ต้นเหตุความล้มเหลว

20160420_Failure

“99% of failures come from the people who have the habit of making excuses”

“99% ของความล้มเหลวเกิดจากคนที่ชอบหาข้อแก้ตัว”

– George Washington Carver*

—–

ความล้มเหลวเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่นความรู้ไม่เพียงพอ การสื่อสารผิดพลาด มั่นใจเกินเหตุ หรือสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย

แต่สาเหตุที่สำคัญที่สุดที่ทำให้คนล้มเหลวก็คือความเหยาะแหยะ

ตอนต้นปีตั้งใจว่าจะออกกำลังกายเป็นประจำ พอทำไปซัก 3-4 ครั้ง เกิดขี้เกียจขึ้นมาก็จะอ้างว่าไม่มีเวลา ทั้งๆ ที่ยังเล่นเฟซบุ๊ค/ดูซีรี่ส์ได้เป็นชั่วโมง

อีกสาเหตุหนึ่งแห่งความล้มเหลวก็คือเรามีความสนใจหลายอย่างเกินไป นี่ก็อยากทำ โน่นก็อยากทำ

ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะสนใจหลายๆ เรื่อง แต่ผิดที่คิดว่าตัวเองสามารถทำอะไรพร้อมกันได้หลายๆ เรื่อง

การทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน ฝรั่งเขาเรียกว่า spreading yourself too thin ทำได้อย่างละนิดอย่างละหน่อย มันก็เลยเอาดีไม่ได้ซักอย่าง เหมือนขุดบ่อหาน้ำบาดาล ยังไม่ทันเจอตาน้ำก็หนีไปขุดบ่ออื่นอีกแล้ว

เป็นการดีกว่าถ้าเราจะหยิบแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมาทำก่อน และทำมันทุกวันจนกลายเป็นอุปนิสัย พอเรามั่นใจแล้วว่าเอาอยู่จึงค่อยหยิบเรื่องที่สองขึ้นมาทำต่อ

ถ้าเราเด็ดเดี่ยวพอที่จะทำทีละอย่าง เราก็จะมีเวลามากพอที่จะทำมันทุกวันแน่นอน เพราะฉะนั้นข้ออ้างว่าไม่มีเวลาก็จะตกไป

ข้อสำคัญอีกข้อคืออย่ารีบ ผมสังเกตตัวเองหลายทีแล้วว่า ถ้าออกตัวแรง มักจะหมดแรงกลางทาง

แทนที่จะวิ่งสุดกำลัง ลองวิ่งเหยาะๆ หรือเดินเอาก็ได้ จะได้ไม่มาอ้างว่าเหนื่อยเกินไปด้วย

ขอแค่เพียงออกเดิน และไม่หยุดเดิน ยังไงก็ถึงจุดหมายปลายทางครับ

—–

* George Washington Carver เป็นคนละคนกับ George Washington นะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เปลี่ยน

20160419_Change2

God, grant me the serenity to accept the things I cannot change,

Courage to change the things I can,

And wisdom to know the difference.

ขอพระเจ้าทรงประทานสันติสุขในจิตใจ ที่จะยอมรับสิ่งที่ข้าไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้

ขอความกล้าหาญที่จะเปลี่ยนสิ่งที่ข้าเปลี่ยนได้

และขอปัญญา ที่จะทำให้ข้าแยกแยะสองสิ่งนี้ได้

– Reinhold Niebuhr
The Serenity Prayer

—–

ในแต่ละวัน เราเสียเวลาไม่น้อยไปกับการ “คาดคั้น” หรือ “แอบหวัง” ว่าคนอื่นจะเปลี่ยนไปในทางที่ถูกใจเรา

อยากให้แฟนใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์
อยากให้สามีเลิกบ้าบอล
อยากให้แม่โละ “สมบัติ” ที่เก็บไว้จนเต็มบ้าน
อยากให้พ่อสนใจปฏิบัติธรรม
อยากให้พี่ชายช่วยทำงานบ้าน
อยากให้น้องสาวเลิกแต่งตัวโป๊ๆ
อยากให้เจ้านายสั่งงานน้อยๆ
อยากให้เพื่อนร่วมงานเลิกนินทาเจ้านาย
อยากให้บ้านข้างๆ เลิกโหวกเหวกยามค่ำคืน
อยากให้นายกปฏิรูปประเทศไวๆ

ไม่แปลก ที่สิ่งที่เรา “แอบหวัง” ส่วนใหญ่จะไม่กลายเป็นความจริง

และพอเราออกแรงจนถึงขั้น “คาดคั้น” แม้ว่าเขาจะยอมเปลี่ยน แต่แป๊บเดียวก็กลับมาอีหรอบเดิม

เมื่อวานนี้ผมรู้สึก “อึนๆ” เพราะหลายอย่างไม่เป็นไปดั่งใจ งานที่ไม่อยากทำก็ดันใช้เวลามากกว่าที่คิด งานที่อยากจะทำก็ไม่ได้เริ่มซักที ใจก็เลยกระเพื่อมตลอดวัน

ยังดีที่ก่อนเข้านอนผมนึกถึง Serenity Prayer ขึ้นมาได้

God, grant me the serenity to accept the things I cannot change,
Courage to change the things I can,
And wisdom to know the difference.

จริงๆ แล้วเราไม่ต้องขอพรจากพระเจ้าด้วยซ้ำ

เพราะไม่ต้องใช้ปัญญาสูงส่งอะไรที่จะแยกแยะว่า อะไรที่เราเปลี่ยนได้ อะไรที่เราเปลี่ยนไม่ได้

ขอแค่เพียงมีสติ เราก็จะระลึกได้ว่า สิ่งเดียวที่เราเปลี่ยนได้จริงๆ ก็คือตัวเราเอง

แต่ที่เราไม่คิดจะเปลี่ยนตัวเอง เพราะมันเหนื่อย มันยาก

เราก็เลยหันไปทำสิ่งที่ยากยิ่งกว่า คือการพยายามเปลี่ยนคนอื่น พอเปลี่ยนไม่ได้ก็หงุดหงิดที่โลกไม่ยอมหมุนรอบตัวเรา

ถ้าอยากเปลี่ยนคนอื่นจริงๆ ทางที่ดีที่สุดคือการเป็นตัวอย่างที่ดี

เมื่อวันหนึ่งที่ปัจจัยถึงพร้อม (หรือพระเจ้าดลใจ) เขาก็จะเปลี่ยนตัวเขาเอง โดยที่เราอาจไม่ต้องพูดอะไรซักคำเลยก็ได้

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

สามคำถาม

20160418_ThreeQuestions

สามคำถาม

1.เวลาที่สำคัญที่สุดคือเวลาไหน?
2.คนสำคัญที่สุดคือใคร?
3.สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องทำคืออะไร?

คำถามสามข้อนี้ผมไม่ได้คิดขึ้นเอง แต่เป็นคำถามของลีโอ ตอลสตอย หนึ่งในนักเขียนชื่อก้องโลก

ตอบคำถามทั้งสามข้อได้มั้ยครับ?

ติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อก

เวลาที่สำคัญที่สุด คือ “ตอนนี้” เพราะเป็นเวลาเดียวที่เราสามารถทำอะไรกับมันได้

คนที่สำคัญที่สุด คือ “คนที่อยู่ตรงหน้าเรา” เพราะอนาคตไม่แน่นอน และนี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เจอกัน

สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องทำ ก็คือการ “ทำดีต่อเขาคนนั้น” เพราะนั่นคือเหตุผลเดียวที่เราถูกส่งมายังโลกใบนี้

เปิดเทอมสงกรานต์คราวนี้ ขอให้มีแต่วันดีๆ นะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก The Literature Network: Three Questions by Leo Tolstoy

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

 

อยู่อย่างซามูไร

20160417_Samurai

เดือนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือเจ๋งๆ เล่มหนึ่งครับ

หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า วิถีดาบ วิถีเซน ของดร.ณัชร สยามวาลาครับ (ซึ่งจากนี้ผมจะเรียกว่าครูณัชร)

คำโปรยของหนังสือเล่มนี้คือ “ไดอะรี่ของซามูไรจำเป็น ที่เรียงร้อยให้เห็นว่า เซน การฝึกสติ และวิถีดาบญี่ปุ่นเป็นเรื่องเดียวกัน”

เรื่องเกิดจากการที่ครูณัชรเห็นว่าการปฏิบัติธรรมเป็นสิ่งที่มีประโยชน์สูงสุดต่อชีวิตมนุษย์ เลยคิดจะทำวิทยานิพนธ์ทางด้านนี้เพื่อเป็นธรรมทานสำหรับสังคมไทย แต่จนแล้วจนรอดก็คิดหัวข้อไม่ออก

จนวันหนึ่งได้ไปพบประกาศ “รับสอนสมาธิแบบเซนด้วยดาบซามูไร” จึงได้คำตอบกับตัวเองว่า นี่แหละคือหัวข้อที่อยากจะทำ เลยไปฝากตัวกับฟุกุชิมะเซ็นเซ (เซ็นเซแปลว่าอาจารย์) และได้เรียนรู้เพลงดาบและวิถีซามูไรแบบถึงพริกถึงขิง

หนังสือสนุกมากครับ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง แต่ความรู้สึกเหมือนกำลังอ่านนิยายเล่มหนึ่งเลยทีเดียว เริ่มต้นจากคนที่ไม่เคยจับดาบมาก่อนในชีวิต โดนเซ็นเซเคี่ยวเข็ญจนช้ำเลือดช้ำหนอง ก่อนจะไปไคลแม๊กซ์ที่การดวลดาบถึงประเทศญี่ปุ่น

ในหนังสือมีการพูดถึงความเชื่อมโยงระหว่างวิถีดาบ-วิถีเซน-วิถีธรรม และเทียบเคียงความเหมือนและความต่างของพุทธแบบเถรวาทและพุทธแบบมหายาน แต่ส่วนที่ผมรู้สึกประทับใจที่สุดคือ “จิตวิญญาณซามูไร” ที่ซึมซาบมาตลอดเล่มตั้งแต่ต้นจนจบ

จึงขอยกมาเล่าให้ฟังขอสังเขปดังนี้ครับ

วิถีของศิลปะการป้องกันตัวแบบโบราณ
ศิลปะป้องกันตัวแบบสมัยใหม่นั้นรับอิทธิพลตะวันตกมาในแง่ความเป็นกีฬา คือมีการแข่งขัน มีแต้ม มีการแพ้ชนะ เรียนกันเป็นกลุ่มและมีลักษณะเป็นธุรกิจ เช่น เรียนเพื่อ “เลื่อนสาย” เป็นต้น

ในขณะที่ศิลปะป้องกันตัวโบราณนั้นเน้นไปที่การฝึกเพื่อกำจัดความ “อยากชนะ” จึงไม่มีการแข่งขัน ไม่มีเกณฑ์ว่าเรียนไปกี่ครั้งจะได้สายใด แต่เซ็นเซจะพิจารณาความพร้อมของจิตใจเป็นคนๆ ไป

ที่สำคัญ การเรียนศิลปะป้องกันตัวแบบโบราณนั้น ใช่ว่ามีเงินแล้วจะได้เรียน เพราะการเรียนการสอนเป็นแบบตัวต่อตัว และผู้ที่จะไปฝากตัวเป็นศิษย์ต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน และยอมรับการสั่งสอนของอาจารย์อย่างไม่มีเงื่อนไข มีฝรั่งบางคนที่ไปทดลองฝึกกับฟุกุชิมะเซ็นเซเพียงครั้งเดียวแล้วเซ็นเซก็ไม่เรียกกลับมาอีกเลย

ดาบที่ไม่ได้มีไว้ฟาดฟันคู่ต่อสู้
ยุคโตกุกาว่าเป็นยุคปลอดสงคราม และมีกฎหมายห้ามดวลกันโดยใช้ดาบจริง ซามูไรจึงใช้ศิลปะป้องกันตัวเป็นวิธีฝึกฝนกายใจมากกว่ายุคอื่นๆ จนมีคำเรียกวิชาดาบในสมัยโตกุกาว่าว่า “เค็นเซ็น อิจินโยะ” หรือวิชา “ดาบแห่งสติ” (The Sword of Mindfulness) ซึ่งเป็นชื่อที่เหมาะมากเพราะยุคนั้นซามูไรไม่ได้ฝึกดาบเพื่อไปรบราฆ่าฟันกับใคร

แต่ฝึกไปเพื่อรบรากับกิเลสที่มีอยู่ในใจของผู้ถือดาบต่างหาก

ซามูไรที่แท้จริงจึงต้องมีชีวิตที่เรียบง่าย มีจิตใจดี ไม่เสแสร้ง มีความเมตตาและอ่อนโยน โดยเฉพาะกับผู้ที่ด้อยกว่า

โฉะชิน ซังชิน มุชิน (Shoshin – Zanshin – Mushin)
“โฉะชิน” แปลตามตัวอักษรว่า “ใจที่เพิ่งเริ่มต้น” หมายความว่าเราควรจะมองตัวเองเป็น “มือใหม่” อยู่เสมอ เพราะจะทำให้เราเปิดใจที่จะรับรู้และเรียนรู้จากทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น

“ซังชิน” คือสภาวะตื่นรู้ตลอดเวลาอย่างต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติ ไม่เกร็ง ไม่หวั่นไหวไปกับอารมณ์ต่างๆ ซึ่งสภาวะนี้สำคัญอย่างยิ่งในการประลอง

“มุชิน” คือใจที่ไร้ใจ (mind of no mind) หรือจิตว่าง ปรมาจารย์ล้วนเข้าสู่สภาวะนี้ในระหว่างต่อสู้ จึงไม่รู้สึกกลัว ไม่รู้สึกโกรธ ไม่รู้สึกอยากเอาชนะ และเพราะไม่อยากชนะนี่เอง จึงชนะได้

ดังนั้น ในทุกวันๆ เราจึงควรทำตัวให้เป็น “โฉะชิน” เพื่อพร้อมรับสิ่งใหม่ๆ มีใจที่เป็น “ซังชิน” ที่คอยตามดูตามรู้ความรู้สึกของเรา เพื่อว่าซักวันหนึ่งเราจะได้ลิ้มรส “มุชิน” นั่นเอง

แม้กรรมการไม่เห็น แต่เราเห็น
สะโปจัง (Spochan ย่อมาจาก Sport Chanbara) คือศิลปะป้องกันตัวสมัยใหม่ที่ใช้ดาบยาวอัดลมในการประลอง

“สะโปจังเป็นกีฬาที่ใช้ระบบ honor system เพราะต่อให้มีกรรมการถึงสามคนในการแข่งแมตช์สำคัญๆ ก็ไม่มีทางดูได้ทันว่านักดาบทำแต้มได้จริงๆ หรือไม่ เพราะการเล่นรวดเร็วมากและไม่มีการย้อนดูภาพวีดีโอเพื่อใช้ตัดสิน การตีให้ได้แต้มนั้นต้องมีลักษณะเฉพาะและจะแจ้งพอ กรณีที่โดนตีแรงพอและต้องเสียแต้ม เจ้าตัวผู้เสียแต้มย่อมรู้ตัวเองและมีหน้าที่ต้องแจ้งกรรมการด้วยว่าตนเองเสียแต้ม…คนญี่ปุ่นนั้นซื่อสัตย์และยึดมั่นกับ honor system นี้มาก

แต่เมื่อกีฬานี้แพร่หลายไปในโลกตะวันตก กลับพบปัญหาในการแข่งขันระดับนานาชาติ เนื่องจากผู้เล่นชาติตะวันตกไม่ยอมแจ้งกรรมการ ทั้งที่แม้แต่ผู้ดูก็เห็นชัดๆ ว่าชาวตะวันตกผู้นั้นโดนตีเสียแต้ม ที่หนักกว่านั้นก็คือ ชาวตะวันตกมักประท้วงการตัดสินของกรรมการด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวญี่ปุ่นไม่เคยแม้แต่จะคิดที่จะทำ”

ผมชอบไอเดีย honor system นี้มาก เพราะมันเป็นเครื่องเตือนใจที่ดีว่า สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าชัยชนะ คือความซื่อสัตย์และยึดมั่นในน้ำใจนักกีฬา

จะมีประโยชน์อะไร ถ้าเราชนะในเกมกีฬา แต่แพ้ในความเป็นมนุษย์

—–

อ่อนน้อมต่อครูบาอาจารย์ ใช้ชีวิตอย่างรู้ตัว มีน้ำใจนักกีฬา และเข้มแข็งแต่อ่อนโยน นี่คือวิถีซามูไรที่ผมได้เรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้

ถ้าจะ “ขอสามคำ” เพื่ออธิบายถึงความรู้สึกที่ผมมีต่อหนังสือ “วิถีดาบ วิถีเซน”

ผมจะขอใช้ประโยค “งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด”

ตั้งแต่วันที่ได้จับดาบซามูไรครั้งแรกในชีวิต

จนได้ไปแข่งสะโปจังชิงแชมป์โลก และตั้งจิตอธิษฐานถึงในหลวงก่อนจะดวลดาบกับเต็งแชมป์ชาวญี่ปุ่น

จนถึงวันที่กล่าว “ซาโยนาระ” กับเซ็นเซ และยืนมองท่านจนลิบตา

เป็นหนังสือที่อ่านแล้วทั้งอิ่มใจและภูมิใจในภูมิปัญญาตะวันออกจริงๆ ครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือวิถีดาบ วิถีเซน ของดร.ณัชร สยามวาลา

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Flickr: Marcos Cousseau

แรงต้านคือเข็มทิศ

20160414_ResistanceIsCompass

หยุดยาวนี้ ผมเพิ่งได้เริ่มอ่านหนังสือเรื่อง The War of Art: Winning the Inner Creative Battle ของ Steven Pressfield

หนังสือเล่มนี้ว่าด้วยเรื่องปัญหาที่ศิลปินทุกคนต้องเจอ

ศิลปินในที่นี้ไม่จำเป็นต้องหมายถึงแค่จิตกรหรือนักดนตรีนะครับ

ถ้าคุณทำอะไรก็ตามที่มีความหมาย และสร้างผลกระทบ คุณก็ถือว่าเป็นศิลปินแล้ว (อ่านเพิ่มเติมตอน ทุกคนคือศิลปิน)

คนที่กำลังสร้างธุรกิจของตนเองก็เป็นศิลปิน

คนที่กำลังจะหาทางลดน้ำหนักก็ใช่

คนที่ตั้งเป้าว่าจะลงแข่งมาราธอนก็ใช่อีกเช่นกัน

หรือแม้กระทั่งบล็อกเกอร์อย่างผมก็เป็นศิลปิน (อะแฮ่ม!)

ศิลปินทุกคนต้องเจอ Resistance หรือ “แรงต้าน” ด้วยกันทั้งนั้น

ไม่ว่าจะเป็นแรงต้านที่มาจากภายในหรือภายนอก

แรงต้านจากภายนอกก็เช่นหรือคำพูดของคนรอบตัว หรือหน้าที่อื่นๆ ที่ดึงเวลาและพลังงานของเราไป

แต่แรงต้านที่หนักหนากว่ามาก คือแรงต้านที่มาจากภายใน

ไม่ว่าจะเป็นความขี้เกียจหรือความกลัวว่าจะทำออกมาได้ไม่ดี

The War of Art บอกว่า แทนที่จะมองแรงต้านเหล่านี้เป็นศัตรูที่น่าเกรงขามหรือเป็นอะไรที่เราต้องหลีกเลี่ยง เราควรจะใช้แรงต้านเป็นเครื่องนำทาง

หลักการง่ายๆ ก็คือ ยิ่งแรงต้านมากเท่าไหร่ แสดงว่าทิศทางที่เรากำลังมุ่งไปนั้นยิ่งสอดคล้องกับสิ่งที่หัวใจเราเรียกร้องมากขึ้นเท่านั้น

ในทางกลับกัน สิ่งที่ไม่ได้มีคุณค่ากับเราอย่างแท้จริงก็จะไม่มีแรงต้านเลย

นั่งเขียนบล็อก 30 นาที กับนั่งส่องเฟซบุ๊ค 30 นาที อย่างหลังแรงต้านน้อยกว่ากันเยอะ

ดังนั้น ถ้าเราอยากจะเติบโต และอยากมีชีวิตที่เราพอใจ วิธีการที่ชัวร์ที่สุด คือเมื่อเรารู้สึกว่ากิจกรรมใดมีแรงต้าน จงทำกิจกรรมนั้นซะ!

เพราะน้ำไหลลงสู่ที่ต่ำเสมอ ถ้าอยากจะไปให้ถึงยอดเขา ก็ต้องว่ายทวนน้ำเป็นธรรมดา

เหนื่อยกว่าแน่นอน และก็ไม่รู้ว่าจะถึงเป้าหมายเมื่อไหร่ด้วย สิ่งเดียวที่รู้ก็คือ ถ้าปล่อยตัวเองให้ไหลไปตามน้ำ ยังไงก็ไปไม่ถึงยอดเขาแน่ๆ

เพราะฉะนั้นอย่ากลัวเกรงแรงต้าน สบตากับมันแล้วเดินเข้าไปหามันเลย

ใช้แรงต้านเป็นเข็มทิศ แล้วชีวิตจะไม่หลงทางครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com