให้อภัยอยู่แล้ว

แต่ก็อย่างที่หมอโอ๊คบอก โลกของเรามันไม่ได้ฉาบฉวยขนาดนั้น

ถ้าอยากจะเป็นที่เอ็นดูของผู้ใหญ่ อยากมีเพื่อนแท้ และอยากมีคู่ชีวิตที่ดี ความหล่อความสวยอย่างเดียวมันไม่พอจริงๆ

สำหรับคนที่จะเข้ามาเป็นคนสำคัญของเรา สิ่งที่จะชี้ขาดว่าเราเป็นคน “น่ารัก” สำหรับเขาหรือไม่มันไม่ใช่เรื่องรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว เพราะต่อให้เราจะจมูกโด่ง ตาโต ผิวขาว และหุ่นดีแค่ไหน ถ้าเราเห็นแก่ตัว ไม่รับผิดชอบ อารมณ์ร้าย และไร้สมอง ข้อเสียเหล่านี้มันจะทำให้เราดูน่ารังเกียจไปเลย จนวันหนึ่งเราอาจจะโดนตั้งคำถามด้วยซ้ำไปว่า “นอกจากหน้าตาแล้วมีอะไรดีบ้าง?”

ดังนั้นนอกจากความงามภายนอกแล้ว ก็อย่าลืมขัดเกลาความงามภายในด้วย

ไม่ว่าจะเป็นความคิด ความรู้ ทัศนคติ น้ำใจ ซึ่งจะสะท้อนออกมาเป็นคำพูดและการกระทำ

ถ้าทำได้ เราก็จะเป็นนางฟ้าตัวจริง

ไม่ใช่นางฟ้าจำแลงที่งามแต่หน้าตาครับ


ขอบคุณภาพและข้อความจาก a day BULLETIN issue 276, 1-7 Nov 2013

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นิทานเด็กสาวกับลิปสติก

20160513_Lipstick

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

โรงเรียนอินเตอร์แห่งหนึ่งกำลังประสบปัญหาที่ไม่เคยเจอมาก่อน

นั่นคือเด็กๆ ที่เริ่มแตกเนื้อสาว กำลังหัดทาลิปสติก

เด็กๆ จะหัดทาลิปสติกในห้องน้ำ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แต่จะเป็นเพราะแฟชั่นหรืออะไรก็ไม่รู้ พอทาเสร็จแล้ว เด็กกลุ่มนี้จะจูบกระจก ทิ้งรอยลิปสติกรูปริมฝีปากเอาไว้มากมาย

ทุกเย็นภารโรงจะทำความสะอาดกระจกเหล่านี้ แต่พอวันถัดมา รอยลิปสติกก็จะกลับมาอีก จนสุดท้ายอาจารย์ใหญ่ต้องลงมาจัดการเรื่องนี้เอง

อาจารย์ใหญ่เรียกภารโรงมาคุยที่ห้องน้ำที่กระจกเต็มไปด้วยรอยลิปสติก เสร็จแล้วก็เรียกกลุ่มเด็กที่สร้างปัญหามาที่ห้องน้ำ และอาจารย์ก็อธิบายว่า แฟชั่นทิ้งรอยลิปสติกของพวกเธอทำให้ภารโรงคนนี้เดือดร้อนแค่ไหน

(พอจะนึกภาพออกใช่มั้ยครับว่าเด็กสาวที่ยืนฟังอยู่นั้นจะมีท่าทีเบื่อหน่ายเพียงใด บางคนฟังไปหาวไปด้วยซ้ำ)

เพื่อแสดงให้เห็นว่าการทำความสะอาดกระจกทุกคืนมันลำบากเพียงใด อาจารย์ใหญ่จึงบอกให้ภารโรงสาธิตให้ดู

ว่าแล้วภารโรงก็หยิบไม้ม็อบขึ้นมา จุ่มมันลงไปที่โถส้วม แล้วยกขึ้นเช็ดกระจก

จากวันนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีรอยลิปสติกบนกระจกอีกเลย


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Lisbeth Sebastian’s answer to What are some great short stories with a twist ending?

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

กงล้อชีวิต

20160512_WheelOfLife

วันนี้อยากจะเอาเครื่องมือชิ้นหนึ่งมานำเสนอครับ

ชื่อของมันคือ The Wheel of Life

ผมรู้จักมันครั้งแรกจาก Tony Robbins โค้ชชื่อดัง แต่ถ้าเข้าไปใน Youtube ก็จะเจอคนพูดถึงเรื่องนี้กันมากมาย เลยไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนคิดกันแน่

คอนเซ็ปต์ของกงล้อชีวิตคือให้มองว่าคนเรามีเรื่องสำคัญอยู่แปดอย่าง ได้แก่

  • หน้าที่การงาน
  • เพื่อนและครอบครัว
  • คนรัก
  • ความสนุก
  • สุขภาพ
  • การเงิน
  • โอกาสพัฒนาตนเอง
  • สภาพแวดล้อม

แล้วลองถามตัวเองว่า ในแต่ละเรื่อง เราให้คะแนนเท่าไหร่ จากหนึ่งถึงสิบ

ยกตัวอย่างเช่น

หน้าที่การงาน – 8
เพื่อนและครอบครัว – 7
แฟน/คนรัก – 9
ความสนุก – 6
สุขภาพ – 8
การเงิน – 7
โอกาสพัฒนาตนเอง – 8
สภาพแวดล้อม – 8

จากนั้นก็ลองมาพล็อตลงบนกร๊าฟดู ก็จะได้กร๊าฟออกมาหน้าตาอย่างนี้

20160512_075622

ถ้าเอาล้อนี้ไปใส่รถก็น่าจะพอวิ่งได้อยู่ ไม่ขี้เหร่เกินไปนัก

แต่สมมติว่าคุณเป็นคนที่เป็นดาวรุ่งขององค์กร ทำงานหนักจนไม่มีเวลาพักผ่อนหรือหาแฟน กงล้อชีวิตของคุณก็อาจจะเป็นอย่างนี้

20160512_075631

ดูแล้วอาจไม่สามารถเรียกว่าล้อได้เลยด้วยซ้ำ

เป้าหมายของการทำแบบฝึกหัดนี้ ไม่ใช่เพื่อให้เราทำคะแนนได้เต็มสิบทุกด้าน

เป้าหมายคือทำยังไงให้ล้อมันเป็นวงกลมให้ได้มากที่สุด เพราะ “ล้อเล็ก” หรือ “ล้อใหญ่” ไม่สำคัญเท่ากับว่าล้อมันขรุขระหรือเนียนเรียบแค่ไหน

เรื่องสำคัญแปดอย่างนี้ไม่จำเป็นต้องตายตัวนะครับ จะมีมากกว่าหรือน้อยกว่าแปดก็ได้ หรือจะเอาเรื่องไหนออกหรือเอาเรื่องไหนเข้ามาก็ได้ เพราะจริงๆ ตัวอย่างที่เอามาให้ดูยังขาดอีกด้านหนึ่งคือสภาพจิตใจ (spiritual)

ลองเอาไปเล่นดูนะครับ จะได้รู้ว่าเราเองควรจะปรับปรุงด้านไหน เพื่อให้การเดินทางของเราราบรื่นและไม่พลิกคว่ำเสียกลางทางครับ


ขอบคุณตัวอย่างแบบฟอร์มจาก CTI: Wheel of Life 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com